ตอนที่แล้วบทที่ 69 จั่วม่อน้ำลายหก  
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 71 การทดลองครั้งใหม่

 

 

จั่วม่อจดจ่ออยู่กับการผนึกปางมือไปตามที่ผูเยาชี้นำ สองมือของมันร่ายรำประหนึ่งผีเสื้อล้อบุปผา กระตุ้นการทำงานของเวทวิชาขึ้นมา ข้อดีของการฝึกปรือเคล็ดสารพันพฤกษ์โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แสดงออกมาอย่างชัดเจนผ่านกระบวนท่าดรรชนีอันลื่นไหลของมัน เวทวิชาซึ่งผูเยาเรียกว่า [เคล็ดควบกลั่นหยิน] นั้นสลับซับซ้อนไม่เบา แต่ไม่นับเป็นอันใดเลยสำหรับจั่วม่อ

จั่วม่อรู้สึกว่าปราณหยินถาโถมกระหน่ำเข้ามา เจตจำนงหยินที่อัดแน่นล้นปรี่แทรกซึมผ่านร่าง ทั้งเย็นเยียบและมืดมนจนหนังศีรษะชาซ่าน ขนหัวลุกชัน แต่มันกัดฟันทน ปราณหยินยังควบรวมอยู่ในฝ่ามือของมันอย่างต่อเนื่อง

จนกระทั่งกระทำปางมือกระบวนท่าสุดท้ายเสร็จสิ้นสมบูรณ์ ไข่มุกสีเทาขาวลูกหนึ่งกลิ้งอยู่ในฝ่ามือของจั่วม่อ

จั่วม่อพิศดูไข่มุกอย่างกระหายใคร่รู้ “ผู นี่คืออะไร?” เห็นไข่มุกสีขาวสกปรกขุ่นมัว ธรรมดาสามัญอย่างยิ่ง ถือไว้ในมือรู้สึกเย็นสบายแปลกๆ

“นี่เรียกว่าไข่มุกหยิน สร้างขึ้นจากการควบกลั่นปราณหยิน สามารถใช้เป็นวัตถุดิบหลอมกลั่นโอสถหรือหลอมสร้างยุทธภัณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับยุทธภัณฑ์เวทที่มีคุณสมบัติสังกัดหยินหยุ่นเยือก ให้ผลลัพธ์ที่มหัศจรรย์มาก” ผูเยาสีหน้าภาคภูมิใจ ชายตามองจั่วม่ออย่างเหยียดหยามแวบหนึ่ง “ที่นี่ปราณหยินอุดมสมบูรณ์ดีมาก ตราบเท่าที่เจ้าไม่เกียจคร้าน ในแต่ละวันควบกลั่นไข่มุกหยินสักหน่อย จิงสือย่อมจะไหลมาเทมา ถ้าให้ดีข้าว่าเจ้าควรจะย้ายสำนักเสียดีกว่า ข้าไม่เคยเห็นสำนักที่น่าเวทนาถึงเพียงนี้มาก่อน ในสำนักนี้นอกจากศิษย์พี่ของเจ้าผู้นั้นแล้ว ผู้อื่นล้วนแล้วแต่เป็นเศษสวะทั้งสิ้น”

จั่วม่อซัดกลับทันควัน “แล้วท่านอสูรฟ้าผู้สูงส่งอย่างเจ้า ไฉนถูกอาจารย์ลุงรองของข้าไล่ฟันเสียจนต้องวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงเล่า? ยังจะมีหน้ามากล่าวเยี่ยงนี้อีก?”

ผูเยาแค่นเสียงอย่างเย็นชา “เฮอะ หากมิใช่ว่าข้าถูกเคี่ยวกรำอยู่ใต้หอกักอสูรมาสามพันปี จนจิตวิญญาณแทบแตกสลาย แค่สวะด่านจินตันผู้หนึ่งไหนเลยจะสะกิดผิวข้าได้?” กล่าวไปกล่าวมา น้ำเสียงก็ฮึดฮัดขุ่นแค้นถึงที่สุด

จั่วม่อแค่นเสียงอย่างเย็นชาเลียนแบบผูเยา “ข้าในที่สุดก็ทราบว่าไฉนเจ้ากลายเป็นอสูรฟ้า”

ผูเยาอึ้งไปวูบหนึ่ง “เข้าใจอันใด?”

