ตอนที่แล้วตอนที่ 347: รับความเสี่ยง
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 349: ศัตรูหัวใจจากตอนนั้น

Facebook Fanpage กดเลย

เรื่องอื่นที่ทางค่ายแปล

สารบัญ ARK

https://www.thai-novel.com/ark/

สารบัญ โกลาหลแห่งอสนีบาต

https://www.thai-novel.com/chaotic-lightning-cultivation/

==========

ตอนที่ 348: หน้ากากหนังจิ้งจอก

 

“ตราบใดที่สมาพันธ์เทวาลึกลับเต็มใจ งั้นเผ่าพันธุ์ปีศาจมีเขาก็ไม่มีปัญหากับการแลกเปลี่ยน เรื่องการแลกเปลี่ยนเก้ากลีบปทุมเสวียนหยินสามดอกกับเผ่าพันธุ์ปีศาจมีเขาหกเขาสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ”

ฉินเลี่ยเผยความคิดในฐานะของเผ่าพันธุ์ปีศาจออกมา

“สมาพันธ์เทวาลึกลับสนใจในสิ่งนี้ แต่การดำเนินการจริง ๆ นั้นจะต้องทำอย่างระมัดระวัง เมื่อเร็ว ๆ นี้ แปดมหาวิหารและสำนักเหือฮวนได้ออกตรวจตราพื้นที่ พวกข้าไม่อาจให้พวกเขาพบร่องรอยได้”

ซ่งถิงอวี้หวีผมส่วนหนึ่งที่อยู่หลังหูของนางพร้อมกับเผยรอยยิ้มมีเสน่ห์บนใบหน้างดงาม

“พวกข้าไม่อยากให้ใครรู้ว่าสมาพันธ์เทวาลึกลับกำลังร่วมมือกับเผ่าพันธุ์ปีศาจ” นางกล่าวเสียงกระแทก “ยิ่งไปกว่านั้น ข้าต้องยอมรับสภาพนี้เอาไว้ ต่อให้สมาพันธ์เทวาลึกลับและเผ่าพันธุ์ปีศาจมีเขายอมแลกเปลี่ยนกัน พวกข้าจะก่อสงครามกับเผ่าพันธุ์ปีศาจมีเขาในอนาคตอยู่ดี หรือก็คือ พวกข้าจะยังเตรียมปฏิบัติการต่อต้านเผ่าพันธุ์ปีศาจต่อไป”

ฉินเลี่ยหัวเราะเสียงเบา “ข้าเข้าใจเรื่องนั้นดี”

“ในอนาคต ถ้าเจ้าปรากฏตัวเช่นนี้แล้วถูกข้าพบตัวเข้า งั้นข้าจะฆ่าเจ้าโดยไม่ปราณี” ซ่งถิงอวี้หัวเราะคิกคักแล้วมองเขาอย่างเย้ายวนก่อนจะกล่าวว่า “แต่ว่า ถ้าไม่มีใครอยู่รอบ ๆ … งั้นพวกเราก็ยังเป็นสหายกันอยู่ ฮี่ฮี่”

ฉินเลี่ยไร้คำพูดจะกล่าว

“นี่…”

ซ่งถิงอวี้กลอกตาใส่เขาก่อนจะยกมือราวหยกแก้วขึ้นแล้วขว้างหน้ากากใบหน้ามนุษย์ที่งดงามข้ามแม่น้ำที่เต็มไปด้วยกล้วยไม้ชำระปีศาจไปที่มือของฉินเลี่ยราวกับโยนผ้าเช็ดหน้า

“ในอนาคต ถ้าเจ้าคิดที่จะเคลื่อนไหวในโลกภายนอก อย่าลืมที่จะสวมหน้ากากนี้ เจ้าในตอนนี้เป็นศัตรูตัวฉกาจของทวีปสายน้ำสีชาด ถ้าเจ้าไม่อยากถูกล่าเหมือนกับหนู งั้นเจ้าก็ต้องระวังตัวขึ้นอีกสักหน่อย” ซ่งถิงอวี้เม้มปากก่อนจะยิ้มล้อเลียน

หน้ากากบางราวกับผ้าไหมและเย็นเล็กน้อยเมื่อสัมผัส มันเบาเหมือนขนนก เห็นได้ชัดว่าถูกสร้างโดยช่างยอดฝีมือ

