ตอนที่แล้วอสูรวิญญาณสะท้านภพ บทที่ 14 ความสามารถใหม่
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปอสูรวิญญาณสะท้านภพ บทที่ 16 การปะทะของระดับสองกับระดับสาม

อสูรวิญญาณสะท้านภพ บทที่ 15 ตะขาบอสูรสิบขา

แปลโดย iPAT

 

“ข้าได้ยินว่าพรุ่งนี้เจ้าจะต่อสู้กับจางลั่วงั้นหรือ?” ติงอวี๋ที่นั่งอยู่บนเตียงของเธอเอ่ยถามออกมาเมื่อเห็นฉูมู่เข้ามาภายในกระท่อม

 

ในช่วงที่ผ่านมาเนื่องจากฉูมู่ออกจากกระท่อมตั้งแต่เช้าตรู่และกว่าจะกลับเข้ามาก็มืดค่ำแล้ว ดังนั้นทั้งสองคนจึงไม่มีโอกาสได้พบปะพูดคุยกัน

 

“ถูกต้อง” ฉูมู่พยักหน้า

 

“ตะขาบอสูรสิบขาของจางลั่วก้าวเข้าสู่ระดับสามแล้ว แต่จิ้งจอกแสงจันทร์ของเจ้ายังอยู่ในระดับสอง” ติงอวี๋กล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล

 

“ถูกต้อง” ฉูมู่พยักหน้าอีกครั้ง

 

“จิ้งจอกแสงจันทร์เป็นอสูรวิญญาณที่อ่อนแอ แม้ว่ามันจะมีความรวดเร็ว แต่กรงเล็บของมันยังไม่สามารถทำสิ่งใดกับเกราะที่แข็งแกร่งของตะขาบอสูรสิบขาได้และเกราะของตะขาบอสูรสิบขาตัวนั้นก็ก้าวเข้าสู่ขั้นกลางแล้ว”

 

“อา..ขั้นกลางแล้วงั้นหรือ?” ฉูมู่ขมวดคิ้ว เพราะนั่นจะทำให้การป้องกันของตะขาบอสูรสิบขามีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอีกมาก เขาจำได้ว่าเมื่อวันก่อนหน้ามันยังอยู่ในขั้นต้นเท่านั้น

 

“ถูกต้อง หากเจ้าต่อสู้กันในยามค่ำคืนเจ้าอาจจะพอรับมือมันได้…..”

 

จิ้งจอกแสงจันทร์สามารถเปลี่ยนพลังงานแสงจันทร์มาเป็นพลังของตัวมันเองได้ หากต่อสู้กันในยามค่ำคืน พลังของมันก็จะเพิ่มสูงขึ้น

 

“การแข่งขันจะเริ่มตอนเที่ยงวัน แท้จริงแล้วเขาก็ไม่ได้โง่นัก” ฉูมู่กล่าว

 

“ข้าไม่เข้าใจ ภายในเกาะแห่งนี้มีอสูรวิญญาณมากมายหลายชนิด แล้วเหตุใดเจ้าจึงเลือกจิ้งจอกแสงจันทร์” ติงอวี๋เอ่ยถามด้วยความสงสัย

 

ติงอวี๋เป็นเด็กผู้หญิง โดยปกติแล้วเด็กผู้หญิงจะชอบอสูรวิญญาณที่น่ารักและสวยงาม อย่างไรก็ตามหญิงสาวทุกคนบนเกาะแห่งนี้ไม่ได้ต้องการความรัก พวกเธอต้องการเพียงมีชีวิตรอด ดังนั้นพวกเธอจึงละทิ้งความอ่อนโยนไปจนหมดแล้ว

 

ฉูมู่ไม่ได้ตอบสิ่งใดออกไป เพราะเรื่องที่โมเซี่ยน้อยสามารถวิวัฒนาการได้หลายครั้งเป็นสิ่งที่ไม่สมควรให้ผู้ใดรับรู้ มิฉะนั้นมันจะดึงดูดนักฆ่ามาหาเขา

 

ติงอวี๋ไม่ได้รับการตอบสนองจากฉูมู่ และด้วยเธอเองก็เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ดังนั้นเธอจึงเอนกายนอนลงบนเตียงของเธอและเข้าสู่ห้วงนิทราไปอย่างรวดเร็ว

 

ปกติแล้วจะไม่มีเหตุร้ายแรงใดเกิดขึ้นในช่วงค่ำคืนหากพวกเขาเข้านอนแต่หัวค่ำและตื่นแต่เช้า ฉูมู่อ่านสารานุกรมอสูรวิญญาณเกี่ยวกับตะขาบอสูรสิบขาอีกครั้งก่อนที่เขาจะนอนหลับในคืนนี้

 

รุ่งเช้าของวันใหม่ โมเซี่ยน้อยส่งเสียงออกมาด้วยความตื่นเต้นราวกับว่ามันต้องการจะบอกเรื่องราวดีๆบางสิ่งกับฉูมู่ แต่ฉูมู่ไม่เข้าใจเลยว่ามันต้องการบอกสิ่งใดกับเขา