“ก็เจ้าคุยโวโอ้อวด*ถึงเพียงนี้” จั่วม่อสุดจะกลั้น ชี้หน้าผูเยา พลางแหงนหน้าหัวร่อกระหึ่ม “อสูรตนหนึ่ง พัดปลิว*ขึ้นฟ้าก็กลายเป็นอสูรฟ้า! ฮ่าฮ่าๆๆๆๆๆ”

(*สองจุดนี้ใช้คำเดียวกันว่า ชุย แปลว่าคุยโวหรือปลิวไปตามลมก็ได้ เป็นการเล่นคำของจั่วม่อ)

“หึ ข้าคร้านจะถือสาเจ้า” ผูเยากลับไม่มีโทสะ มันอ้าแขนกว้าง ไม่เห็นมันเคลื่อนไหวอันใดแต่ปราณหยินกลับโหมกระหน่ำเข้าหามันในทันใด มันราวกับเป็นศูนย์กลางวังวนอันน่าสยดสยอง ดึงดูดปราณหยินรอบบริเวณรวบรวมไว้ที่ร่างมันเป็นจุดเดียว

“เจ้าแน่ใจหรือว่าสิ่งนี้คุ้มค่าจริงๆ?” จั่วม่อก็ไม่สนใจจะต่อล้อต่อเถียง ดวงตาจับจ้องแต่ไข่มุกในมือ ถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก

ผูเยาผู้กำลังเพลิดเพลินกับการดูดซับปราณหยิน เส้นเลือดบนหน้าผากปูดโปนเขียวปั๊ด ท่วงท่าของมันชะงักลงอย่างกะทันหัน เกือบสำลักความหงุดหงิดรำคาญใจ

อย่างไรก็ตามในเมื่อผูเยากล่าวว่าไข่มุกนี้มีค่ามาก จั่วม่อในใจก็ค่อนข้างเชื่อถือ ดังนั้นตกลงใจทดลองดูอีกสักเล็กน้อย แต่กลับพบว่าปราณหยินรอบบริเวณถูกสูบไปทางผูเยาจนแทบหมดสิ้น มันไม่มีปัญญาสร้างไข่มุกหยินได้ จึงได้แต่ย้ายสถานที่ไปให้ไกลกว่านี้

โชคดีที่ในถ้ำกระบี่มีเพียงเส้นทางเดียว จั่วม่อไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะหลงทาง พอเดินไปได้ครู่หนึ่งและพบว่าไม่ได้รับผลกระทบจากผูเยาแล้ว มันก็เริ่มผนึกปางมือใช้เวทวิชาควบกลั่นไข่มุกหยิน กลวิธีควบกลั่นไข่มุกหยินไม่ได้ยากเย็นอันใด เพียงแต่กระบวนท่าดรรชนีซับซ้อนอยู่บ้าง แต่สำหรับจั่วม่อย่อมไม่ใช่ปัญหา มันสร้างไข่มุกหยินรวดเดียวยี่สิบเม็ดก่อนที่จะหยุดมือ

หลังจากเสร็จสิ้นการควบกลั่นไข่มุกหยิน จั่วม่อไม่มีเรื่องราวให้กระทำก็เริ่มสำรวจไปรอบๆ ถ้ำกระบี่ สิ่งที่กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของมันมากที่สุด เป็นแม่น้ำโลหิตที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล แม่น้ำนี้คล้ายประกอบด้วยเลือดเหนียวข้น ไม่ได้ยินเสียงไหลแม้แต่น้อย ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งเมื่อมองไปยังแม่น้ำเลือดอันเงียบสงบนี้ จั่วม่อรู้สึกหัวใจสั่นสะท้านอย่างประหลาด

มันก้มเก็บหินขึ้นมาจากพื้นก้อนหนึ่ง ขว้างลงไปในแม่น้ำโลหิต ราวกับว่าก้อนหินหล่นลงไปในบ่อโคลนดูด ไม่มีเสียงซ่า ไม่มีการสาดกระเซ็น เพียงจมลงไปช้าๆ

“เพื่อสวัสดิภาพของเจ้า อย่าเข้าไปใกล้จะดีกว่า นั่นคือภูตโลหิต” เสียงของผูเยาจู่ๆ ก็ดังขึ้นทางด้านหลัง กล่าวอย่างเศร้าเสียดาย “น่าเสียดายที่ข้าไม่ใช่เผ่าอสูรโลหิต มิเช่นนั้นนี่จะเป็นประโยชน์มาก”

