ตอนที่แล้วบทที่ 136 (สนับสนุน)
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปบทที่ 138

แปลโดย: zefiroft

 

บทที่ 137 — ศัตรูแต่กำเกิด

 

ข่าวที่เอี้ยจื่อเฟิงไปพักรักษาตัวที่บ้านตระกูลหลิวนั่นแพร่สะพัดไปทั่วเมืองเหลยโจวอย่างรวดเร็ว

 

แม้ว่าบุคคลสำคัญในเมืองเหลยโจวจะไม่เคยใส่ใจเรื่องของคนรุ่นหลังมากนัก แต่กรณีของเอี้ยจื่อเฟิงนั้นต่างออกไป

 

นั่นเพราะครั้งก่อน เอี้ยจื่อเฟิงได้แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพในด้านการค้า ต่อมาเขากับหลิวปิงเฉียนที่เข้าร่วมงานประชันโอสถ ก็ได้สร้างชื่อให้แก่เมืองเหลยโจว อีกทั้งยังเปิดเผยความสามารถในการปรุงยาอันสูงส่ง

 

นักปรุงยานั้นเป็นผู้ที่บรรดาผู้อาวุโสของตระกูลต่างๆอยากจะผูกไมตรีด้วย ในเมื่อตอนนี้เอี้ยจื่อเฟิงได้สร้างชื่อให้กับตนเองแล้ว มันจึงดึงดูดความสนใจของบุคคลสำคัญเหล่านี้ได้

 

สำหรับผลลัพธ์นั้น ทำให้ผู้คนต่างหลั่งไหลมาที่จวนตระกูลหลิวราวกับสายน้ำที่ไม่ขาดสาย เพื่อขอดูอาการเอี้ยจื่อเฟิง

 

ผู้คนมากมายต่างมาต่อแถวกันอยู่นอกจวนตระกูลหลิวตั้งแต่เช้าตรู่ ทันทีที่ประตูเปิดออก กลุ่มคนก็รีบกรูกันเข้าไปข้างใน แล้วตรงเข้าไปยังโถงรับรองของตระกูลหลิว ภายใต้การนำของคนรับใช้

 

“คุณชายเอี้ย ดูนี่ ญาติของข้าจากเมืองหลิงเฟิงนำยามหาฟื้นฟูมาให้ มันช่วยอาการบาดเจ็บของเจ้าได้มาก ทำไมเจ้าไม่ลองดูเสียหน่อยล่ะ?”

 

“ไปไปไป ยามหาฟื้นฟูอะไร ไม่เห็นรึว่าคุณชายเอี้ยแทบหายดีแล้ว? ยังจำเป็นต้องใช้มันอีกทำไม? เคล็ดวิชาเคลื่อนลมปราณของตระกูลถงของพวกข้าต่างหากที่เป็นประโยชน์!”

 

หลิวมู่ขมวดคิ้วแล้วโบกมือไล่

“เอาล่ะ หากทุกท่านอยากพูดอะไรก็รอหลังจากที่คุณชายเอี้ยหายดีเสียก่อน พวกเจ้าค่อยไปเข้าพบเขาที่บ้าน กลุ่มต่อไป….”

 

“หมดเวลาแล้วเรอะ? รู้ไหมพวกข้ามารอต่อแถวข้างนอกตั้งแต่เช้ามืดแล้ว!”

ผู้ที่มาจากตระกูลถงตะโกนออกมาเสียงดังราวกับเด็กที่ไม่พอใจ

 

คนที่อยู่ด้านข้างรีบกระตุกชายเสื้อแล้วยิ้มเจื่อนๆทันที

“ไปกันเถอะ พอย้อนนึกดูแล้ว ตอนที่พวกเราเข้ามา ยังม่ีคนต่อแถวรออยู่ข้างนอกอีกมาก ข้าเกรงว่าต่อให้ถึงเย็นคนพวกนั้นก็ยังไม่ได้เจอคุณชายเอี้ย”

 

แม้ว่าคนจากตระกูลถงจะรู้สึกไม่พอใจ แต่ก็รู้ดีว่านอกจวนตระกูลหลิวนั้นยังมีคนต่อแถวอีกมาก ยังไงซะการมาในครั้งนี้ก็เป็นเพียงการมาเยี่ยมไข้และมอบของขวัญเท่านั้น แต่ก่อนที่ยามจะพาเขาออกไป เขาก็ตะโกนขึ้นมาว่า

“คุณชายเอี้ย หากหลังจากนี้ท่านต้องการปรุงยา โปรดอย่าลืมข้า! ข้ามาจากตระกูลถง!”

 

ตลอดเหตุการณ์ที่ผ่านมานี้นั้น อย่าว่าแต่เอี้ยจื่อเฟิงจะได้พูดเลย แม้แต่เสียงก็ไม่ได้เล็ดลอดออกมาจากปากของเขาแม้แต่น้อย

 

“พี่ชายชูเหยียน นี่มันออกจะแปลกๆนา ข้าเองก็เข้าร่วมงานประชันโอสถกับเจ้าเหมือนกัน แต่คนพวกนั้นกลับปฏิบัติต่อเจ้าราวกับบรรพบุรุษ ในขณะที่กล่าวชมข้าเท่านั้น”

 

หลิวปิงเฉียนหัวเราะแหะๆ นางไม่ได้รู้สึกอิจฉาที่ชื่อเสียงของเอี้ยจื่อเฟิงมีมากกว่าตัวเอง นางแค่รู้สึกสงสัยเท่านั้น