ฉินเลี่ยพยักหน้าเล็กน้อยแล้วสวมหน้ากากบนใบหน้าทันที นอกเหนือจากความเย็นในช่วงแรกและความไม่สะดวกสบายในการมองเล็กน้อย เขาก็ไม่มีปัญหากับมัน

สัมผัสและทักษะของช่างที่ทำหน้ากากนี้เหมือนจะดีกว่าที่หลีมู่ทำให้เขาเสียอีก

“หน้ากากหนังจิ้งจอกนี้ทำจากริ้วหนังบางจากท้องของสัตว์วิญญาณระดับที่หกนาม ‘จิ้งจอกปีศาจวิญญาณเสน่หา’ มันคือสิ่งที่ข้าลงแรงไปมากถึงจะซื้อจากการประมูลในต่างแดนได้” ซ่งถิงอวี้เผยสีหน้าไม่เต็มใจออกมา “ข้าแค่ให้เจ้ายืมสักพัก อย่าลืมคืนข้าในอนาคตด้วยล่ะ อ้อ จริงสิ หน้ากากนี่สามารถเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าหนึ่งหน้านะ เจ้าสามารถขยายและปรับแต่งด้วยตนเองได้ หากทำเช่นนี้ เจ้าจะสามารถเปลี่ยนใบหน้าเป็นรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันได้เป็นจำนวนมาก ถ้าเจ้าอยากเปลี่ยนเป็นเด็กผู้หญิง มันก็เป็นเรื่องง่าย ๆ ด้วยการดึงเส้นนิดหน่อยด้วยความระมัดระวัง…”

เมื่อผ่านไปสักพัก ความเย็นของหน้ากากก็หายไป เมื่อฉินเลี่ยนำมือไปสัมผัส เขาไม่รู้สึกว่าตนเองกำลังสวมหน้ากากอยู่

ราวกับหน้ากากหนังจิ้งจอกหลอมรวมกับผิวหนังของเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ นี่ทำให้ฉินเลี่ยรู้สึกทึ่งอยู่ภายใน

“หืม?”

กลิ่นหอมจาง ๆ เหมือนปลดปล่อยมาจากใบหน้าของฉินเลี่ย มันจางมากก็จริง แต่มันเป็นกลิ่นที่ทำให้รู้สึกยินดีเช่นกัน

เขาฟุดฟิดจมูกก่อนจะกล่าวด้วยความประหลาดใจว่า “นี่คือกลิ่นของจิ้งจอกเหรอ? ไม่ กลิ่นนี้… มันช่างคุ้นเคยเหลือเกิน…”

ดวงตาของเขาเป็นประกายขณะมองซ่งถิงอวี้แล้วเผยยิ้มออกมา “เจ้าสวมหน้ากากนี่มาก่อนงั้นเหรอ?”

“เจ้าคนสารเลว!”

ซ่งถิงอวี้สาปแช่งอยู่ภายในและเผยร่องรอยความเขินอายที่นาน ๆ ครั้งถึงจะปรากฏให้เห็นบนใบหน้าเย้ายวนของนาง นางพ่นลมออกจมูก “ข้าเคยใช้สองครั้ง แล้วจะทำไม? ถ้าเจ้าไม่ชอบ งั้นขืนหน้ากากหนังจิ้งจอกมาให้ข้า ข้าไม่คิดจะให้เจ้ายืมแล้ว!”

“ข้าจะไม่ชอบกลิ่นของร่างกายเจ้าได้ยังไง?” ฉินเลี่ยหัวเราะเสียงเบาแปลกประหลาด

“ข้าพูดมากเกินไปหน่อยแล้ว ขอตัวก่อนล่ะ ข้าจะอธิบายเรื่องนี้กับพ่อและลุงเพื่อดูว่าพวกเขาจะจัดการกับเรื่องนี้ยังไง” ซ่งถิงอวี้กลอกตาใส่เขา ร่างมีเสน่ห์ของนางทะยานขึ้นไปบนผีเสื้อสายรุ้งเมฆาลอยล่อง

“พาข้าไปกับเจ้าด้วย แค่ส่งข้าที่เมืองหลิงระหว่างทางก็พอ” ความคิดปรากฏในจิตของฉินเลี่ยขณะกล่าวกับซ่งถิงอวี้ว่า “ขอเวลาข้าสักครู่แล้วจะยอมให้เจ้าไปทันที”

เขามองรอบ ๆ แล้วมาอยู่ข้างสัตว์ล่าวิญญาณ เขากล่าวกับนักรบปีศาจมีเขาว่า “บอกคู่ลั่วว่าข้าจะออกเดินทางไปภูเขาสมุนไพร เขาต้องเข้าใจว่าข้าจะไปทำอะไรที่นั่น”

