ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปอสูรวิญญาณสะท้านภพ บทที่ 2 สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอด

อสูรวิญญาณสะท้านภพ บทที่ 1 เกาะฝันร้าย 

แปลโดย iPAT

  

หากผู้ใดมองลงมาจากมุมสูง ผ่านชั้นเมฆหมอกที่บางเบา พวกเขาจะสามารถมองเห็นท้องทะเลสีน้ำเงินเข้ม ในมุมมองนี้ มหาสมุทรอันไพศาลดูราวกับกระจกบานใหญ่ที่ส่องสะท้อนท้องฟ้าอันงดงามเอาไว้ทั้งหมด 

  

ท่ามกลางมหาสมุทรอันไร้สิ้นสุดปรากฎเกาะแก่งมากมายกระจัดกระจายกันออกไป แต่มีอยู่เกาะหนึ่งที่ถูกซุกซ่อนเอาไว้ภายใต้ชั้นเมฆหมอกสีขุ่นมัว เกาะแห่งนี้มีรัศมีความกว้างประมาณยี่สิบกิโลเมตร 

  

มันมีรูปร่างที่ดูราวกับเพชรซึ่งมีเหลี่ยมมุมอันหลากหลาย ใจกลางเกาะเป็นภูเขาสูงชัน หากมองจากสถานที่ไกลห่างออกไป มันดูเหมือนกระบี่ที่ถูกปักอยู่ที่นั่น เกาะแห่งนี้ยังถูกล้อมรอบไปด้วยหน้าผาสูงชัน โดยไม่มีชายหาดแม้แต่แห่งเดียว 

  

คลื่นลมใต้หน้าผาม้วนตัวเข้าปะทะโขดหินอย่างบ้าคลั่งและส่งเสียงคำรามอย่างไม่รู้สิ้นสุด 

  

ด้วยโครงสร้างลักษณะพิเศษ มันทำให้เกาะแห่งนี้ถูกโดดเดี่ยวจากโลกภายนอก เพราะเรือใหญ่น้อยไม่สามารถจอดเทียบท่า 

  

หน้าผาทางทิศใต้ของเกาะ เด็กหนุ่มอายุสิบห้าปีในชุดบางเบานั่งอยู่ริมขอบหน้าผา เขาจ้องมองออกไปจนสุดขอบมหาสมุทร ด้วยสายตาที่โหยหาและยังปรากฏร่องรอยของความโศกเศร้าแฝงอยู่ภายใน 

  

ใบหน้าที่ดูมืดมนของเขาไม่เหมือนกับเด็กหนุ่มที่อายุเท่านี้ อย่างไรก็ตามเขายังคงแสดงความรู้สึกลึกๆในหัวใจของเขาออกมาโดยไม่คิดปิดบัง 

  

เมื่อคลื่นซัดสาดเข้าปะทะกับหน้าผา มันส่งเสียงครึกโครมดังขึ้นเป็นครั้งคราว ลมทะเลพัดเข้ามาและเล็ดรอดเข้าไปในเสื้อผ้าบางๆของเด็กหนุ่ม ขณะที่เส้นผมของเขาพลิ้วไหวไปตามสายลมอันเอื่อยเฉื่อย เด็กหนุ่มนั่งอยู่อย่างเงียบงันบนหน้าผาราวกับรูปปั้นและปล่อยให้ร่างกายที่ซูบผอมเผชิญหน้ากับคลื่นลมอันแปรปรวน 

  

หลังจากเวลาผ่านไปไม่รู้เท่าใด เสียงแตรสัญญาณพลันดังขึ้นมาจากส่วนลึกของเกาะแห่งนี้ 

  

“วู……” 

  

หลังจากได้ยินเสียงแตรสัญญาณ เด็กหนุ่มแสดงท่าทางสะอิดสะเอียน แต่เขาก็ยังลุกขึ้นอย่างช้าๆและมุ่งหน้าตรงไปยังต้นเสียง แม้ร่างกายของเด็กหนุ่มจะผอมบางแต่การเคลื่อนที่ของเขากลับว่องไวนัก ในป่าที่สลับซับซ้อน เขายังสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระและเดินทางมาถึงพื้นที่เปิดโล่งแห่งหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว 

