ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 2 ความมืดที่ปกคลุมทั่วโลก

‘ไอ้โง่เอ้ย!’ ชูฮันสบถลั่นในหัวเขา
ใครกัน?! เสียงตะโกนที่เกิดขึ้นได้ล่อความสนใจของเหล่าซอมบี้!

 

‘หยุดตะโกน!’
ชูฮันคิด ม่านตาของเขาเบิ่งกว้าง นัยน์ตาลุกโชนเปล่งประกายดั่งไฟเผา ความโหดเหี้ยมที่แฝงอยู่ภายในนั้นมีมากเกินกว่าจะปกปิดได้

 

อย่างไรก็ตาม ในอีกชั่วขณะต่อมา จิตสังหารที่พวยพุ่งภายในดวงตาของเขากลับถูกแทนที่ด้วยความประหลาดใจแทน

 

บนท้องฟ้าไม่มีท้องฟ้าที่มืดทึบหรือศพที่ถูกฉีกขาดกระจุยกระจายในระยะสายตา ชูฮันไม่ได้กลิ่นเลือดที่รุนแรงในอากาศหรือแม้กระทั่งเสียงคำรามดั่งสัตว์ป่าของซอมบี้…

 

แสงแดดที่สาดส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างกระจกใส ทะลุผ่านเข้ามาภายในห้องพักที่มีเตียงนอนอยู่สี่เตียงและโต๊ะที่ตั้งอยู่1ตัว ในตอนนั้นเองมีนักศึกษามหาลัยสองคนสวมเสื้อลายสก๊อตกำลังคุยเล่นกันอย่างสนุกสนานโดยนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ มือหนึ่งแตะคีย์บอร์ดและอีกมือก็คลิกเมาส์ไปด้วย

 

ภาพที่ไม่ได้เห็นมานานนับสิบปีทำให้ชูฮันนึกตกใจ…

 

เสื้อผ้าสกปรกทิ้งกระจุยกระจายตามพื้น กล่องก๋วยเตี๋ยวที่มีกลิ่นเหม็นเน่าวางซ้อนกันสูงราวกับตึก ความไร้ระเบียบอันยุ่งเหยิงนี้ พลันทำให้เขาย้อนรำลึกถึงความทรงจำเก่าๆที่ไหลวนเข้ามาในหัว

 

‘ฟางหลงและเติ้งเวยป๋อ… เพื่อนร่วมห้องพักที่วิทยาลัยเก่าของฉัน’

 

“เกิดอะไรขึ้น? แกนอนหลับมากเกินไปหรือเปล่า?” เติ้งเวยป๋อ ผู้ซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามกับชูฮันผงกศีรษะขึ้นพลางถามเขา เติ้งเวยป๋อ…ผู้ซึ่งมีรูปร่างหน้าตาธรรมดาที่มาพร้อมกับแว่นสายตาเลนส์หนาหนึ่งอัน ถึงแม้ว่าเพื่อนเขาคนนี้จะสามารถใช้พลังอำนาจเหนือธรรมชาติได้ แต่ท้ายที่สุดเขาก็ถูกฆ่าตายจากการโจมตีของซอมบี้

 

“ชูฮันตื่นหรือยัง?”ฟางหลงถาม หากตาของเขายังคงเกาะติดอยู่กับเกมส์ในคอมพิวเตอร์ “เลิกเล่นเหอะเพื่อน แกแพ้อีกแล้ว!” ฟางหลง กดแป้น Q อยู่หลายครั้ง

 

ชูฮันจำได้ว่าฟางหลงเป็นคนที่ติดจะหยาบคายหน่อยและเพื่อนเขาคนนี้ก็ถูกสังหารในการโจมตีด้วยซอมบี้เช่นเดียวกัน

ชูฮันขยี้ตาของเขาอย่างแรง พยายามทำความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบัน ความคิดที่แทบไม่น่าจะเป็นไปได้ผุดขึ้นในใจเขา ตัวเขาสั่นเทิ้มไปด้วยความตื่นเต้น

