ตอนที่แล้วบทที่ 137
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 139

แปลโดย: zefiroft

 

บทที่ 138 — ความฝันที่จะได้เข้าสำนักลี้ลับ

 

เอี้ยจื่อเฟิงยิ้มให้นางเล็กน้อย แล้วรีบเอาเศษกระดาษหลบออก เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเห็น

 

หลังจากที่หลิวปิงเฉียนพยายามแอบดูอยู่นานแต่กลับมองไม่เห็นจึงได้พึมพำออกมาว่า

“พี่ชายชูเหยียน ขอข้าดูหน่อย เจ้าไม่ได้เสียหายอะไรนี่”

 

เอี้ยจื่อเฟิงยิ้มแล้วส่ายหัว

“แล้วทำไมเจ้าถึงไม่ให้ข้าดูสิ่งที่เจ้าจดบันทึกลงสมุดวิญญาณทุกวันกันล่ะ ยังไงเจ้าก็ไม่ได้เสียหายอะไรนี่”

 

สีหน้าของหลิวปิงเฉียนบ่งบอกว่าตกใจอย่างมาก

“เจ้ารู้เรื่องนี้ได้ยังไง?”

 

“อ้อ ข้าแค่พูดออกไปส่งๆเท่านั้น เจ้าต่างหากที่เป็นคนยอมรับเอง”

เอี้ยจื่อเฟิงยอมรับตรงๆแล้วหัวเราะฮ่าฮ่า

 

“พี่ชายชูเหยียน!”

ดวงตาอันงดงามของหลิวปิงเฉียนจ้องมาที่เอี้ยจื่อเฟิงด้วยแววตาระยิบระยับ พร้อมกับที่นางลูบผมของตัวเองเบาๆ

 

“ช่างเถอะ ยังไงมันก็เป็นเรื่องที่ข้าไม่ควรจะเห็นอยู่ดี มันถือเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่รู้จะดีกว่า”

 

เอี้ยจื่อเฟิงถอนหายใจออกมาแล้วยิ้ม เขาเดินไปตรงมุมห้องแล้วเปิดเศษกระดาษออกอ่าน

 

บนกระดาษแผ่นนั้นเขียนไว้ว่า

“ศิษย์พี่ของข้าตั้งใจจะลงมือกับเจ้า ระวังตัวด้วย”

 

“โฮ่? นางต้องการจะเตือนข้างั้นรึ?”

 

มุมปากของเอี้ยจื่อเฟิงยกขึ้นเล็กน้อยแล้วส่งเสียงหึในลำคอ เป็นธรรมดาที่เขาจะไม่เชื่อว่าหลิวหนิงจือจะเป็นห่วงตัวเขาจริงๆ ที่นางเขียนมานี้ก็อาจเป็นเพราะกลัวว่าศิษย์พี่ของตนจะทำเรื่องโง่ๆลงไปก็ได้ จึงกลัวว่าเขาจะถูกไล่ออกจากตระกูลหลิว

 

ความจริงแล้วเอี้ยจื่อเฟิงเองก็สังเกตุเห็นตอนที่หลิวอี้เก๋อเดินออกไปเช่นกัน และยังรู้ดีว่าที่เขาโกรธขนาดนี้ทั้งหมดเป็นเพราะตนเอง

 

บางคนนั้นไม่เห็นว่าคนอื่นดี และเมื่อคนเหล่านี้กลายเป็นศัตรู ก็จะยิ่งทำให้เกิดเรื่องชวนปวดหัวมากขึ้น

 

ทันทีที่ปราณอัคคีได้ลุกขึ้นจากปลายนิ้วของเอี้ยจื่อเฟิง เศษกระดาษแผ่นนั้นก็ถูกเผาไหม้จนเป็นเถ้าธุลี แล้วปลิวออกไปนอกโถงรับรอง

 

“เอาล่ะ กลุ่มต่อไป”

ครั้งนี้เป็นเอี้ยจื่อเฟิงที่เปิดปากเรียก

 

เอี้ยจื่อเฟิงนั้นไม่เคยคิดว่าหลิวอี้เก๋อจะเป็นตัวอันตรายแม้แต่น้อย ยังไงเขาก็ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมีปัญญาทำร้ายตัวเองได้