“ภูตโลหิตเป็นตัวอะไร?” จั่วม่ออดถามไม่ได้

“ข้าบอกไปเจ้าก็ไม่เข้าใจหรอก” ผูเยาไม่พลาดโอกาสที่จะเย้ยหยันจั่วม่อ มันกวาดตามองไปรอบๆ แล้วอุทานอย่างแปลกใจ “เอ๊ะ ตามเหตุผลแล้ว สถานที่อันโหดเหี้ยมร้ายกาจเช่นนี้สมควรมีจิตวิญญาณภูตชั่วร้ายที่เป็นอันตรายมากมาย ไฉนจึงสะอาดเอี่ยมถึงเพียงนี้?”

“จิตวิญญาณภูตชั่วร้ายเป็นตัวอะไร?” จั่วม่อถามอีกรอบ

“ของอร่อย” ลิ้นสีแดงฉานของผูเยาอดแลบเลียริมฝีปากไม่ได้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความกระหายอยาก แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากค้นหาเป็นเวลานาน มันรู้สึกงงงันอยู่บ้าง ในที่สุดก็กล่าวพลางทอดถอน “ศิษย์พี่ของเจ้าเอาจริงเอาจังเกินไป มันไม่ยอมปล่อยให้เหลือรอดแม้สักตัวเดียว ดูเหมือนว่าจะต้องใช้เวลาอีกยาวนานกว่าจะฟื้นฟูดังเดิม”

แต่อึดใจเดียวผูเยาก็กลับมาแช่มชื่นเหมือนเดิม มันกวักมือเรียกจั่วม่อ “กลับกันเถอะ”

กล่าวจบก็โยนจิงสือออกมาสี่ชิ้น!

จั่วม่อสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง คราวนี้ไม่ต้องตรวจสอบถุงเงินก็กรีดร้องอย่างโศกเศร้าแสนสาหัส “ผูเยา……”

แสงสีขาวสว่างวาบ และเสียงของมันก็ขาดหายไป

กลับมาถึงลานน้อยลมตะวันตก จั่วม่อแม้แต่จะร่ำไห้ยังไร้น้ำตา แปดชิ้นจิงสือระดับสาม! เพียงแค่ไปและกลับรอบหนึ่ง จิงสือก็หายไปมากถึงปานนี้ นี่มันเท่ากับครึ่งหนึ่งของจิงสือที่มันได้มาจากการหลอมกลั่นโอสถอย่างบ้าคลั่งเชียวนะ!

“อย่าได้ทำหน้าน่าสมเพชถึงเพียงนั้นได้หรือไม่” ผูเยากล่าวอย่างเฉยเมย สีหน้าหยามเหยียด “ไว้เจ้าขายไข่มุกหยินแล้ว เจ้าจะได้คืนมาทั้งต้นทั้งดอก เจ้านี่มันสมกับเป็นเศษสวะจริงๆ เพียงแค่จิงสือจิ๊บจ๊อยเจ็ดแปดชิ้นถึงกับร่ำร้องจะเป็นจะตาย ทั้งที่จริงๆ แล้วเจ้ากำลังทำกำไรต่างหาก ลองนึกดู เข้าไปในถ้ำกระบี่แต่ละครั้งต้องใช้สวะด่านจินตันถึงสองคนพร้อมกัน แต่นี่ใช้จิงสือแค่แปดชิ้นเทียบเท่าสวะด่านจินตันสองคน เจ้าสามารถต่อรองราคาที่ดีกว่านี้ได้ที่ไหนอีก?”

จั่วม่ออับจนปัญญา ได้แต่ภาวนาว่าไข่มุกหยินยี่สิบเม็ดนี้จะขายได้ในราคาที่ดีจริงๆ มันทราบว่าไข่มุกหยินไม่สามารถฝากขายผ่านสำนักได้ ต้นกำเนิดของไข่มุกหยินไม่ชัดเจน หากไปสะกิดความสงสัยของอาจารย์ลุงเข้า ไม่ว่ามันจะมีกี่ชีวิตก็คงไม่พอ