 

‘เป็นไปได้ไหมว่า … ฉันได้เดินทางย้อนอดีตกลับมายังสิบปีก่อน?’ ใช่แล้ว ในตอนนั้นมันยังไม่มีซอมบี้และพวกเขาทั้งสามคนยังมีชีวิตอยู่

 

ฟางหลง กดปิดคอมพิวเตอร์

 

“ชูฮัน” ฟางหลงเรียกพลางหันไปเผชิญหน้า “เติ้งเวยป๋อและฉันจะไปแล้วนะ นี่มันเกือบจะสิบโมงแล้ว เติ้ง แกควรรีบได้แล้วไม่งั้นเราอาจจะพลาดเที่ยวบินได้”

 

‘สิบโมง? เที่ยวบิน?’ หัวใจของชูฮันแกว่งไปวูบหนึ่ง ‘วันนี้มันวันอะไร?’

 

ชูฮันผุดลุกขึ้นมาจากเตียงทันที ดันตัวเติ้งเวยป๋อให้พ้นออกจากคอมพิวเตอร์ เขาขยับเมาส์กดคลิกที่ไอคอนปฏิทินที่มุมล่างขวา

 

“แกกำลังทำอะไร?” เติ้งเวยป๋อตะโกน “เฮ้ นี่ของฉันนะ!”

ชูฮันทำเป็นไม่ได้ยิน เขาพุ่งความสนใจทั้งหมดไปยังวันที่ที่ปรากฏบนปฏิทิน

 

10:00 น., 5/7/2015.

 

‘บ้าเอ้ย นี่มันจะถึงเวลาแล้ว!’

 

ระยะแรกของวันโลกาวินาศจะเริ่มขึ้นในพรุ่งนี้ เวลา 6 นาฬิกา โลกจะปกคลุมไปด้วยความมืดมิด ดวงอาทิตย์จะขึ้นตอนเที่ยงตรง หลังจากหกชั่วโมงนี้ผ่านไป โลกจะเต็มไปด้วยความวุ่นวาย มันใช้เวลาเพียงแค่หกชั่วโมงเท่านั้นในการหยุดชะงักความก้าวหน้าของมนุษยชาติ

 

หัวใจของชูฮันเต้นอย่างบ้าคลั่ง พลางคิด ‘เหลืออีกแค่วันเดียวเท่านั้น’

 

“หลีกไป เพื่อน” เติ้งเวยป๋อกล่าวพลางโบกกระเป๋าในมือไปมา “ฉันต้องเก็บคอมพิวเตอร์”

 

ชูฮันถอยตัวออกมา พยายามยับยั้งอารมณ์ที่จะโพล่งปากออกไปถึงสถานการณ์ที่แท้จริง เขาหายใจเข้าลึกๆ สงบจิตใจที่กระวนกระวายและพูดออกไปว่า

 

“ฉันได้ยินมาว่ามีไวรัสที่แพร่ระบาดไปทั่วในตอนนี้ พวกแกควรบอกครอบครัวของพวกแกให้เก็บตุนเสบียงอาหารและน้ำให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้และอยู่แต่ในบ้าน”

 

“ไวรัส?” เติ้งเวยป๋อถามอย่างไม่แน่ใจ “แกได้ยินมาจากที่ไหน?”