นักรบปีศาจมีเขาพยักหน้าด้วยความเคารพ

จากนั้น ฉินเลี่ยผ่านแม่น้ำที่เต็มไปด้วยกล้วยไม้ชำระปีศาจก่อนจะมาถึงด้านหน้าซ่งถิงอวี้พลางกล่าวว่า “ไปกันเถอะ”

“ในเมื่อเจ้าเปลี่ยนใบหน้าแล้ว ตอนนี้เจ้าสามารถไปจากที่นี่ได้ นี่ นี่คือกระจก ลองดูตัวเจ้าสิ” ซ่งถิงอวี้ส่งกระจกทองแดงให้

ฉินเลี่ยส่องหน้าใกล้กับกระจกเพื่อมองดูอย่างระมัดระวัง เขาพบว่าใบหน้านี้ธรรมดาทั่วไป เป็นใบหน้าที่พบเห็นได้ตามถนนหนทางโดยไม่มีสิ่งพิเศษให้น่าจดจำแม้แต่นิดเดียว

หลังจากปีนขึ้นมาบนผีเสื้อสายรุ้งเมฆาลอยล่องแล้ว ฉินเลี่ยครุ่นคิดสักพักแล้วกล่าวว่า “มีคนชื่อเหยาไถ่อยู่ในตระกูลซ่งของเจ้า โปรดดูแลเขาเสมือนดูแลข้าด้วย”

“ไม่มีปัญหา” ซ่งถิงอวี้ยิ้มเล็กน้อย

กล่าวได้ว่าผีเสื้อสายรุ้งเมฆาลอยล่องเป็นสิ่งมีชีวิตที่เร็วที่สุดบนทวีปสายน้ำสีชาด ด้วยความเร็วปานอสนี ฉินเลี่ยและซ่งถิงอวี้ผ่านเมืองหินน้ำแข็งอย่างรวดเร็วจนมาถึงเมืองหลิงอันรกร้าง

หลังจากกระโดดลงจากผีเสื้อสายรุ้งเมฆาลอยล่อง ฉินเลี่ยยืนในเมืองหลิงอันเงียบงัน เขายกมือขึ้นก่อนจะกล่าวต่อหน้าซ่งถิงอวี้ “เอาล่ะ ตอนนี้เจ้าสามารถลืมข้าได้แล้ว กลับสมาพันธ์เทวาลึกลับแล้วถกเรื่องสำคัญกับพ่อและลุงของเจ้าเถอะ”

“ทำไมเจ้าอยากมาเมืองหลิงกันล่ะ?” ดวงตาของซ่งถิงอวี้เป็นประกายขณะมองเขา “ในสถานการณ์ตอนนี้ เจ้าต้องมีเป้าหมายถึงได้มาเมืองหลิงใช่หรือไม่? เจ้าบอกข้าไม่ได้หรือ?”

ฉินเลี่ยขมวดคิ้ว

“ช่างมันเถอะ ข้าแค่ถามไปเรื่อย ใครจะสนธุระของเจ้ากัน?” ซ่งถิงอวี้โบกมือแล้วกล่าวอย่างสะบัดสะบิ้งก่อนจะจากไปด้วยผีเสื้อสายรุ้งเมฆาลอยล่อง

หลังจากนางบินจากไปแล้ว ฉินเลี่ยมาถึงบ้านหลังเล็กที่เป็นของเขาก่อนจะนั่งอยู่ข้างใน

เขาเปิดจิตและสำรวจรอบ ๆ ด้วยจิตตระหนักรู้ เขาต้องการยืนยันว่าซ่งถิงอวี้ไปแล้วจริง ๆ และเพื่อดูว่ามีคนอยู่ใกล้ ๆ หรือเปล่า

จิตตระหนักรู้คล้ายกับคลื่นที่กระจายไปรอบบริเวณ

ฉินเลี่ยในตอนนี้อยู่ขั้นกลางของพลังระดับปรากฏ การปกคลุมของจิตตระหนักรู้ไม่ไกลนัก เขาทำได้เพียงตรวจจับทุกสิ่งในระยะหนึ่งไมล์จากเมืองหลิงได้เท่านั้น

