ตอนที่แล้วอสูรวิญญาณสะท้านภพ บทที่ 40 มุ่งสู่ตำนานจิ้งจอกเก้าหาง
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปอสูรวิญญาณสะท้านภพ บทที่ 42 ลาก่อนเกาะฝันร้ายสีเขียว

อสูรวิญญาณสะท้านภพ บทที่ 41 ทักษะใหม่

แปลโดย iPAT

 

สุดท้ายฉูมู่ก็กลับมายังกระท่อมไม้ของเขาในที่สุด

 

กฎของปราสาทฝันร้ายกล่าวไว้ว่าตราบเท่าที่คนผู้หนึ่งสามารถมีชีวิตรอดจากการต่อสู้และยังไม่ถูกกัดกินโดยอสูรฝันร้าย พวกเขาจะมีคุณสมบัติเป็นสมาชิกของปราสาทฝันร้าย

 

ปัจจุบันสามารถกล่าวได้ว่าฉูมู่เป็นหนึ่งในสมาชิกของปราสาทฝันร้ายเรียบร้อยแล้ว อีกสามวันเขาจะต้องออกเดินทางไปยังเกาะอื่น จากนั้นเขาจะหลุดออกจากสถานะทาส

 

สิ่งเดียวที่ฉูมู่ยังกังวลอยู่มีเพียงจ้าวอี้ ผู้ที่มีอารมณ์รุนแรงและยากที่จะคาดเดา หากท่านเซี่ยไม่ได้กล่าวบางคำเอาไว้ จ้าวอี้อาจจะฆ่าฉูมู่ไปนานแล้ว

 

“หากข้ามีโอกาส ข้าจะต้องกำจัดจ้าวอี้ให้พ้นทาง” ฉูมู่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนถึงความต้องการฆ่าจากสายตาของจ้าวอี้ที่จ้องมองมาที่เขา มีดสั้นที่ซ่อนเอาไว้ของจ้าวอี้จะนำปัญหามาให้เขาอีกมากมาย

 

เมื่อเขากลับมาถึงกระท่อมไม้ ก่อนที่เขาจะเข้านอน เขาจำเป็นต้องทำการกู้คืนพลังวิญญาณ เนื่องจากพลังวิญญาณของเขาเหลือเพียงสามสิบถึงสี่สิบในร้อยส่วนเท่านั้น ขณะที่อสูรฝันร้ายสีขาวยังไม่ได้เริ่มกินอาหารของมัน ดังนั้นฉูมู่จึงต้องพยายามฟื้นพลังให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 

เขาบ่มเพาะพลังวิญญาณจนถึงเวลาดึกสงัดซึ่งเป็นเวลาที่อสูรฝันร้ายสีขาวจะตื่นขึ้นมาเพื่อรับอาหารของมันและนี่ยังเป็นอาหารมื้อแรกของมันหลังจากที่มันเข้าสู่ระดับเก้าอีกด้วย

 

เมื่อพลังวิญญาณของฉูมู่ถูกกู้คืนกลับมาอย่างเต็มเปี่ยม มันก็ถูกใช้ในการเลี้ยงดูอสูรฝันร้ายสีขาวทันที ด้วยการเชื่อมต่อทางจิตวิญญาณ ฉูมู่สามารถได้ยินเสียงร้องอย่างพึงพอใจของอสูรฝันร้าย เสียงสายนั้นยังบ่งบอกว่ามันอิ่มแล้วและต้องการที่จะหลับลึกอีกครั้ง

 

“แปดสิบในร้อย เหลืออีกยี่สิบส่วน ก็ยังดี” สุดท้ายรอยยิ้มจึงปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของเขา

 

หลังจากกลายเป็นนักรบจิตวิญญาณอสูรขอบเขตที่สาม เขาจึงสามารถสร้างช่องว่างระหว่างเขากับอสูรฝันร้ายขึ้นมาได้ในที่สุด เขากระทั่งเหลือพลังวิญญาณถึงยี่สิบส่วน

 

ทักษะวิญญาณ อสูรมนตรา ใช้พลังวิญญาณสี่สิบในร้อยส่วน อย่างไรก็ตามหากพบสถานการณ์วิกฤตเขาก็ยังต้องใช้มัน ในอนาคตไม่นานกลังจากนี้เขาจะออกจากเกาะอสูรฝันร้ายสีเขียวและกลายเป็นสมาชิกของปราสาทฝันร้าย เมื่อเวลานั้นมาถึงเขาจะสามารถเข้าถึงทักษะวิญญาณอื่นๆที่อาจจะใช้พลังวิญญาณไม่มากนัก

 

เมื่อค่ำคืนมาเยือนอีกครั้ง ฉูมู่ช่วยเหนี่ยวนำพลังงานจากคริสตัลจิตวิญญาณเพื่อให้โมเซี่ยสามารถดูดซับได้อย่างง่ายดาย

 

เขาเริ่มเหนี่ยวนำพลังงานอสูรออกมาจากคริสตัลจิตวิญญาณเพิ่มขึ้นอีกยี่สิบส่วนจากนั้นจึงเป็นพลังงานธาตุไฟอีกสิบส่วน

 

“การเปลี่ยนแปลงยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง” ฉูมู่พบว่าร่างกายของโมเซี่ยเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือกรงเล็บของมัน

 

“กรงเล็บขอบเขตที่สอง ทัณฑ์กรงเล็บ!” เมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงของโมเซี่ยช่วยไม่ได้ที่ฉูมู่จะรู้สึกตื่นเต้นยินดี

 