 

“ฉันได้ยินจากในข่าว” ชูฮันรู้ดีว่าทั้งสองคนไม่ความสนใจฟังข่าว

 

“แกฟังข่าวด้วยเหรอ?” เติ้งเวยป๋อยิ้มและผงกหัวถาม

 

“ตกลง เราควรไปได้แล้ว!” ฟางหลงตอบรับ

 

“เดินทางปลอดภัยนะ” ชูฮันระงับความรู้สึกของการพบกันอีกครั้งหลังจากผ่านไปยาวนานไว้ มันเป็นเรื่องที่ดีสำหรับพวกเขาที่จะออกจากเมืองหมิงชิวก่อนโลกาวินาศจะมาถึง…

 

บ้านเกิดของฟางหลงและเติ้งเวยป๋อคือ ซางจิง พวกเขาจองตั๋วตอนเที่ยงหลังจากที่พวกเขาจบการสอบครั้งสุดท้าย ซางจิงเป็นเมืองที่มีประชากรสูงและมีซอมบี้จำนวนมากปรากฏตัวที่นั่น แต่คนส่วนใหญ่ก็สามารถรอดชีวิตมาได้ด้วยความช่วยเหลือจากกองกำลังทหารที่กล้าหาญ ถือได้ว่าเป็นเมืองที่ปลอดภัยที่สุดเมื่อเทียบกับเมืองอื่น ๆ อย่างน้อยที่สุดมันจะคงอยู่ต่อไปได้ราวประมาณสองปีหลังจากการปะทุ

 

ด้วยเหตุนี้ ชูฮันจึงไม่ได้บอกอะไรออกไปมาก เพราะเขารู้ดีถึงเส้นทางที่ยากลำบากในอีกช่วงสิบปี เขาเชื่อว่าพวกนั้นจะปลอดภัยในช่วง 2-3 ปีแรก

 

ยังมีเพื่อนร่วมห้องคนอื่นอีก ฟานฮงเหวียน ซึ่งได้เดินทางกลับบ้านเกิดที่เมืองนันดูไปแล้ว เขาตายหลังจากถูกวางกับดักในช่วงปีแรกๆของการปะทุ เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดปมในใจของชูฮันเพราะเขาไม่สามารถตามหาคนร้ายที่ฆ่าเพื่อนเขาได้

 

นอกจากนี้ยังมีกองกำลังทหารตั้งอยู่ในเมืองนันดูอีกด้วย ซึ่งตอนที่เกิดการการปะทุขึ้น เมืองนันดูก็ได้รับการปกป้องคุ้มครองจากเหล่าทหารเช่นกัน ชูฮันจึงรู้สึกสบายใจชั่วขณะ ยังไงก็ตามแต่เขาต้องไปเมืองนันดูเพื่อตามหาฟานฮงเหวียน เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าฟานฮงเหวียนจะไม่ตกอยู่ในอันตรายในชาตินี้อีก

 

สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องรู้ถึงวิธีการเอาตัวรอดท่ามกลางความโกลาหล ซึ่งหากเขาทำได้เขาจะกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งและมีพลังมากยิ่งขึ้นอีก ด้วยเหตุนี้เขาจะสามารถปกป้องพี่น้องของเขาจากภาวะวิกฤติที่เกิดขึ้นได้ มิฉะนั้นความตายเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่รออยู่

 

การมีชีวิตอยู่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในโลกาวินาศ

 

ฟางฟลงและเติ้งเวยป๋อได้ไปแล้ว และด้วยเหตุผลบางประการ หอพักที่ว่างเปล่าทำให้ชูฮันรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาโดยฉับพลัน

 

ริง…

เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ดังขึ้นมา

 

ปัก!

ชูฮันกดตัดสายโทรศัพท์และเพิกเฉยต่อสายที่ไม่ได้รับอีก3สายที่แสดงบนหน้าจอโทรศัพท์

 

หากเขากลับรีบกดโทรไปยังเบอร์บ้านของเขาเองแทน

 

ตู้ด ตู้ด —- —–

 

น้ำเสียงที่แสดงออกถึงความดีใจของแม่เขาดังลอดออกมาจากโทรศัพท์ “เสี่ยวฮาน?”