  

พื้นที่เปิดโล่งแห่งนี้มีรัศมีมากกว่าหนึ่งร้อยเมตร มันมีรั้วไม้สูงสามสิบเมตรที่ดูราวกับกำแพงของค่ายทหาร ทางเข้าค่ายมีเพียงแห่งเดียวและมียามเฝ้าประตูอยู่สี่นายที่สวมใส่ชุดสีเขียว พวกเขามีอายุประมาณสามสิบปีและมีรูปลักษณ์ธรรมดาทั่วไป 

  

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำให้พวกเขาดูโดดเด่นก็คือสิ่งมีชีวิตที่ดูคล้ายหมาป่าซึ่งมีคมเขี้ยวอันน่าหวาดกลัวยืนอยู่ข้างกายพวกเขา 

  

“กรอ…กรอ…” 

“อะวู้…….” 

  

เมื่อพวกมันเห็นการมาถึงของเด็กหนุ่ม พวกมันแสดงความเป็นศัตรูออกมาทันที พวกมันทั้งเห่าหอน แยกเขี้ยว และพร้อมที่จะเข้าขย้ำเด็กหนุ่มผอมบางได้ทุกขณะ 

  

“เร็วเข้า! เข้าไป! ค่อยๆเดินเข้ามา อยากตายงั้นหรือ? ฮืม…ร่างกายเล็กๆของเจ้าไม่พอแม้แต่จะเป็นขนมขบเคี้ยวให้กับหมาป่าของข้า” หนึ่งในสี่ยามเฝ้าประตูศีรษะล้านตวาดเสียงดัง 

  

เด็กหนุ่มหลีกเลี่ยงหมาป่าที่แสดงท่าทีพร้อมจะเขมือบเขาอย่างระมัดระวัง กระทั่งออกห่างจากพวกมัน เขาจึงรีบวิ่งเข้าไปในค่ายอย่างรวดเร็ว 

  

มองไปยังแผ่นหลังของเด็กหนุ่มผู้นี้ ชายศีรษะล้านถ่มน้ำลายเย้ยหยัน “ข้าไม่รู้ว่าผู้ใดที่พาเด็กนั่นมาที่นี่ เด็กนั่นทั้งอ่อนแอและเปราะบาง เขาไม่มีทางอยู่รอดได้ในค่ายฝันร้ายของพวกเรา” 

  

“ข้าได้ยินมาว่าเป็นท่านเซี่ย…..” ชายผมแดงอีกคนกล่าวออกมาอย่างระมัดระวังด้วยเสียงโทนต่ำ 

  

“เขาก็เหมือนคนตายไปแล้ว” 

  

“เหมือนคนตาย? ฮืม…เด็กทุกคนที่นี่มิใช่คนตายงั้นหรือ?” กู่เล่ยกล่าวออกมาอย่างไม่แยแส 

  

“เจ้ายังไม่เข้าใจ เด็กนี่มาจากครอบครัวตระกูลใหญ่ ข้าไม่รู้ว่าเขาทำให้ผู้ใดโกรธ บางคนจึงได้จ้างวานให้ปราสาทฝันร้ายกำจัดเขา” 

  

“ท่านเซี่ยเป็นผู้รับผิดชอบภารกิจนี้ ขณะที่เด็กนั่นถูกลักพาตัวมา เด็กนั่นก็อยู่ในสภาพใกล้ตายแล้ว ท่านเซี่ยจึงตัดสินใจให้เขาทำสัญญาวิญญาณกับอสูรฝันร้ายสีขาวและพาเขามาอยู่ที่เกาะฝันร้ายแห่งนี้ในฐานะทาส” ชายผมแดงอธิบาย 

  

เมื่อกล่าวถึงอสูรฝันร้ายสีขาว ชายสามคนถึงกับต้องสูดหายใจลึก หนึ่งในสามยังกล่าวขึ้นมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “อสูรฝันร้ายสีขาว? เจ้าเด็กนั่นพิเศษมากงั้นหรือ? เขาสามารถรับมืออสูรฝันร้ายสีขาวได้เช่นนั้นหรือ?” 