แน่นอนถ้ามีใครบางคนที่มีพลังเหนือกว่าเขาและปกปิดออร่าตนเองเอาไว้ เขาก็ยังไม่สามารถตรวจจับอีกฝ่ายได้ด้วยระดับพลังเพียงเท่านี้

หลังจากผ่านไปสักพัก เขาสัมผัสอะไรไม่ได้ก่อนจะค่อย ๆ ดึงจิตตระหนักรู้กลับมา

ขณะมองหมู่เมฆสีแดงฉานยามสนธยา ฉินเลี่ยไม่รีบมุ่งหน้าไปภูเขาสมุนไพร กลับกัน เขาหลับตาและพักอยู่ภายในบ้านหลังเล็กแล้วจัดลำดับทะเลวิญญาณของจุดตันเถียน

ตำหนักก่อเกิดเก้าหลังเหมือนกับสรวงสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ภายในทะเลวิญญาณหมอกของเขา แต่ละหลังมีโลกใบจิ๋วเป็นของตนเอง ภายในพัวพันด้วยอสนีบาตและอสนี ความเย็นเยือกไปถึงกระดูกบ้างหรือการบิดเบือนของอำนาจแม่เหล็กบ้าง

“ที่พลังระดับก่อเกิดต้องสร้างตำหนักก่อเกิด ที่พลังระดับปรากฏ ต้องชะล้างทะเลสาบวิญญาณ ที่พลังระดับบรรลุต้องยกระดับจิตวิญญาณ…”

ขณะโคจรวิชาวิญญาณที่แตกต่างกันอยู่นั้น ฉินเลี่ยยังคงครุ่นคิดเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างพลังแต่ละระดับและเข้าสู่สภาวะทำสมาธิอย่างช้า ๆ

“ผังวิญญาณเองก็เป็นวิชาวิญญาณแขนงหนึ่ง เมื่อเชี่ยวชาญผังวิญญาณ กล่าวได้ว่าเป็นการเชี่ยวชาญวิชาวิญญาณเช่นกัน ตราบใดที่ใช้ให้ถูกทาง ผังวิญญาณก็สามารถใช้ต่อสู้กับศัตรูได้”

ภายในบ้าน ผังวิญญาณเฉพาะจำนวนมากปรากฏภายในจิตของฉินเลี่ย

ผังเก้าธาราวายุ ผังวิหคทะยานเวหา ผังทางช้างเผือกโชติช่วง… ผังวิญญาณเหล่านี้ปรากฏในจิตของเขา ฉับพลันมันเด่นชัดและเจิดจ้าอย่างเหลือเชื่อ

ในบ้านหลังเล็กนี้ที่ใช้ชีวิตเป็นเวลาเจ็ดปี ฉินเลี่ยหลอมรวมพลังวิญญาณต่อไป ด้วยการใช้นิ้วแทนพู่กัน ใช้พลังวิญญาณแทนหมึก ใช้อากาศแทนกระดานวิญญาณ เขาเริ่มสลักผังวิญญาณอันคุ้นเคย

ภายใต้การควบคุมของจิต พลังวิญญาณหลอมรวมเป็นแสงสว่างสีขาวเจิดจ้าแล้วก่อตัวเป็นธาราวายุกลางอากาศ ธาราบิดเบี้ยวและเคว้งคว้างเหมือนกับมีเวทมนตร์อยู่ข้างใน เมื่อเขาตั้งอย่างสมบูรณ์ มันเหมือนกับเขาสามารถได้ยินเสียงกระแสน้ำไหลเชี่ยว เสียงนั่นเสนาะหูจนอดที่จะจมดิ่งลงไปไม่ได้

“ซู่ ซู่…”

ท่ามกลางเสียงน้ำไหลเชี่ยว ฉับพลันพลังวิญญาณที่ก่อตัวเป็นกระแสน้ำแตกสลายก่อนจะหายไป

ฉับพลันฉินเลี่ยที่จมดิ่งเข้าไปในการสลักผังวิญญาณตื่นขึ้นมา เขาขมวดคิ้วโดยไม่ตั้งใจขณะมองธุลีของพลังวิญญาณที่คล้ายกับดวงดาราที่แตกสลาย

สิ่งเหล่านี้ซับซ้อนเกินกว่าที่เขาจินตนาการไว้ในครั้งแรก

การสลักผังวิญญาณนี้ไม่ได้ใกล้เคียงกับตอนที่เขาสลักผังมังกรนาคาขดนภาภายในค่ายวิเศษของต้นไม้อสนีบาต