 

ชูฮันชายผู้มีหัวใจดั่งเหล็กกล้า สัมผัสกับความมืดมิดมาเป็นเวลานานนับสิบปี กระนั้นเขากลับทำอะไรไม่ถูกนอกจากสำลักลม เมื่อได้ยินเสียงที่ห่างหายไปนาน…

 

เขาสูญเสียการติดต่อกับพ่อแม่นับตั้งแต่การปะทุของซอมบี้และไม่สามารถตามหาพวกเขาได้เลยตลอดระยะเวลาสิบปี

 

เขาไม่กล้าแม้แต่จะคิดว่าเกิดอะไรขึ้น … ..

 

เขาวางความตึงเครียดลงและถามไปว่า “แม่ พ่อเป็นยังไงบ้าง?”

 

“พ่อสบายดี มีอะไรรึเปล่า?” แม่ของเขารู้ดีว่ามีบางอย่างผิดปกติจากน้ำเสียงของเขา

 

“แม่ พ่อ ฟังผมนะ!” เสียงของเขาดูตึงเครียดมากจนทำให้แม่เขาหยุดพูด

 

“เพื่อนร่วมชั้นของผม ฟางหลง ที่มาจากซางจิง พ่อของเขารู้ข้อมูลมาจากวงในว่ามีไวรัสตัวใหม่ที่มีการติดเชื้ออย่างรุนแรงกำลังระบาดอยู่ภายในประเทศ หากติดเชื้อไวรัสมีค่าเท่ากับตายสถานเดียว พ่อกับแม่ ควรเตรียมอาหารและน้ำตุนไว้ที่บ้านยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดี รีบเข้าก่อนที่ไวรัสจะระบาดไปมากกว่านี้”

 

ชูฮันรู้ดีว่าการพูดถึงซอมบี้จะเป็นเรื่องที่น่าตกใจมากสำหรับพ่อกับแม่และพวกท่านเองก็คงไม่เชื่อเขาอย่างแน่นอน ดังนั้นเขาจึงต้องโกหก

 

พ่อและแม่ของเขาอาศัยอยู่ในเมืองอันโหลว หากทว่าตัวเขาตอนนี้อยู่ในเมือง มิงชิว ซึ่งมันไม่มีการเดินทางแบบไหนที่ไม่ตเองหยุดแวะพักเลย ไม่ว่าจะทั้งทางรถไฟหรือเครื่องบิน เพราะระยะทางที่ยาวไกลระหว่างเมืองสองเมือง เขาจึงไม่สามารถกลับไปหาครอบครัวได้ทันภายในสองวัน นับประสาอะไรกับอีกแค่วันเดียว ดังนั้นเขาจึงเลือกที่ขอให้พวกท่านเตรียมตัวให้ดี เพื่อลดความอันตรายที่จะเกิดขึ้นแทน

 

เนื่องจากเขาได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้เขาต้องกลับไปยังเมืองอันโหลวให้ได้ เพื่อตามหาพ่อแม่ของเขา

 

“อะไรนะ? ฉันควรทำยังไงดี?” น้ำเสียงของแม่เขาฟังดูแย่มาก เธอเหมือนสติหลุดไปชั่วขณะ เธอไม่ได้สงสัยต่อคำพูดของชูฮันเลย เนื่องจากเคยมีเหตุการณ์ไวรัสระบาดในปี 2005เช่นกัน

 

“แม่ ใจเย็น สงบสติอารมณ์ แม่และพ่อควรอยู่ภายในบ้าน อย่าออกไปไหน” ชูฮันพยายามปลอบโยนเธอ “แต่ต้องเตรียมกักตุนเสบียงอาหารและน้ำให้พร้อมนะ เพราะเราไม่รู้ว่านานเท่าไหร่กว่าทุกอย่างจะจบลง”

 

“เอาล่ะ เราจะเตรียมอาหารให้พร้อม” แม่ของเขารับปากอย่างรวดเร็ว “ลูกควรจะระมัดระวังตัวเองด้วยนะ ต้องการเงินเพิ่มมั้ย? ให้แม่ส่งเงินไปเพิ่มมั้ย ลูกจะได้เอาไปซื้ออาหารกับน้ำมาไว้ตุน?”