 

จะเป็นก่อนหน้านี้หรือหลังจากนี้ก็ไม่มีทาง ก่อนหน้านี้ตอนที่เอี้ยจื่อเฟิงอยู่ระดับก่อลมปราณขั้นที่สามแล้วใช้พลังของภูตยุทธ์ก็สามารถจัดการหลิวอี้เก๋อที่อยู่ระดับก่อลมปราณขั้นที่หกได้ หลังจากใช้ยาและฝึกในห้องแรงโน้มถ่วงแล้ว ตอนนี้เขาได้ปีนขึ้นมาอยู่ระดับก่อลมปราณขั้นที่หก ทำไมจะต้องกลัวหลิวอี้เก๋ออีก

 

“ท่านพี่จื่อเฟิง! ท่านยังมีอารมณ์มานั่งจิบชาอยู่ที่นี่อีกหรอ? มา กลับตระกูลเอี้ยกับข้าเดี๋ยวนี้ ข้าหาหมอที่เก่งที่สุดมาให้แล้ว!”

 

เอี้ยเสวี่ยอี๋รีบวิ่งข้ามประตูเขามาทันที ด้านหลังของนางนั้นมีคนรับใช้จำนวนหนึ่งกำลังเดินตามมา แต่ทว่าไม่มีใครไล่ตามนางทันสักคน

 

“คุณหนูเอี้ย ช้าก่อน หากไม่มีคำสั่งจากนายท่าน ข้าคงไม่อาจปล่อยให้ท่านเข้าไปได้!”

 

เมื่อได้ยินเรื่องนี้ เอี้ยเสวี่ยอี๋ก็รู้สึกไม่สบอารมณ์แล้วเลิกคิ้วขึ้น

“เจ้าหมายความว่ายังไง? เจ้าจะให้ข้าต่อแถวที่ยาวเหยียดไปถึงสำนักจนถึงเช้าวันพรุ่งนี้เพื่อรอพบพี่ชายตัวเองงั้นรึ?”

 

“ความจริงแล้วมันก็ไม่ได้นานขนาดนั้นหรอก แค่กลางคืนเอง”

คนรับใช้คนหนึ่งเปิดปากพูดความจริงออกมาโดยไม่ได้ดูบรรยากาศ เมื่อเห็นคนอื่นหันมามองเขาก็ไม่กล้าพูดอะไรต่อ

 

หลิวปิงเฉียนที่เห็นเหตุการณ์ก็ยิ้มแล้วโบกมือก่อนจะพูดว่า

“อืม ไม่ต้องเข้มงวดกับนางมาก ข้าเป็นคนบอกนางเองว่าจะมาเมื่อไหร่ก็ได้”

 

“ในเมื่อคุณหนูใหญ่เป็นคนอนุญาตก็คงจะไม่เป็นไร”

คนรับใช้หลายคนหันมามองหน้ากันก่อนจะถอยออกไป

 

“ขอบคุณมากพี่ปิงเฉียน!”

เอี้ยเสวี่ยอี๋เห็นว่านางช่วยตนเองไว้ ความชอบที่มีต่อนางก็เพิ่มมากขึ้น

 

“นี่เป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ต้องขอบคุณก็ได้”

 

หลิวปิงเฉียนยิ้มออกมาด้วยรอยยิ้มที่ดูอบอุ่น

 

ตลอดทางที่เอี้ยเสวี่ยอี้เดินมา นางรู้สึกเป็นกังวลกับอาการของเอี้ยจื่อเฟิง เมื่อได้ยินผู้คนที่รอต่อแถวอยู่นอกตระกูลหลิวกล่าวยกย่องเอี้ยจื่อเฟิง นางถึงจะเริ่มใจเย็นลงบ้าง

 

แต่เมื่อเข้ามาถึงที่นี่แล้วเห็นว่าเอี้ยจื่อเฟิงไม่ได้บาดเจ็บแม้แต่น้อย แถมกำลังนั่งรับของเยี่ยมไข้ที่สูงกองพะเนินอยู่ด้านหลัง จึงไม่รู้ว่าตอนนี้เขากำลังบาดเจ็บอยู่หรือกำลังใช้โอกาสนี้ทำเงินอยู่กันแน่!