เขาคิดว่าจะสามารถสลักผังเก้าธาราวายุกลางอากาศได้ง่ายเหมือนกับตอนสลักผังมังกรนาคาขดนภา

ถึงอย่างนั้นเขากลับล้มเหลว

“ผังโบราณทั้งสี่อย่างการกักเก็บวิญญาณ การรวบรวมวิญญาณ การแยกออกและการเพิ่มพละกำลังอาจจะถูกนับว่าเป็นผังวิญญาณพื้นฐาน แต่โครงสร้างของพวกมันซับซ้อนอย่างเหลือเชื่อ เทียบกับผังวิญญาณภายในค่ายสิบสองเสาวิญญาณแล้ว ผังโบราณพื้นฐานซับซ้อนและลึกล้ำกว่ามาก ถ้าข้าไม่สามารถสลักแม้แต่ผังเก้าธาราวายุกลางอากาศและเปลี่ยนให้เป็นวิธีการต่อสู้ มันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะทำกับผังโบราณทั้งสี่”

“ค่ายสิบสองเสาวิญญาณต้นสุดท้ายที่อยู่ใจกลางของผนึกถูกผนึกจนไม่นับว่าเป็นผัง ถึงอย่างนั้นผังวิญญาณสิบเอ็ดผัง… ผังปีศาจผนึกสวรรค์ ผังเก้าธาราวายุ ผังวิหคทะยานเวหา ผังทางช้างเผือกโชติช่วง ผังเกราะเหล็กร้อยบุปผา ผังคืนชีพป่าโบราณ ผังคฤหาสน์ร่วงหล่น ผังหกวงวารเสน่หา ผังมังกรนาคาขดนภา… ผังสามกฎสี่พิภาคและผังการตัดหยินหยาง… รวมผังพื้นฐานโบราณทั้งสี่เข้าไป… ถ้าข้าสามารถเปลี่ยนพวกมันทั้งหมดให้กลายเป็นวิชาต่อสู้ได้ ความสามารถการต่อสู้ของข้าก็จะหลากหลายอย่างเหลือเชื่อ!”

“ถ้าข้าสามารถปรับเปลี่ยนผังวิญญาณทั้งหมดให้กลายเป็นรูปแบบการต่อสู้จนสามารถทำความเข้าใจพวกมันได้ พลังการต่อสู้ของข้าจะประสบกับการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลแน่นอน!”

“เพราะยังมีความเป็นไปได้ ข้าควรทำและค่อย ๆ เปลี่ยนพวกมันให้กลายเป็นการโจมตี!”

ภายในบ้านหลังเล็ก ดวงตาของฉินเลี่ยมั่นคงขณะรีบตัดสินใจ

เขาต้องพัฒนาให้มากขึ้นในการฝึกฝนเส้นทางวรยุทธ เขาต้องเพิ่มพละกำลังให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อแก้ไขสถานการณ์หายนะที่กำลังเพิ่มขึ้นบนทวีป

ฉินเลี่ยไม่มุ่งหน้าไปภูเขาสมุนไพรเพื่อรีบค้นหาค่ายเคลื่อนย้ายพริบตาทันที กลับกัน เขาอยู่ที่บ้านหลังเล็กที่เป็นของเขาหลังนี้ เขาอยู่เมืองหลิงเพียงลำพังชั่วคราว

ถ้าเขาหิว เขาจะกินอาหารแห้ง ถ้าเขาเหนื่อย เขาจะนอนบนพื้นเพื่อพักผ่อนสักพัก

เขาฝึกฝนจนบางครั้งลืมหลับลืมกิน

เขาพยายามเปลี่ยนผังวิญญาณให้กลายเป็นวิธีการโจมตีทรงพลังและเพิ่มความสามารถการต่อสู้ของเขา

วันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังฝึกฝนอย่างจริงจังภายในห้องขนาดเล็ก ฉับพลันเขาตรวจพบสิ่งมีชีวิต

มีออร่าของชีวิตจำนวนมาก

ฉินเลี่ยหยุดฝึกฝนทันทีก่อนจะปกปิดออร่าตนเองเงียบ ๆ ขณะขมวดคิ้ว เขาขยับมาทางหน้าต่างแล้วมองออกไปด้านนอก

กลุ่มคนปรากฏตัวที่ทางเข้าของเมืองหลิงอย่างช้า ๆ

“ทำไมพวกเขาถึงมาเมืองหลิง?” ฉินเลี่ยขมวดคิ้ว