 

“ไม่เป็นไร ผมมีพอแล้ว พ่อกับแม่ควรเตรียมทุกอย่างไว้ให้มากที่สุด ยังไงก็ตามทุกอย่างควรจะเสร็จภายในวันนี้ พรุ่งนี้พ่อกับแม่ต้องอยู่แต่ในบ้าน อย่าออกไปไหนเด็ดขาด นอกจากนี้พ่อกับแม่ควรอยู่ในอันโหลว อย่าไปไหนและรอผมกลับไป!” ชูฮันแนะนำแม่ของเขาเพราะมันน่ากลัวมากสำหรับพ่อแม่ที่มีอายุห้าสิบปีของเขาหากต้องเผชิญหน้ากับซอมบี้

 

เมื่อพูดเสร็จชูฮันก็วางสายทันที ตัดใจเมินเฉยต่อสายเรียกเข้าที่พ่อแม่ของเขาพยายามโทรกลับมาอีก หากกลับเลือกที่จะกดโทรออกไปยังหมายเลขของฟานฮงเหวียนแทน โดยพูดซ้ำคำโกหกประโยคแบบเดิมอีกครั้ง ฟานฮงเหวียนสับสนกับเรื่องราวที่ได้ยินหากแต่เขาก็รับปากว่าจะทำตามที่ชูฮันบอก

 

หลังจากเสร็จสิ้นทุกอย่าง ชูฮันสวมเสื้อโค้ทและตรวจสอบเงินสดในกระเป๋าสตางค์ของเขา มุ่งหน้าไปที่ทางออกอย่างรวดเร็วเพราะเขาจำเป็นต้องซื้ออาหารตุนไว้เช่นกัน

ยิ่งมากยิ่งดีและยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดีกว่า!

 

หากอยู่ดีๆเขาก็หยุดชะงัก หลังจากที่ได้ก้าวเท้าพ้นออกจากห้องพัก กวาดสายตาอันเฉียบคมของเขาไปรอบๆห้องแทน คอมพิวเตอร์ เบาะนั่งอันเละเทะ และกล่องเสียง สิ่งเหล่านี้สามารถขายได้ในราคาที่ดี แม้ว่าของเหล่านี้จะไม่ใช่ของๆเขาก็ตามหากแต่มันจะกลายเป็นขยะทันทีหลังจากเกิดการปะทุ

 

หัวใจของเขาเริ่มเต้นเร็วขึ้นและเร็วขึ้น มันไม่ใช่เวลาที่จะรีบเร่งทำอะไรอย่างไม่มีสมอง

 

เพื่อที่จะลดทอนความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ครอบครัวและเพื่อนของเขาให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งการจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้ เขาจำเป็นต้องมีเงินและ…อาวุธ!

 

ชูฮันเริ่มเก็บของต่างๆอย่างรวดเร็วและเขาจะไม่หยุดจนกว่าเขาจะมั่นใจว่าได้เก็บรวบรวมสิ่งของมีค่าทั้งหมดในห้องนี้จนครบแล้ว

 

2ชั่วโมงผ่านไป จนกระทั่งชูฮันลากกล่องขนาดใหญ่ออกมาจากห้อง เขาลากมันเดินออกไปตามถนนของมหาลัยหมิงชิวพร้อมกับเนื้อตัวที่ชุ่มไปเหงื่อ เผชิญหน้ากับความร้อนจากดวงอาทิย์ของฤดูร้อนที่สาดส่องลงมา

 

“นั่นคุณจะไปที่ไหน ชูฮัน? คุณไม่ได้มีสอบตอน 12 นาฬิกาหรอกหรือ?” เสียงของชายคนหนึ่งถามเขาด้วยความประหลาดใจ

 

ชูฮันหมุนตัวกลับไป หากแต่เขาไม่สามารถนึกออกได้ว่าชายคนที่ถามเขาอยู่คือใครกันแน่ เขาเพียงพูดปัดไปว่า “ผมต้องสอบตกอย่างแน่นอน ดังนั้นผมคิดว่าผมรอลงเรียนวิชานี้อีกรอบในเทอมหน้าเลยดีกว่า”

 

สอบ? ใครสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้กันเมื่อโลกาวินาศกำลังจะมาถึง!