  

“แน่นอนว่าไม่ ถ้าเขามีความสามารถจริง เขาต้องถูกส่งตัวไปยังเกาะฝันร้ายสีขาวเรียบร้อยแล้ว เขาจะมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?” 

  

“ข้าไม่รู้ว่าท่านเซี่ยได้อสูรฝันร้ายสีขาวมาได้อย่างไร แต่ข้ารู้ว่าท่านเซี่ยใช้เด็กนั่นในการทดลองเท่านั้น ข้าเชื่อว่าอีกไม่นานก่อนที่เด็กนั่นจะถูกอสูรฝันร้ายสีขาวกัดกินวิญญาณ” ชายผมแดงหัวเราะเยาะโดยไม่แยแสความตายของเด็กหนุ่ม 

  

“อา…เป็นเช่นนี้ เด็กนั่นจะไม่อยู่รกตาข้าอีกนาน อย่างไรก็ตามท่านเซี่ยช่างยอดเยี่ยมนัก ท่านสามารถครอบครองอสูรฝันร้ายสีขาวที่คนเช่นพวกเราไม่แม้แต่จะมีสิทธิ์ได้พบเห็น กระทั่งผู้นำเกาะอื่นๆก็ยังมีเพียงหนึ่งหรือสองคนที่สามารถครอบครองอสูรฝันร้ายสีฟ้าเท่านั้น” 

  

“มันต้องเป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอน…โอ้ ใกล้ถึงเวลาแล้ว ปิดประตูเถอะ คืนนี้ พวกเราจะได้ฟังเสียงกรีดร้องอีกครั้ง ฮ่าฮ่า” ชายผมแดงหัวเราะออกมาด้วยความเหี้ยมโหด จากนั้นชายอีกสามคนจึงร่วมเปล่งเสียงหัวเราะที่น่าขนลุกตามขึ้นมาโดยไม่แยแสต่อชีวิตของผู้คนในค่าย 

  

เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่บนหน้าผาอย่างเงียบงันมีชื่อว่า ฉูมู่ เขาควรจะเป็นผู้เยาว์ที่สดใสตามวัยหนุ่มสาว แต่ตอนนี้เขากลับถูกขัดเกลาให้กลายเป็นกริชอันแหลมคม 

  

เขาถูกนำตัวมาอยู่ที่นี่โดยไม่เต็มใจ แต่นั่นก็ทำให้เขาไม่ถูกฆ่าทันที เพราะชายที่ถูกเรียกว่า ท่านเซี่ย ต้องการใช้เขาในการทดลองที่ชั่วร้าย 

  

แท้จริงแล้ว ทุกคนบนเกาะแห่งนี้ นอกจากเจ้าหน้าที่เหล่านั้น เด็กอายุสิบปีขึ้นไปรวมถึงฉูมู่ต่างถูกลักพาตัวมาและถูกบังคับให้ทำสัญญาวิญญาณกับอสูรฝันร้าย 

  

นี่คือโลกของอสูรวิญญาณ ผู้ที่มีพรสวรรค์สามารถกลายเป็นนักสู้จิตวิญญาณอสูร 

  

นักสู้จิตวิญญาณอสูรจะทำพันธสัญญาวิญญาณกับอสูรวิญญาณและใช้ความสามารถของพวกมันในการต่อสู้ของพวกเขา มนุษย์ที่ทำสัญญาวิญญาณกับอสูรวิญญาณ พวกเขาจะมีความสัมพันธ์กันในลักษณะเจ้านายกับทาส มนุษย์สามารถสั่งให้อสูรวิญญาณทำทุกสิ่งที่พวกเขาต้องการ 

  

อย่างไรก็ตามเกาะฝันร้ายสีเขียวแห่งนี้เป็นเกาะที่ถูกโดดเดี่ยวจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง มันจึงค่อนข้างแตกต่าง เด็กส่วนใหญ่เป็นเช่นเดียวกับฉูมู่ พวกเขาถูกนำตัวมาที่นี่เพื่อใช้ในการทดลองโดยปราศจากความเมตตาใดๆทั้งสิ้น 

  