การพัฒนาของกรงเล็บขอบเขตที่หนึ่ง กรงเล็บเด็ก สู่ขอบเขตที่สอง ทัณฑ์กรงเล็บ ความแข็งแกร่งและความแหลมคมของมันจะแตกต่างไปจากเดิม หากการต่อสู้เช่นในคืนนั้นเกิดขึ้นอีกครั้ง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็จะต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

 

ระหว่างที่ฉูมู่ช่วยเหนี่ยวนำพลังงานจากคริสตัลจิตวิญญาณให้กับโมเซี่ยเป็นครั้งที่สาม โมเซี่ยเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอีกขั้น มันกลายเป็นอสูรวิญญาณที่มีคุณสมบัติธาตุไฟและสามารถใช้ทักษะเกี่ยวกับไฟได้ในที่สุด

 

หลังจากโมเซี่ยดูดซับพลังงานจากคริสตัลจิตวิญญาณจนหมดสิ้น มันจึงเกิดเรื่องที่ทำให้ฉูมู่ต้องประหลาดใจอีกครั้ง เมื่อขนสีเงินของโมเซี่ยเปล่งประกายขึ้น มันยกระดับจากขั้นกลางขึ้นไปสู่ขั้นสุดยอดของขอบเขตที่หนึ่ง ปุยขนเด็ก และดูเหมือนว่าอีกไม่นานมันจะยกระดับขึ้นจากขอบเขตที่หนึ่ง ปุยขนเด็ก เข้าสู่ขอบเขตที่สอง ปุยขนเกราะเงิน อีกด้วย นั่นหมายความว่าพลังป้องกันของมันจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก หากกล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ในช่วงเวลาที่ต้องโจมตี ขนของมันจะอยู่ในสภาพอ่อนนุ่มเพื่อความคล่องแคล่วในการเคลื่อนไหว แต่หากมันต้องตั้งรับ ขนของมันจะกลายเป็นเหนียวและแข็งขึ้นมาในทันที

 

หากโมเซี่ยสามารถยกระดับขึ้นไปสู่ขอบเขตที่สอง ปุยขนเกราะเงิน กระทั่งการโจมตีจากมนุษย์หมาป่าแห่งความหวาดกลัวของจ้าวอี้ก็จะทำได้เพียงฝากรอยแผลบางๆเอาไว้เท่านั้น

 

“แม้ว่าขนของโมเซี่ยจะยังไม่ยกระดับถึงขอบเขตที่สอง แต่ก็ไม่เป็นปัญหา มันขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น” ฉูมู่รู้สึกพึงพอใจกับผลลัพธ์นี้

 

ระดับของโมเซี่ยในขณะนี้ แม้จ้าวเซิงโม่จะมีหมาป่าเขี้ยวอสูรมากกว่าสี่ตัวก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของโมเซี่ย

 

อย่างไรก็ตามเนื่องจากคุณภาพของคริสตัลจิตวิญญาณชิ้นนี้ยังไม่สูงมากนัก มันจึงจำกัดการเติบโตของโมเซี่ยไปบ้าง

 

ในยามค่ำก่อนวันที่พวกเขาต้องออกจากเกาะ ฉูมู่นำโมเซี่ยออกมาจากค่ายพักแรมเพื่อตรวจสอบความสามารถของมัน

 

“โมเซี่ย” ฉูมู่เรียกโมเซี่ยออกมาทันทีเมื่อมาถึงที่ราบทุ่งหญ้าแห่งหนึ่ง วงเวทย์สีฟ้าพลันก่อตัวขึ้นบนพื้น ประกายแสงนับพันล้านเฉยสีส่องประกายออกมาจากกึ่งกลางวงเวทย์ เงาร่างบางอย่างค่อยๆปรากฏขึ้น มันเป็นการปรากฏตัวที่งดงามและยิ่งใหญ่กว่าครั้งก่อนหน้า

 

“วู้…วู้…” โมเซี่ยเงยศีรษะเห่าหอนขึ้นสู่ท้องฟ้า เสียงของจิ้งจอกดังกังวานไปทั่วทั้งป่าใหญ่ กระทั่งทำให้ฝูงนกตื่นตกใจโผบินขึ้นสูงท้องฟ้าในทันที

 

“ซี่…ซี่…ซี่…”

 

ทันใดนั้นเสียงกรีดร้องแหลมสูงพลันดังขึ้นมาจากภายในป่าลึก ก่อนที่ฝูงอสูรวิญญาณมีปีกสีดำจะบินออกมาและเข้าล้อมกรอบโมเซี่ยเอาไว้ราวกับว่าพวกมันกำลังโกรธที่ถูกโมเซี่ยรบกวน

 

“ค้างคาวเดือนดับระดับห้า? เป็นคู่ซ้อมที่ดี” เมื่อฉูมู่เห็นอสูรวิญญาณที่สร้างเสียงรบกวนพวกนั้น รอยยิ้มจึงปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของเขา

 

โมเซี่ยเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่สีเงินของมันจับจ้องไปยังค้างคาวเดือนดับ ทันใดนั้นประกายไฟพลันลุกโชนขึ้นภายในดวงตาของมันอย่างกะทันหัน

 

“เนตรเปลวเพลิง!” ฉูมู่จ้องมองการเปลี่ยนแปลงของโมเซี่ยอย่างใกล้ชิดและถึงกับต้องตะโกนออกมาด้วยความตื่นเต้นยินดี

 

เนตรเปลวเพลิงเป็นทักษะการโจมตีชนิดหนึ่ง มันสามารถสร้างบาดแผลลุกไหม้บนร่างของศัตรูโดยตรง แม้มันจะไม่ได้ทำให้เกิดการลุกไหม้ที่รุนแรงมากนัก แต่ความเร็วและระยะทางในการโจมตีเป็นข้อได้เปรียบอย่างมากของมัน