มันตัดสินใจไปยังตงฝูเพื่อลองขายด้วยตัวเอง

เพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกต จั่วม่อไม่ได้นั่งห่านจะงอยเทา แต่เลือกลงจากภูเขาอย่างเงียบเชียบ พอออกพ้นประตูใหญ่ที่เชิงเขา ก็พุ่งเข้าไปในป่า เมื่อกลับออกมารูปลักษณ์ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง มันกลายเป็นบุรุษหน้าเหลืองซีดเหมือนขี้ผึ้ง ท่าทางผอมแห้งอ่อนแอ ในม้วนหยกของผู้อาวุโสเว่ยหนานมีกลวิธีแปลงโฉม ปกปิดร่องรอยและซ่อนเร้นพลังฝีมือ จั่วม่อเลือกวิธีการที่ไม่ยากนักวิธีหนึ่งมาทดลองใช้งาน

นี่เป็นครั้งแรกที่จั่วม่อปลอมตัว มันกระหายใคร่รู้อย่างยิ่ง ทั้งยังรู้สึกแปลกพิกลอยู่บ้าง

เวลานี้จั่วม่ออดเศร้าเสียใจที่ยันต์เทพสัญจรถูกแผดเผาจนสลายไปไม่ได้ มิเช่นนั้น หากยังมียันต์เทพสัญจรอยู่กับตัว อาจสามารถประหยัดเวลาเดินทางได้ไม่น้อย นกกระเรียนกระดาษของมันก็สะดุดตาเกินไป ดังนั้นมันได้แต่เดินทางด้วยเท้า

แม้ว่าพลังบำเพ็ญเพียรของจั่วม่อจะสูงส่งขึ้นไม่น้อย แต่สังขารร่างกายยังคงอ่อนแอมาก หลังจากตะลุยผ่านแม่น้ำปีนป่ายภูเขาจนคนเริ่มเหน็ดเหนื่อย มันก็บรรลุถึงตงฝู อย่างไรก็ตาม ความกระหายอยากและความกระตือรือร้นต่อจิงสือของมันอยู่เหนือความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า มันเดินขาขวิด เกือบจะคลานเข้าไปในตลาดเสรี

จั่วม่อเช่าห้องน้อยด้วยราคาที่แสนจะเจ็บปวดใจ จากนั้นตั้งร้านค้า

จั่วม่อเคยมาตลาดเสรีหลายครั้งหลายหน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ตั้งแผงลอยขายสิ่งของ มันไม่คิดหวังกำไร เพียงต้องการหาเงินให้ได้แปดชิ้นจิงสือระดับสามมันก็ขอบคุณมากแล้ว ไข่มุกหยินแต่ละเม็ดตั้งราคาขายอยู่ที่ครึ่งชิ้นจิงสือระดับสาม ในใจมันวิตกกังวลกับราคานี้อย่างยิ่ง แต่แล้วก็คิดปลอบใจตัวเองว่าผูเยาเคยคุยโวโอ้อวดว่าไข่มุกนี้ดีอย่างไร ดังนั้นอย่างน้อยก็สมควรต้องมีมูลค่าถึงครึ่งชิ้นจิงสือระดับสาม

แน่นอนว่าสำหรับพฤติกรรมของจั่วม่อ ผูเยาเต็มไปด้วยความรังเกียจเหยียดหยาม มันแค่นเสียงอย่างเย็นชา “ไข่มุกหยินอันทรงเกียรติ……” ความหมายโดยนัยสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน

 

หลังจากผ่านไปสามชั่วยามเต็ม เฉดแสงสนธยาลำสุดท้ายทาบทอลงบนใบหน้าดำคล้ำของจั่วม่อ

“นี่หรือ…ที่เรียกว่าจิงสือไหลมาเทมา? นี่คือสิ่งที่เจ้าคุยโตว่าดีหนักดีหนา? นี่หรือที่บอกว่าได้คืนทั้งต้นทั้งดอก? ไข่มุกหยินอันทรงเกียรติ!” จั่วม่อคาดคั้นหาคำตอบจากผูเยาอย่างหม่นหมอง ตลอดทั้งบ่ายไม่มีผู้ใดชายตามองไข่มุกหยินของมันเลย จนถึงขณะนี้ยังขายไม่ออกแม้แต่เม็ดเดียว ประเดี๋ยวมันยังต้องจ่ายค่าเช่าห้องน้อยนี้อีกต่างหาก

ผูเยายังคงตะลึงงัน มันอึกอักอยู่ครึ่งค่อนวัน กลับไม่ทราบจะกล่าวอันใดออกมา

ผ่านไปเนิ่นนานค่อยรู้สึกตัว ผูเยาใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่เชื่อถือ ทันใดนั้นก็โบกมืออย่างฉุนเฉียว “จะเป็นไปได้อย่างไร? นี่คือไข่มุกหยิน! ไข่มุกหยินเชียวนะ! เพิ่งผ่านไปเพียงสามพันปี ผู้คนไม่ต้องการไข่มุกหยินอีกแล้วหรือไร?”