 

“แสดงว่าคุณรู้ดีถึงข้อจำกัดของคุณเอง” มันมีน้ำเสียงที่น่ารังเกียจแทรกอยู่ขณะที่ชายคนนั้นกำลังพูด
ชูฮันหรี่ตามอง เขามองเห็นผู้ชายคนหนึ่งสวมเสื้อยืดสีขาวราคาแพงและกางเกงขายาวสีดำที่ทันสมัย 

 

พลันเขานึกขึ้นได้ว่า เขาน่าจะกำลังเจอกับต้วนหมิงอยู่ในตอนนี้!

 

“ต้วนหมิง ชื่อของนายมีความหมายที่ดีนะ” ต้วนหมิง…ชายผู้มีอายุไขสั้นนัก

แน่นอนว่าต้วนหมิงไม่เข้าใจว่าชูฮันพูดอะไร เขาได้แต่มองไปที่ชูฮันด้วยสายตาลึกลับ

 

ชูฮันไม่ได้แม้กระทั่งเหลือบมองกลับ เขายังคงลากกล่องเดิน มุ่งหน้าไปที่ประตูของวิทยาลัย โทรศัพท์ที่ถูกตั้งค่าไว้ในโหมดสั่นภายในกระเป๋าของเขา ยังคงสั่นอย่างไม่หยุดหย่อน

 

เขาพบกับร้านค้าที่รับซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มือสองและขายทั้งหมดไปในราคาสี่พัน เขามีเงินทั้งหมดในมือห้าพัน ซึ่งรวมกับเงินของเขาเองหนึ่งพัน ชูฮันพยามยามใช้สมองครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว หากแต่ความทรงจำของเขาเกี่ยวกับอัตราราคาจากเมื่อสิบปีก่อนเป็นเรื่องคลุมเครือเหลือเกิน เขาไม่แน่ใจเกี่ยวกับสิ่งที่เขาสามารถซื้อได้ด้วยเงินห้าพันที่มีอยู่ในตอนนี้

 

สิ่งแรกที่เขาต้องการคืออาวุธซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ซอมบี้จะตายก็ต่อเมื่อศีรษะของพวกมันถูกบดขยี้ อาวุธที่ใช้ต้องเป็นอาวุธร้ายแรง มันเป็นไปไม่ได้ที่จะได้ค้อนของทหารมา ค้อนที่มีขายทั่วไปนั้นแย่ยิ่งกว่าการใช้ขวานซะอีก เพราะโดยปกติเมื่อฟันขวานไปยังซอมบี้ ขวานจะติดและดึงออกได้ยาก มันจึงเป็นอาวุธที่เหมาะสำหรับคนที่มีเทคนิคที่แข็งแกร่งในการใช้ขวานโดยเฉพาะ

 

เมื่อเดินเข้าไปในร้านขายอาวุธ เจ้าของร้านพลันเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัยอย่างไม่รู้ตัวเมื่อได้เห็นชายหนุ่มเดินเข้ามาในร้าน “ที่นี้เราขายเฉพาะอาวุธสั่งทำ ถ้าคุณไม่ใช่ลูกค้า คุณควรออกไป”

ชูฮันเป็นเพียงนักศึกษาวิทยาลัยเท่านั้นบวกกับการแต่งตัวของเขาที่ดูธรรมดาทั่วไป เจ้าของร้านจึงไม่คิดว่าชูฮันจะสามารถซื้อสินค้าในร้านของเขาได้