อสูรฝันร้ายเป็นอสูรวิญญาณที่ชั่วร้าย มันเป็นการดำรงอยู่ที่แตกต่างไปจากอสูรวิญญาณชนิดอื่น แต่มนุษย์ก็ยังสามารถสร้างพันธสัญญาวิญญาณกับมันได้และมันก็จะต่อสู้เพื่อมนุษย์ผู้นั้น อย่างไรก็ตามพวกมันสามารถกัดกินวิญญาณของผู้เป็นเจ้านาย 

  

ในวันแรกที่เด็กหนุ่มสาวถูกพาตัวมาที่นี่ พวกเขาจะถูกบังคับให้สร้างพันธสัญญาวิญญาณกับอสูรฝันร้าย 

  

อสูรฝันร้ายจะกลืนกินพลังวิญญาณของร่างต้นเป็นอาหาร และเมื่อเจ้านายของพวกมันสูญเสียพลังวิญญาณทั้งหมด มันก็หมายถึงความตายนั่นเอง 

  

ทางเดียวที่จะทำให้พวกเขาสามารถต่อต้านอสูรฝันร้ายก็คือคนผู้นั้นจะต้องแข็งแกร่งขึ้น และยกระดับการบ่มเพาะพลังวิญญาณของตนให้สูงขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง 

  

หากกล่าวอีกนัยหนึ่ง พวกเขามีเพียงต้องแข็งแกร่งกว่าอสูรฝันร้าย พวกเขาจึงจะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไป 

  

นี่เป็นขุมนรกที่โหดเหี้ยมที่สุด เด็กๆมักไม่สนใจการสั่งสอนของผู้เป็นอาจารย์ แต่ด้วยความโหดร้ายไร้ปรานี มันจะย้ำเตือนให้พวกเขาต้องรักษาชีวิตรอดอยู่เสมอ 

  

ที่นี่ ผู้อ่อนแอจะกลายเป็นอาหารให้แก่อสูรฝันร้ายอย่างรวดเร็ว ขณะที่ผู้แข็งแกร่งก็จะถูกไล่ล่าโดยอสูรฝันร้ายอย่างไม่มีที่สิ้นสุด 

 

นี่เป็นฝันร้ายที่ไม่สามารถตื่น! 

  

มันเป็นคืนเดือนมืดที่ลมทะเลพัดพาเอาก้อนเมฆสีดำให้ลอยออกสู่มหาสมุทร 

  

ต้นไม้ถูกลมพัดและส่งเสียงที่ฟังดูราวกับหญิงสาวกำลังร้องไห้ออกมาด้วยความโศกเศร้า 

  

ภายในค่าย เด็กหนุ่มสาวอายุประมาณสิบปีนับร้อยยืนร่างกายสั่นเทาอยู่ท่ามกลางสายลมอันเหน็บหนาวด้วยชุดผ้าบางๆ แต่ใบหน้าของพวกเขากลับไร้อารมณ์และเต็มไปด้วยการตัดสินใจอันแน่วแน่ ในดวงตาของพวกเขายังปรากฎความดุร้ายราวกับสัตว์ป่า 

  

เด็กทั้งหนึ่งร้อยคนยืนเรียงแถวๆละสิบคนรวมสิบแถวอยู่อย่างเป็นระเบียบ มีผู้คุมกฎสิบคนยืนอยู่ชิดกับรั้วไม้รอบๆ ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความเย็นชา สายตาของพวกเขาจ้องมองไปยังเด็กทั้งหนึ่งร้อยคนและเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา 

  

ใกล้กับประตูทางเข้าออก ชายสามคนในชุดคลุมดำยืนอยู่ด้วยการแสดงออกที่ไม่แยแส 

  

ชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ตรงกลางด้วยร่างกายกำยำแข็งแกร่งก้าวออกมาข้างหน้าเล็กน้อย เขากวาดตามองอย่างเย็นชาไปยังกลุ่มเด็กหนุ่มสาวและเผยรอยยิ้มปีศาจร้ายก่อนกล่าว “วันนี้เป็นการฝึกฝนความแข็งแกร่งของร่างกายด้วยการเผชิญหน้ากับอสูรวิญญาณที่ดุร้าย” 

  

“ข้าสามารถบอกพวกเจ้าได้เลยว่าจะมีผู้เหลือรอดอยู่เพียงห้าสิบคนเท่านั้น นั่นหมายความว่าครึ่งหนึ่งของพวกเจ้าจะต้องตายในการทดสอบนี้!” 

