ตอนที่แล้วอสูรวิญญาณสะท้านภพ บทที่ 17 การมาถึงของฝันร้าย
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปอสูรวิญญาณสะท้านภพ บทที่ 19 ต้นปาล์มร้อยตา

อสูรวิญญาณสะท้านภพ บทที่ 18 ศัตรูที่ทรงพลัง

แปลโดย iPAT

 

“ล้อเล่นใช่หรือไม่? จิ้งจอกแสงจันทร์ของเจ้าสามารถใช้พลังจิตได้ อสูรวิญญาณของข้าจึงไม่สามารถรับมือพวกเจ้าได้เลย แม้ว่ามันจะระดับสูงกว่า แต่มันช่างไร้ประโยชน์จริงๆ” ติงอวี๋บ่นไม่หยุดตั้งแต่พวกเธอกลับมาจากการฝึกซ้อม

 

อสูรวิญญาณของติงอวี๋คือ ปีศาจกุหลาบพลอยแดง มันเป็นอสูรวิญญาณประเภทพฤกษา กลุ่มดอกไม้ ตระกูลกุหลาบ และมันก็เป็นอสูรวิญญาณสายพันธุ์ชั้นสูง

 

บนเกาะแห่งนี้ปีศาจกุหลาบพลอยแดงเป็นอสูรวิญญาณที่แข็งแกร่งที่สุดอันดับเก้า ติงอวี๋ภูมิใจในอสูรวิญญาณของเธอเป็นอย่างมาก อย่างน้อยก็จนถึงเวลานี้เมื่อเธอเปรียบเทียบอสูรวิญญาณของเธอกับจิ้งจอกน้อยของฉูมู่

 

ฉูมู่เป็นสหายร่วมห้องของเธอ ดังนั้นเขาจึงรู้จักกับอสูรของเธอเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามเมื่อเขารู้ว่าสาวน้อยน่ารักที่อ่อนแอบอบบางอย่างติงอวี๋สามารถครอบครองอสูรที่แข็งแกร่งชนิดนี้ เขาก็ยังอดที่จะตกตะลึงไม่ได้

 

“ฮืม โมเซี่ยน้อยของเจ้าประหลาดนัก มันอยู่ในระดับหก ส่วนกุหลาบน้อยของข้าอยู่ในระดับเจ็ด มันกระทั่งต่ำชั้นกว่ากุหลาบน้อยของข้า แต่กุหลาบน้อยของข้ากลับไม่สามารถรับมือโมเซี่ยได้เลย” ติงอวี๋ยังไม่หยุดกรีดร้อง

 

“ฮ่าฮ่า เมื่อการต่อสู้แห่งชีวิตและความตายเริ่มขึ้น มันจะดีที่สุดหากเจ้าไม่ต้องสู้กับข้า” ฉูมู่หัวเราะ

 

ขณะนี้มีเวลาเหลืออีกเพียงห้าวันเท่านั้นก่อนจะถึงการต่อสู้แห่งชีวิตและความตาย สองเดือนที่ผ่านมา โมเซี่ยสามารถใช้พลังจิตและทักษะปลอมแปลงของมันได้แล้ว นั่นทำให้มันแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก

 

พลังจิตเป็นทักษะพื้นฐานของจิ้งจอกแสงจันทร์ มันสามารถจู่โจมไปยังจิตวิญญาณของศัตรูโดยตรงและทำให้พวกมันอ่อนแอลง

 

ทักษะปลอมแปลงของจิ้งจอกแสงจันทร์เป็นพลังที่ใช้สร้างภาพมายาให้เกิดขึ้นในจิตใต้สำนึกของศัตรู

 

ทั้งสองทักษะนี้ไม่ใช่ทักษะการโจมตีโดยตรงแต่หากมันใช้ในจังหวะที่เหมาะสม มันจะสามารถกำจัดศัตรูได้อย่างง่ายดาย

 

มีผู้คนไม่มากที่สามารถรับมือกับกุหลาบพลอยแดงของติงอวี๋ แต่เมื่อติงอวี๋ต่อสู้กับฉูมู่ เธอกลับพ่ายแพ้เขาทุกครั้งไป

 

“ยังมีเวลาอีกห้าวันก่อนจะถึงการต่อสู้แห่งชีวิตและความตาย มันไม่มีปัญหาที่เจ้ากับโมเซี่ยจะเป็นหนึ่งในสิบ”

 

“โมเซี่ยของข้าสามารถหยุดกุหลาบน้อยของเจ้าได้ และมีคนไม่มากที่สามารถรับมือกุหลาบน้อยของเจ้า ดังนั้นข้าคงไม่ต้องเกรงกลัวผู้ใดถูกต้องหรือไม่?”