 

“พี่จื่อเฟิง ดูท่านคงจะไม่อยากกลับแล้วสินะ”

 

เอี้ยจื่อเฟิงยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วส่ายหัว

“จะเป็นแบบนั้นได้ยังไง ไม่ว่าที่นี่จะดีแค่ไหนก็ไม่ใช่บ้านของเรา ข้าจะพักอยู่ที่นี่อีกไม่กี่วันเท่านั้น แล้วหลังจากนั้นก็จะเข้าร่วมภารกิจของสำนักในครั้งถัดไป แล้วค่อยกลับบ้านทีหลัง”

 

“อะไรนะ? หลังจากจบภารกิจของสำนัก? นั่นยังเหลือเวลาอีกตั้งสามวัน ท่านตั้งใจจะอยู่ที่นี่ต่อหรอ? คิดว่าท่านลุงหลิวจะอนุญาตหรอ?”

เอี้ยเสวี่ยอี๋อึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะมองไปที่เอี้ยจื่อเฟิงด้วยความประหลาดใจ

 

ที่เอี้ยจื่อเฟิงสามารถอยู่ที่ตระกูลหลิวต่อได้นั้นเป็นเพราะความสามารถของตัวเองล้วนๆ หลังจากที่จวนตระกูลหลิวแน่นจนแม้แต่น้ำหยดเดียวก็ผ่านเข้าไปไม่ได้ตั้งแต่วันแรก นอกจากจะทำให้เขาสามารถอยู่ต่อได้อีกวันแล้ว ยังแสดงถึงอิทธิพลที่เขามีอยู่อีกด้วย

 

แต่หากเอี้ยจื่อเฟิงตั้งใจจะอยู่ต่ออีกสองวัน ก็ถือเป็นอีกเรื่อง เพราะหากจ้าวบ้านไม่อนุญาต ก็จะกลายเป็นว่าเขาทำตัวขี้เกียจไม่อยากไปจากตระกูลหลิว

 

เอี้ยจื่อเฟิงยิ้มอย่างไม่ใส่ใจแล้วมองไปที่หลิวมู่

“ท่านลุงหลิว ของขวัญมากมายเหล่านี้ ข้าคิดว่าตัวเองคงไม่สามารถขนกลับไปทั้งหมดได้ ดังนั้นข้าขอฝากไว้กับท่านลุงหลิวก่อนได้หรือไม่?”

 

แม้ภายนอกจะบอกว่าฝาก แต่ความจริงแล้วหมายถึงการยกให้อีกฝ่าย

 

ยังไงซะของขวัญส่วนใหญ่ที่ได้มาก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการปรุงยาแม้แต่น้อย จึงไม่มีค่าในสายตาของเอี้ยจื่อเฟิง แต่ในสายตาของหลิวมู่นั้น ของเหล่านี้เป็นของที่มีค่าอย่างมาก

 

หลิวมู่หัวเราะดังลั่น

“ในเมื่อเจ้าไม่สะดวกที่จะขนกลับไป ก็พักอยู่ที่นี่ต่ออีกหน่อย ค่อยขนทีหลังก็ได้ ข้าว่าหลังจากนี้อีกสองวันก็ยังมีผู้คนอีกมากต้องการจะมาพบเจ้า การขนย้ายก็จะลำบาก เช่นนั้นก็ฝากทั้งหมดไว้ที่ตระกูลหลิวของข้านี่แหละ”

 

เขาไม่ใช่คนโลภแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่ต้องการเงิน ในเมื่อฟ้าส่งเนื้อมาให้แล้วทำไมถึงไม่กิน?