  

“ฮ่าฮ่า จงสนุกกับความตายของพวกเจ้า เฉพาะผู้ที่สามารถรับมือกับสถานการณ์แห่งชีวิตและความตายเท่านั้นจึงจะมีคุณสมบัติเข้าสู่ปราสาทฝันร้าย” 

  

เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ ใบหน้าของเหล่าเด็กหนุ่มสาวต่างปรากฏร่องรอยของความตื่นตระหนกและจ้องมองด้วยความกังวลไปยังชายฉกรรจ์ทั้งสิบที่ยืนอยู่รอบๆ 

  

จากหนึ่งร้อยมีเพียงห้าสิบคนที่สามารถอยู่รอด โอกาสรอดชีวิตมีเพียงห้าสิบในร้อยส่วน แล้วมันจะโหดเหี้ยมถึงเพียงใด 

  

อย่างไรก็ตามชัดเจนว่าคนชั่วเหล่านี้ไม่มีความเห็นอกเห็นใจอยู่แม้แต่น้อย ด้วยการออกคำสั่งของชายวัยกลางคน ชายสิบคนที่ยืนอยู่ริมรั้วไม้จึงเริ่มร่ายมนต์คาถาที่ฟังดูแปลกประหลาดออกมา ทุกขณะที่พวกเขาขยับริมฝีปาก สัญลักษณ์ที่ดูเหมือนตัวอักษรแสงสีฟ้าบางอย่างปรากฎขึ้นบนพื้นอย่างน่าอัศจรรย์ 

  

“อะวู้…..อะวู้…..” 

“อะวู้…..อะวู้…..อะวู้…..” 

  

ทันใดนั้นเสียงเห่าหอนของหมาป่าพลันดังขึ้นอย่างกะทันหัน กลิ่นคาวเลือดลอยคละคลุ้งไปทั่ว กรงเล็บสีขาวเจาะลงไปในพื้นดิน ขนสีเทาหม่นตั้งชูชันขึ้นตลอดทั้งตัว คมเขี้ยวอันแหลมคมระเบิดออกมาจากช่องปาก 

  

หลังจากการอัญเชิญของชายทั้งสิบเสร็จสมบูรณ์ อสูรวิญญาณสิบตนจึงได้ปรากฏตัวขึ้น หมาป่าเขี้ยวอสูร พวกมันเป็นอสูรวิญญาณที่รู้จักกันดีว่ามีคมเขี้ยวอันแหลมคมเป็นอย่างยิ่ง 

  

เห็นหมาป่าเขี้ยวอสูรทั้งแยกเขี้ยว ตะกุยดิน เห่าหอนอย่างไม่หยุดยั้ง ใบหน้าของเด็กหนุ่มสาวกลายเป็นซีดเผือดไร้สีสันไปในฉับพลัน เด็กหญิงบางคนกระทั่งกัดริมฝีปากและเริ่มร้องไห้ 

  

ไม่ว่าจะเป็นอสูรวิญญาณหรือมนุษย์ หมาป่าเขี้ยวอสูรเป็นการดำรงอยู่ที่น่าหวั่นเกรงของพวกเขา เพื่ออาหาร พวกมันจะพุ่งเข้าโจมตีโดยปราศจากความลังเลจนกว่าเหยื่อจะตกตายลงทั้งหมด 

  

นอกจากนั้นกระทั่งนักสู้จิตวิญญาณอสูรผู้ใหญ่ก็ยังต้องพบกับความยากลำบากหากต้องเผชิญหน้ากับหมาป่าเขี้ยวอสูรเพียงลำพังโดยปราศจากอสูรวิญญาณที่แข็งแกร่งคอยให้ความช่วยเหลือ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงเด็กน้อยที่ไม่มีอาวุธและทักษะใดๆทั้งสิ้น