 

“นั่นไม่ถูกต้อง แม้ว่าข้าจะไม่ได้ต่อสู้กับพวกเขา แต่ข้ารู้มาว่ามีหลายคนที่ครอบครองอสูรวิญญาณที่แข็งแกร่งกว่ากุหลาบน้อยของข้า”

 

“โอ้ เป็นเช่นนี้ เอาล่ะ เช่นนั้นก็มาฝึกกันต่อเถอะ แล้วค่อยพูดคุยกันทีหลัง”

 

“เจ้าสนใจเพียงการฝึกซ้อมและการบ่มเพาะของตนเอง ดังนั้นเจ้าจึงไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับผู้อื่น สุดท้ายเจ้าก็จะพบกับความพ่ายแพ้เพราะเหตุนี้”

 

ฉูมู่หัวเราะ เขาไม่ได้ใส่ใจติงอวี๋และเพียงปล่อยให้เธอพูดต่อไป

 

“หนูนาขาใหญ่ของถังเซียน ระดับแปด ชั้นสูง มันเป็นอสูรวิญญาณหนึ่งในห้าที่แข็งแกร่งที่สุดบนเกาะแห่งนี้”

“อสูรหินเหล็กไฟของกู่เฟิง ระดับเก้า ชั้นกลาง เป็นอสูรวิญญาณหนึ่งในห้าที่แข็งแกร่งที่สุดเช่นกัน”

“เงือกนาคีของซูเหวิน ระดับเจ็ด ชั้นสูง ดุร้ายมาก ตั้งแต่ต่อสู้มามันยังไม่เคยพ่ายแพ้ให้กับผู้ใด”

“สำหรับผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือจ้าวเซิงโม่ หมาป่าเขี้ยวอสูร ระดับเก้า ชั้นสูง มันมีเขี้ยวและกรงเล็บที่สมบูรณ์แบบ แม้ว่ามันจะไม่ได้เรียกรู้ทักษะพิเศษใดๆ กุหลาบพลอยแดงของข้าก็ยังไม่สามารถรับมือมันได้ พวกเราควรภาวนาว่าอย่าได้พบเจอกับพวกมัน มิฉะนั้นพวกเราจะพบกับปัญหาใหญ่จริงๆ”

 

ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับจ้าวเซิงโม่ ใบหน้าของฉูมู่มืดครึ้มลงทันที เขาเป็นศัตรูที่ฉูมู่ไม่มีวันลืม

 

“แน่นอนว่ามีผู้อื่นอีก นั่นก็คือเจ้า เจ้าสามารถฝึกฝนสัตว์เลี้ยงสวยงามของเจ้ามาได้จนถึงระดับนี้ หากเจ้ามีอสูรวิญญาณชั้นสูงเช่นพวกเขา เจ้าจะเป็นหนึ่งในสามได้โดยไม่มีปัญหา” ติงอวี๋กล่าว

 

ฉูมู่เพียงหัวเราะและไม่สนใจสิ่งที่ติงอวี๋อธิบายอีกต่อไป

 

“ข้าจะเข้าไปในป่าเมาลิน เจ้าอยู่ที่นี่ฝึกด้วยตัวเองเถอะ” ฉูมู่กล่าว

 

“ฮืม เหตุใดพวกเราไม่ไปพร้อมกัน?” ติงอวี๋ถาม

 

“นั่นไม่จำเป็น นี่เป็นโอกาสที่ข้าจะได้ฝึกฝนในเขตอันตราย” เมื่อกล่าวจบคำ ฉูมู่พลันเดินจากไปในทันที

 

ป่าเมาลินเป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับเขตในของเกาะ มันเป็นป่าไผ่ที่ลึกลับ สถานที่แห่งนี้มีอสูรวิญญาณที่แข็งแกร่งอยู่เล็กน้อย เดือนก่อนหน้า ฉูมู่เคยพาโมเซี่ยไปที่นั่นเพื่อค้นหาสมุนไพรระดับสูง ชาน้ำค้าง มาครั้งหนึ่งแล้ว

 

สำหรับชาน้ำค้าง เมื่อใบชาชนิดหนึ่งได้รับแร่ธาตุจากน้ำค้างพิภพที่ร่วงหล่นลงมา ณ จุดเดิมทุกวัน ชาต้นนั้นจะกลายเป็นชาน้ำค้างที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุของโลกใบนี้ มันถือเป็นยาระดับสอง มันสามารถทำให้อสูรวิญญาณเติบโตขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งกว่านั้นหากบดมันรวมกับหญ้าสวรรค์ระดับสอง มันจะกลายเป็นชาน้ำค้างสวรรค์ระดับสาม ซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าสำหรับอสูรวิญญาณที่ต้องการเลื่อนขอบเขตขึ้นสู่ระดับสูง