เห็นผูเยาสูญเสียความเยือกเย็นของมัน จั่วม่อกลับไม่รู้สึกเสียใจเท่าใดแล้ว และเริ่มยอมรับความเป็นจริงอันโหดร้ายนี้ได้ มันแค่นเสียงเย็นชา “เฮอะ ต่อไปภายหน้าอย่าได้ทำท่าเป็นอสูรฟ้าผู้สูงส่งแล้ว แหกตามองดูยุคสมัยเสียบ้าง หึ อสูรฟ้า! ผ่านไปสามพันปี อย่างพวกเจ้าก็เป็นแค่ซากเก่าแก่โบร่ำโบราณเท่านั้นละ คร่ำครึล้าสมัยแล้ว! เข้าใจหรือไม่? เจ้าทำให้ข้าหลงตื่นเต้น ฮึ่ม เอาไว้รอเกอมีลูกชายจะเอาไว้ให้มันใช้เล่นดีดลูกแก้ว”

ผูเยาสีหน้าหงอยเหงาเซื่องซึม เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้กระทบกระเทือนมันอย่างรุนแรง

ในเวลานี้เอง ดรุณีน้อยนางหนึ่งเดินผ่านห้องน้อยของจั่วม่อ ทันใดนั้นก็หยุดกึก จั่วม่อผู้กำลังเตรียมจะจ้วงแทงผูเยาอีกสักระลอกก็ชะงักคำพูด หันไปกล่าวกับนางอย่างกระตือรือร้นว่า “คุณหนูท่านนี้ ต้องการซื้อหรือไม่? สิ่งของนี้ดีมาก มันเรียกว่าไข่มุกหยิน เกิดจากการควบกลั่นปราณหยินบริสุทธิ์ สามารถพกพาไปทุกหนแห่ง ในฤดูร้อนเย็นสบาย ทั้งยังมีผลช่วยเสริมความงาม บำรุงสุขภาพ คงความอ่อนเยาว์……”

ดรุณีน้อยผู้นี้ท่าทางเหมือนหญิงรับใช้บ้านคนร่ำรวย พอฟังมันกล่าว นางก็หัวร่อคิกคัก “เจ้าช่างประโคมโอ่ได้น่าฟังนัก” จู่ๆ นางขมวดคิ้ว “น่าเสียดายที่ไข่มุกเหล่านี้น่าเกลียดมากเกินไป หากมีสีสันสดใสกว่านี้ คุณหนูหวงของข้าจะต้องชมชอบอย่างแน่นอน”

“คุณหนู อย่าเพิ่งดูแคลนแค่รูปลักษณ์ภายนอก ลองสัมผัสดูก่อน ผิวไข่มุกเรียบลื่น ฝีมือดีเยี่ยม ทั้งกลมสมบูรณ์แบบ เม็ดเท่านี้ แต่กลับหนักถึงเพียงนี้……” เพื่อที่จะสำเร็จการค้าขายครั้งแรกของมัน จั่วม่อไม่มีความละอายใจโดยสมบูรณ์

เห็นจั่วม่อประโคมโอ่ไข่มุกหยินเหมือนเช่นลูกแก้วจริงๆ ผูเยาตาเบิกกว้าง อ้าปากค้าง สีหน้าโง่งม

“ฮ่ะฮ่ะ เห็นแก่ที่เจ้ากล่าววาจามากถึงเพียงนี้ ข้าจะซื้อเม็ดหนึ่งก็แล้วกัน” ดรุณีน้อยปิดปากหัวร่อคิกคัก นางนำจิงสือออกมาแลกไข่มุกหยินหนึ่งเม็ด ก่อนนางจะไปยังหันมาแนะนำอย่างจริงใจว่า “นี่เห็นว่าเจ้าเป็นคนซื่อสัตย์ ต่อไปเจ้าน่าจะขายสิ่งของที่ดูน่าเชื่อถือกว่านี้ ไข่มุกสีเทาน่าเกลียดนี่ไม่มีใครอยากซื้อหรอก”