 

“มีสิ่งใดเกิดขึ้นงั้นหรือโมเซี่ย?” ฉูมู่เอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

 

“วู้…วู้…วู้…” โมเซี่ยยกกรงเล็บของมันขึ้นมา ประกายแสงอันเย็นเยียบแทรกซึมเข้าไปในแผ่นกระดานบนผนังกระท่อมไม้

 

ฉูมู่สะดุ้งก่อนที่การแสดงออกของเขาจะเปลี่ยนไปเป็นความปิติยินดี “ขั้นสูง! กรงเล็บของเจ้าเข้าสู่ขั้นสูงแล้ว”

 

“วู้…วู้…” โมเซี่ยเผยรอยยิ้มออกมาเช่นเดียวกัน

 

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ฉูมู่เริ่มหัวเราะอย่างหนักหน่วง

 

โมเซี่ยน้อยเป็นอสูรวิญญาณที่น่ายกย่องเป็นอย่างยิ่ง มันมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แม้ว่ามันจะเป็นเพียงจิ้งจอกแสงจันทร์แต่มันมีแนวโน้มที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดขอบเขตของมันได้อย่างไม่คาดคิด

 

หากเป็นการเติบโตโดยปกติของจิ้งจอกแสงจันทร์ทั่วไป อย่างน้อยมันจะต้องเข้าสู่ระดับหกก่อนที่กรงเล็บของมันจะกลายเป็นขั้นสูง แม้ว่าโมเซี่ยจะได้รับการบ่มเพาะด้วยโสมนภา แต่อย่างมาก กรงเล็บของมันก็ควรจะเข้าสู่ขั้นกลางเท่านั้น

 

แน่นอนว่าแม้โมเซี่ยจะอยู่ในระดับสอง แต่ด้วยกรงเล็บขั้นสูงของมัน พลังโจมตีของมันจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าปกติเป็นอย่างมาก บางทีหากมันใช้คลื่นกรงเล็บ มันอาจจะสามารถเจาะทะลวงเกราะป้องกันของตะขาบอสูรสิบขาได้อย่างไม่มีปัญหา

 

เรื่องประหลาดใจของโมเซี่ยทำให้ฉูมู่รู้สึกมั่นใจขึ้นเป็นอย่างมาก และเมื่อเวลาเที่ยงวันมาถึง ฉูมู่ก็เดินไปยังสถานที่นัดหมายด้วยความมั่นใจที่เต็มเปี่ยม

 

“รอข้าด้วย ข้าจะไปกับเจ้า” เมื่อติงอวี๋เห็นฉูมู่ เธอจึงรีบตามเขาไป ฉูมู่ไม่ได้กล่าวสิ่งใดและเพียงพยักหน้า จากนั้นทั้งสองจึงเดินไปพร้อมกัน

 

ในพื้นที่สนามหญ้าแห่งหนึ่ง ฉูมู่เห็นจางลั่วกับชายอีกห้าคนยืนอยู่ด้านข้างจางลั่ว เป็นไปได้ว่าพวกเขาก็คือสมาชิกในกลุ่มของจางลั่วนั่นเอง

 

ในช่วงเวลาของการจับอสูรวิญญาณ บางครั้งนักสู้จิตวิญญาณอสูรจะรวมกลุ่มกันออกล่า เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกขโมยอสูรวิญญาณที่หมายปอง การรวมกลุ่มกันยังเป็นการเพิ่มความมั่นใจว่าจะไม่มีผู้ใดมาระรานพวกเขาจนถึงแก่ชีวิต

 

แต่ฉูมู่ เขาชอบที่จะเดินทางเพียงลำพังมากกว่า เขาไม่ต้องการสหายร่วมกลุ่มใดๆทั้งสิ้น ในส่วนของติงอวี๋ เธอก็ได้เข้าร่วมกับกลุ่มผู้หญิงของเธอเรียบร้อยแล้ว

 

“มันถึงเวลาที่เจ้าต้องต่อสู้แล้ว แต่จางลั่ว หากเจ้าต้องการคู่ต่อสู้ เจ้าก็ควรหาคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่านี้…” ชายผมยาวกล่าวออกมาด้วยใบหน้าดูถูกเหยียดหยามเมื่อเขามองมายังฉูมู่

 

คนอื่นๆไม่คิดว่าคู่ต่อสู้ของจางลั่วจะเป็นฉูมู่ผู้ที่เป็นเจ้านายของจิ้งจอกแสงจันทร์ที่แสนจะอ่อนแอ พวกเขาคิดว่าการต่อสู้กับคู่ต่อสู้เช่นนี้มันเป็นเพียงสิ่งที่ไร้ความหมาย

 