 

เอี้ยจื่อเฟิงในตอนนี้ก็เปรียบเสมือนกับชามเงินชามทอง ต่อให้เอี้ยจื่อเฟิงไม่พูด หลิวมู่ก็จะเป็นคนเอ่ยปากขอให้เขาอยู่ต่ออยู่ดี

 

เอี้ยจื่อเฟิงยิ้มเล็กน้อยแล้วพยักหน้า จากนั้นเขาก็หันไปมองเอี้ยเสวี่ยอี๋ที่กำลังตกใจอยู่

 

“เอาล่ะ เสวี่ยอี๋ หลังจากที่เจ้ากลับไปแล้ว อย่าลืมบอกคนที่บ้านว่า ไม่ต้องห่วง ข้าจะอยู่ที่ตระกูลหลิวต่ออีกไม่กี่วันเท่านั้น รอจนกว่าภารกิจของสำนักครั้งถัดไปจบลง ข้าค่อยกลับ เข้าใจไหม?”

 

เอี้ยเสวี่ยอี๋แลบลิ้นออกมาหลังจากพูดว่า

“ก็ได้ ข้าเข้าใจแล้ว”

 

ความจริงแล้วนางเป็นห่วงอาการบาดเจ็บของเอี้ยจื่อเฟิงเท่านั้น เมื่อเห็นว่าเขาปลอดภัยดี ความรู้สึกอึดอัดที่อยู่ในใจของนางก็มลายหายไป ดังนั้นนางจึงไม่สนใจเรื่องอื่น

 

“พี่ปิงเฉียน ในเมื่อกลายเป็นแบบนี้แล้ว ข้าคงต้องรบกวนเจ้าเรื่องพี่ของข้าด้วย….”

เอี้ยเสวี่ยอี๋จ้องไปที่หลิวปิงเฉียนด้วยสีหน้าจริงจัง ดวงตาอันงดงามฉายแววยุ่งยาก

 

“ไว้ใจได้เลย”

หลิวปิงเฉียนหัวเราะเบาๆอยู่ครู่หนึ่ง

“อยู่ที่นี่เขาสบายดี ไม่มีปัญหา”

 

หญิงสาวทั้งสองพูดคุยกันอยู่ไม่กี่คำ ก็รู้สึกว่าคุยกันถูกคอ นั่นจึงทำให้พวกนางเสียดายที่ไม่เจอกันให้เร็วกว่านี้

 

เอี้ยจื่อเฟิงยิ้มอย่างไม่ใส่ใจแล้วดึงเอี้ยเสวี่ยอี๋เข้ามาใกล้ก่อนที่นางจะกลับ

 

“พี่จื่อเฟิง ต้องการอะไรอีกหรอ? หากมีอะไรก็บอกกับพี่ปิงเฉียนได้เลย”

 

“การเดินทางไปเมืองเทียนเต๋าครั้งนี้ ข้ามีของขวัญมาฝากเจ้าด้วย ในสายตาคนอื่น มันถือเป็นเครื่องรางนำโชคที่สำคัญมากที่สุด”

 

เมื่อเอี้ยเสวี่ยอี๋ได้ยินเขาพูดว่าเป็นของที่น่าอัศจรรย์ ก็รู้สึกไม่ค่อยเชื่อ

 

“มันจะเป็นของขวัญที่น่าอัศจรรย์ได้อย่างไร ข้าจำได้ว่าท่านนำเงินติดตัวไปเมืองเทียนเต๋าไม่มาก อีกอย่างท่านกลับพูดว่ามันเป็นของนำโชค ข้าว่าท่านออกจะพูดเกินจริงไปหน่อย”

 

“นี่คือเหรียญเบิกทางของสำนักลี้ลับ เจ้าคิดว่าของขวัญชิ้นนี้เป็นยังไง?”

ขณะที่พูด เอี้ยจื่อเฟิงก็แผ่นเหล็กที่รูปร่างคล้ายใบไม้ออกมาจากชายแขนเสื้อ แล้วมอบให้แก่เอี้ยเสวี่ยอี๋

 

เหรียญเบิกทางนี้เป็นสิ่งที่เขาได้มาจากชีจื่อม้อเป็นค่าขอท้าประลอง หากเป็นคนอื่นก็คงจะไม่มีทางยกให้แน่ มีเพียงชีจื่อม้อเท่านั้นที่จะทำเรื่องเช่นนี้ได้

 

“เหรียญเบิกทางของสำนักลี้ลับ? ไม่มีทาง หรือว่านั่นคือสำนักที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดของเมืองเท่ียนเต๋า สำนักลี้ลับนั่นน่ะหรอ?”