 

เหลืออีกเพียงห้าวันก่อนจะถึงการต่อสู้แห่งชีวิตและความตายที่จะตัดสินว่าเขาต้องตายหรือจะได้ไปยังเกาะอื่น ดังนั้นเขาจึงใช้เวลาที่เหลือเพียรพยายามค้นหาชาน้ำค้างชนิดนี้ เดือนก่อนหน้า ฉูมู่พบมันแต่เขาไม่สามารถนำมันกลับมาได้เนื่องจากอสูรวิญญาณ ต้นปาล์มร้อยตา เฝ้าดูแลมันอยู่ตลอดเวลา

 

ต้นปาล์มร้อยตาเป็นอสูรวิญญาณประเภทพฤกษา กลุ่มดอกไม้ สายพันธุ์ชั้นกลาง และตัวที่เฝ้าชาน้ำค้าง มันก็อยู่ในระดับแปด ส่วนมากสถานที่ที่ชาน้ำค้างเติบโตขึ้นมักจะมีอสูรวิญญาณชนิดนี้เฝ้าระวังอยู่ในบริเวณนั้น

 

เพียงเมื่อฉูมู่ก้าวเท้าเข้ามาถึงในป่าเมาลิน เขาก็สัมผันได้ถึงกลิ่นดิน เนื่องจากฝนพึ่งตกลงมาทำให้อากาศค่อนข้างชื้น นั่นเป็นเหตุให้ฉูมู่รู้สึกสดชื่นและผ่อนคลาย ฉูมู่พาโมเซี่ยมาด้วย นอกจากนั้นยังมีหนอนน้อยสีฟ้าอยู่บนไหล่ของเขา หนอนน้อยตัวนี้มีความอ่อนไหวเกี่ยวกับภัยคุกคามระดับสูงมาก เป็นเพราะมัน ฉูมู่จึงสามารถหลบหนีอันตรายมาได้ครั้งแล้วครั้งเล่า

 

หลังจากเดินเข้ามาประมาณหนึ่งกิโลเมตร ฉูมู่ได้ยินเสียงบางคนกำลังพูดคุยกันอยู่ในป่าที่เงียบสนิทแห่งนี้ ฉูมู่หยุดเดินทันทีและเข้าไปหลบด้านหลังต้นไม้ใหญ่

 

ปกติแล้วฉูมู่ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใด เขาไม่ได้เข้าร่วมกลุ่ม นี่จึงทำให้เขาพบเจอภัยอันตรายอยู่เสมอ

 

“พี่ชายจ้าว เพียงพวกเราสามคนก็สามารถเอาชนะมันได้” ท่ามกลางพวกเขา เสียงอันแหบแห้งของเด็กหนุ่มพลันดังขึ้น

 

“แม้ปราศจากพวกเจ้าทั้งสอง หมาป่าเขี้ยวอสูรของข้าก็สามารถจัดการมันได้ ที่ข้าให้พวกเจ้าติดตามมาด้วยเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเท่านั้น” ชายที่ถูกเรียกว่าพี่ชายจ้าวกล่าว

 

“ถูกต้อง ถูกต้อง” อีกเสียงหนึ่งเร่งสอดประสาน

 

ฉูมู่มองผ่านกิ่งไม้และพบเห็นกลุ่มเด็กหนุ่มไม่กี่คนกำลังเดินเข้าไปในป่า แต่เมื่อเห็นคนผู้หนึ่ง ใบหน้าของเขากลับมืดครึ้มลงทันที

 

เด็กหนุ่มที่ถูกเรียกว่าพี่ชายจ้าวเป็นศัตรูตัวฉกาจของฉูมู่ จ้าวเซิงโม่ ร่างกายของเขาสูงใหญ่และยังมีหมาป่าเขี้ยวอสูรในครอบครอง ในการต่อสู้ที่ใกล้เข้ามา ไม่ต้องคาดเดาเลยว่าเขาจะต้องได้ที่หนึ่ง

 

สำหรับเด็กหนุ่มสองคนที่อยู่ด้วยกันกับเขา ฉูมู่ไม่ค่อยคุ้นเคยนัก เพียงรู้ว่าคนหนึ่งคือ ลั่วเฉิน และอีกคนก็คือ หม่าจื่อ ความแข็งแกร่งของลั่วเฉินเป็นหนึ่งในสิบผู้แข็งแกร่งที่สุด สำหรับหม่าจื่อ เขาอยู่ในระดับกลางๆ กล่าวได้ว่าความแข็งแกร่งของคนทั้งสองไม่ได้อยู่ในรายชื่อที่ต้องจดจำ แต่ก็ไม่สามารถเพิกเฉยได้