กล่าวจบคำนางก็หมุนตัวจากไป

จั่วม่อทรุดลงกับพื้น มันในที่สุดขายออกหนึ่งเม็ด ไม่ได้ง่ายดายเลยจริงๆ อ้า! แต่เมื่อเทียบกับมันแล้ว ผูเยายังได้รับบาดเจ็บสาหัสยิ่งกว่า ดูหมองคล้ำ ใบหน้าเป็นสีเทาซีด

เห็นสภาพของผูเยา จั่วม่ออดเกลี้ยกล่อมมันไม่ได้ “ไม่เป็นไรหรอกน่า เพียงการค้าขาดทุนครั้งเดียว ต่อไปเราค่อยขายสินค้าอื่น อย่างน้อยเม็ดยาอีกาทองคำก็ไม่เลว สามพันปีล่วงผ่านไปแล้ว เจ้าต้องปรับตัว”

หนึ่งคนหนึ่งอสูร พากันคอตกกลับไปยังภูเขาเช่นนี้เอง

 

ในลานน้อยภายในหอตงฝู

“คุณหนู ข้ากลับมาแล้ว” เสียงร่าเริงดังมาจากประตู นกสีเหลืองของอวิ๋นเสียเซียนจื่อบินขึ้น รีบตรงไปยังประตู

นางเซียนอวิ๋นเสียกำลังปักผ้าเช็ดหน้า นางแค่นเสียงรับรู้คำหนึ่ง กล่าวโดยไม่เงยหน้าจากงานในมือว่า “ยาโถว*น่าตาย เราเพิ่งจะมาถึง เจ้าก็รีบวิ่งหายหัวไปทันที”

(*ในที่นี้เป็นคำเรียกสาวใช้ น้ำเสียงจะออกไปทางเอ็นดู)

“ฮ่าฮ่า” เงาร่างสายหนึ่งวิ่งผ่านเข้ามา เป็นสาวน้อยน่ารักที่ยิ้มแย้มแจ่มใส นกสีเหลืองบินวนรอบๆ กายนาง เสียงกระซิบกระซาบคิกคักดังไม่ขาดสาย ดรุณีน้อยกล่าวด้วยใบหน้าอับจนปัญญากับนกสีเหลือง “เอาละ เอาละ คุณหนูหวง(เหลือง)ของข้า ข้ามีของน่าอร่อยมาฝากเจ้าด้วย”

หากจั่วม่อได้ยินเข้า มันย่อมต้องกระอักเลือดอย่างแน่นอน ที่แท้คุณหนูหวงเป็นแค่นกน้อยตัวหนึ่ง……

กล่าวจบนางก็นำของหลายอย่างออกมาวางเรียงราย สาธยายว่า “นี่คือขนมอบห้าบุปผาจากศาลากระยาหาร นี่ขนมกรอบดอกบัวและดอกไป่เหอ(ดอกลิลลี่) นี่ผลไม้เชื่อมสิบสามรส ส่วนนี่คือสุราเลื่องชื่อของผู้เฒ่าหวัง โอ้ อย่าดื่มมากเกินไป มิเช่นนั้นคุณหนูจะลงโทษเจ้าอีก……”

นกน้อยสีเหลืองดวงตาเป็นประกาย แต่แล้วทันใดนั้นมันก็เหลือบเห็นไข่มุกสีเทา พลันพุ่งวาบเข้าไปในกองสิ่งของดุจลูกธนู คาบไข่มุกสีเทาขึ้นมา

“อ้อ เจ้าชอบไข่มุกนี้หรือ?” ดรุณีน้อยประหลาดใจอย่างยิ่ง

นกน้อยสีเหลืองเมื่อคาบไข่มุกด้วยจะงอยปากของมัน ก็บินไปหานางเซียนอวิ๋นเสีย ทิ้งไข่มุกลงบนผ้าเช็ดหน้าที่นางกำลังปัก

พอนางเซียนอวิ๋นเสียเห็นไข่มุก นางอุทานอย่างตะลึงพรึงเพริด หยุดสิ่งที่นางกำลังทำ รีบหยิบไข่มุกขึ้นส่องดูอย่างละเอียด อดสีหน้าแปรเปลี่ยนไม่ได้ “เสี่ยวหวน* ไข่มุกนี้มาจากที่ใด?”

(*เสี่ยวหวน – แหวนน้อย)

 

กลุ่มถึงตอนที่ 120 แล้ว คลิก