ทันใดนั้นดวงตาของเอี้ยเสวี่ยอี๋ก็เปล่งประกาย พร้อมกับมองมาที่เหรียญในมือราวกาับไม่เชื่อสายตาตัวเอง

 

กระทั่งหลิวมู่เองก็ยังรู้สึกตกใจเช่นเดียวกัน เขาผ่านโลกมามาก จึงรู้คุณค่าของเหรียญเบิกทางของสำนักลี้ลับชิ้นนี้เป็นอย่างดี แต่มาตอนนี้เอี้ยจื่อเฟิงกลับมอบเหรียญเบิกทางของสำนักลี้ลับนี้เป็นของขวัญ นี่ถือเป็นการกระทำที่ยิ่งใหญ่มาก! ไม่ใช่ว่ามันจะเป็นผลเสียต่อตัวเขาเองงั้นรึ?

 

เมื่อหลิวปิงเฉียนเห็นสีหน้าพ่อของตนเอง ก็เข้าไปกระซิบที่หูเขาเบาๆว่า

 

“ท่านพ่อ พี่ชายชูเหยียนกับข้าต่างก็ได้เหรียญเบิกทางของสำนักลี้ลับมาเหมือนกัน”

 

“ว่าอะไรนะ? เจ้าเองก็ได้มางั้นรึ?”

หลิวมู่รู้สึกตกตะลึง ในหัวรู้สึกด้านชา

“บ้าน่า เหรียญเบิกทางของสำนักลี้ลับกลายเป็นของดาษๆที่ใครก็หามาได้ง่ายๆตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”

 

เอี้ยเสวี่ยอี๋เล่นเหรียญเบิกทางในมือไปมาโดยที่จับจ้องอย่างไม่วางตา

 

“ชอบรึเปล่า?”

 

“แน่นอนชอบสิ อย่างที่พี่จื่อเฟิงบอก เหรียญเบิกทางของสำนักลี้ลับนี่ถือเป็นเครื่องรางนำโชคที่ดีที่สุด ตราบใดที่ข้ายังหมั่นฝึกยุทธ์จนก้าวขึ้นระดับผู้ฝึกยุทธ์ ด้วยเหรียญนี้ข้าก็จะสามารถผ่านการทดสอบเข้าสำนักลี้ลับได้อย่างง่ายดาย!”

 

หลังจากเอี้ยเสวี่ยอี๋พูดจบก็มีท่าทีเศร้าใจเล็กน้อย

“ฮ่าา..น่าเสียดายที่ข้ายังติดอยู่ระดับก่อลมปราณขั้นที่แปดระดับสูงสุด ยังอีกไกลกว่าจะก้าวถึงระดับผู้ฝึกยุทธ์ ดูท่าความฝันที่จะได้เข้าสำนักลี้ลับจะยังอยู่อีกไกล”

 

แต่ในเมื่อเอี้ยจื่อเฟิงแสดงจุดยืนของตนด้วยการนำของมีค่าเช่นนี้มามอบให้แก่ตนเอง นั่นก็ยิ่งทำให้จิตใจของนางรู้สึกหวั่นไหวมากขึ้นเท่านั้น

 

“พี่จื่อเฟิง ขอบคุณมาก ข้าไม่รู้จะตอบแทนท่านยังไงดี!”

 

เอี้ยจื่อเฟิงยิ้มออกมาเล็กน้อย

“ในเมื่อเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากพูดเรื่องตอบแทน แล้วก็ฟังข้านะ บางทีความฝันที่จะได้เข้าสำนักลี้ลับของเจ้าอยู่อีกไม่ไกลเกินเอื้อม….”

 

ดวงตาของเขาเปล่งประกายขณะที่มองไปยังเอี้ยเสวี่ยอี๋

“บางที ข้าคงจะช่วยเจ้าได้!”

 

==========

 

อุทิศให้คุณพ่อยุทธนา ศิริพัฒนานันทกูร

 

==========

 

ร่วมทำกิจกรรมได้ที่ https://www.facebook.com/RachanTranslations/