เด็กหนุ่มสาวห้าสิบคนที่อยู่บนเกาะแห่งนี้กำลังจะเข้าร่วมการต่อสู้แห่งชีวิตและตาย หากไม่รู้จักอสูรวิญญาณของคู่แข่งจะเป็นการเสียเปรียบอย่างมาก ดังนั้นทุกคนในกลุ่มจึงต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลที่พวกเขาได้รับมาจากการประลองกับคนอื่นๆอยู่เสมอ

 

อสูรวิญญาณของฉูมู่คือจิ้งจอกแสงจันทร์ เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับเพราะทุกคนบนเกาะต่างกล่าวถึงเรื่องนี้กันทุกคน พวกเขาเชื่อหมดหัวใจว่าฉูมู่ไม่ได้ปิดซ่อนสิ่งใดไว้ ความแข็งแกร่งของเขาไม่แม้แต่จะดีกว่ากลุ่มของเด็กผู้หญิงเหล่านั้น

 

ภายใต้เสียงหัวเราะของเด็กหนุ่มรอบข้าง จางลั่วไม่สามารถทนนิ่งเฉยอยู่ได้และเร่งอธิบายออกไป “ข้าไม่มีทางเลือก เขาท้าทายข้า และไม่มีทางที่ข้าจะปฏิเสธ”

 

เมื่อเผชิญหน้ากับการเย้ยหยันของกลุ่มเด็กโง่พวกนั้น ฉูมู่ได้แต่ลอบหัวเราะอยู่อย่างเงียบๆ

 

“ชายผมยาวที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับพวกเรา เขาชื่อว่า ซูเหวิน ข้าได้ยินมาว่าอสูรวิญญาณของเขาคือ เงือกนาคี มันเป็นอสูรวิญญาณชั้นสูงระดับหก” ติงอวี๋กล่าว

 

ฉูมู่เข้าใจอย่างกระจ่างแจ้งทันทีว่าชายผมยาวที่ชื่อว่าซูเหวินเป็นหัวหน้าของกลุ่มนี้ ซูเหวินผู้นี้ถูกพิจารณาทันทีว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่มีความสามารถที่จะคุกคามชีวิตของเขาในการต่อสู้แห่งชีวิตและความตาย

 

“เอาล่ะ อย่าได้เสียเวลาอีก” ซูเหวินเร่งการต่อสู้ของคนทั้งสอง

 

จางลั่วหัวเราะอย่างชั่วร้ายพร้อมทั้งนำแก่นพลังวิญญาณของตนไปรวมกับแก่นพลังวิญญาณของฉูมู่เพื่อเป็นสิ่งเดิมพัน

 

ความจริงแล้วฉูมู่มีแก่นพลังวิญญาณเพียงสามชิ้น สองชิ้นถูกนำไปเป็นเหยื่อและให้โม่เซี่ยกินไปแล้ว ตอนนี้เขาจึงเหลือแก่นพลังวิญญาณกลุ่มแมลงที่เป็นสิ่งเดิมพันกับจางลั่วชิ้นนี้เท่านั้น

 

มีการต่อสู้สองรูปแบบระหว่างนักสู้จิตวิญญาณอสูร รูปแบแรกคือการต่อสู้ระหว่างอสูรวิญญาณ ส่วนอีกรูปแบบก็คือนักสู้จิตวิญญาณอสูรจะเข้าร่วมในการต่อสู้พร้อมกับอสูรวิญญาณของตนเอง

 

นักสู้จิตวิญญาณอสูรสามารถใช้พลังวิญญาณของพวกเขาในการปลดปล่อยทักษะต่างๆออกมา แต่บนเกาะแห่งนี้พวกเขาไม่ได้เรียนรู้ทักษะเหล่านั้นและดูเหมือนทุกคนก็จะไม่มีทักษะใดๆติดตัวมาด้วย ดังนั้นการต่อสู้ในครั้งนี้จึงเป็นการต่อสู้ระหว่างอสูรวิญญาณเท่านั้น

 

“จงดูอสูรวิญญาณของข้าให้ดี…..” จางลั่วเริ่มบริกรรมคาถาอัญเชิญอสูรวิญญาณของตนเองออกมา

 

แสงสีน้ำตาลส่องประกายขึ้นก่อนจะเผยให้เห็นเงาร่างบางอย่าง ทันใดนั้นอสูรวิญญาณที่มีความยาวกว่าสองเมตรจึงได้ปรากฏขึ้นมาบนพื้นหญ้าอย่างรวดเร็ว ตะขาบอสูรสิบขาลำตัวสีน้ำตาลปรากฏตัวขึ้นมาจากความว่างเปล่าอย่างน่าอัศจรรย์

 

ร่างกายของมันยาวขึ้นอีกหนึ่งเมตร ขณะที่มันก็มีขาเพิ่มขึ้นเป็นสิบหกขาเรียบร้อยแล้ว มันเคลื่อนไหวขึ้นลงเป็นจังหวะ บนศีรษะที่ดูชั่วร้ายและน่าขยะแขยงของมันยังมีก้ามปูอยู่คู่หนึ่งที่ดูน่าสยดสยองเป็นอย่างยิ่ง