 

“นั่นไม่ใช่เรื่องเข้าใจยาก”

 

เอี้ยจื่อเฟิงยิ้มเล็กน้อย

“ทุกคนรู้ระดับการปรุงยาของเจ้าดี คิดว่าเวลาเพียงหนึ่งเดือนจะทำให้ฝีมือของเจ้าเปลี่ยนไปมากขนาดนั้นเลยรึ? อีกอย่างในเมื่อเจ้าเอาชนะงานประชันโอสถในครั้งนี้มาได้ นั่นก็จะทำให้ค่าตัวเจ้าหลังจากนี้สูงขึ้นอย่างแน่นอน แต่ว่าข้ากลับต่างออกไป ในเมื่อข้าเป็นคนที่โผล่ออกมาจากไหนก็ไม่รู้ คนพวกนั้นก็คงจะขอให้ข้าปรุงยาระดับสูงในราคาต่ำให้เท่านั้น”

 

“แล้ว…ในเมื่อทุกคนรู้เรื่องทักษะปรุงยาของเจ้าแล้ว เจ้าไม่กลัวว่าจะถูกคนอื่นรบกวนหรอกหรอ?”

 

หลิวปิงเฉียนยังจำได้ดีตอนที่เจอกับเอี้ยจื่อเฟิงครั้งแรก เขาสั่งว่าห้ามบอกใครเรื่องทักษะปรุงยาเป็นอันขาด แต่มาตอนนี้ทุกคนในเมืองเหลยโจวกลับรู้เรื่องนี้กันหมดแล้ว

 

“กลัว….แน่นอนข้ากลัว แม้นี่จะถือเป็นปัญหาแต่ก็ถือเป็นโอกาสเช่นเดียวกัน ดังนั้นข้าจะต้องรีบเพิ่มระดับการฝึกยุทธ์ เมื่อข้าหายดีแล้ว พวกเราจะได้ปรุงยาระดับล้ำลึก ข้าจำเป็นต้องแข็งแกร่งขึ้นก่อนที่ภารกิจของสำนักยุทธ์ครั้งต่อไปจะเริ่มขึ้น!”

 

“ภารกิจของสำนักยุทธ์ครั้งต่อไป? เอ….ขอข้าคำนวณดูก่อน การไปเมืองเทียนเต๋าก็ใช้เวลาสิบห้าวันแล้วก็วันเตรียมตัวอีกหลายวัน ดูเหมือนว่ามันใกล้จะถึงวันแล้ว!”

 

หลิวปิงเฉียนนับนิ้วที่ขาวนวลราวกับหยกของตัวเอง แล้วก็ต้องตกใจเมื่อรู้ว่ามันใกล้จะถึงเวลาแล้ว

 

“ใช่แล้ว ใกล้จะถึงเวลาทำภารกิจของสำนักยุทธ์แล้ว คราวนี้ข้าจะใช้แต้มผลงานกับของบางอย่าง”

 

เอี้ยจื่อเฟิงพูดด้วยเสียงที่บางเบา ก่อนจะยกมุมปากขึ้นเผยให้เห็นรอยยิ้ม

 

ทั้งสองกระซิบกระซาบ หยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน เมื่อคนอื่นเห็นภาพนี้ก็อดคิดบางเรื่องไม่ได้

 

เมื่อหลิวมู่เห็นเรื่องนี้แล้วก็รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าที่ควร เขากระแอมไอเป็นการเตือนเอี้ยจื่อเฟิง ว่าควรจะวางตัวอย่างไร

 

อีกด้านหนึ่ง หลิวอี้เก๋อที่จ้องมองที่เอี้ยจื่อเฟิงมาตลอดเวลา ก็จิตใจร้อนรุ่มจนแทบจะระเบิดออกมา

 

“ท่านจ้าวบ้าน พวกเราควรจะไลเจ้าคนนอกนี่ออกไปดีหรือไม่ ที่ภายในตระกูลของเราเอะอะเสียงดัง ทั้งหมดเป็นเพราะคนพวกนั้นมาที่นี่เพื่อเยี่ยมไข้และมอบของขวัญให้เอี้ยจื่อเฟิง ตกลงแล้วที่นี่เป็นตระกูลหลิวหรือตระกูลเอี้ยกันแน่?”

 

หลิวอี้เก๋ออดทนจนถึงขีดจำกัดแล้ว หากเป็นเพียงแค่หนึ่งคืนก็คงจะไม่เป็นไร แต่ทว่าผู้คนมากมายกลับมาต่อแถวอยู่หน้าจวนตระกูลหลิวจนยาวไปถึงประตูของสำนักยุทธ์ เพียงเพื่อขอเยี่ยมไข้เอี้ยจื่อเฟิงตั้งแต่เช้าตรู่ แต่เอี้ยจื่อเฟิงก็ไม่มีท่าทีว่าจะกลับบ้าน และยังนั่งรับของเยี่ยมไข้จากคนอื่นอย่างสบายอารมณ์

 

ทว่าหลิวมู่กลับยิ้มออกมาอย่างใจเย็น

“อี้เก๋อ เปิดใจดูเล็กน้อย แค่ชื่อของเอี้ยจื่อเฟิงก็ทำให้พวกเรามีโอกาสได้ทำความรู้จักกับคนเหล่านี้แล้ว สำหรับตระกูลหลิวแล้วนี่ถือเป็นเรื่องที่มีแต่ประโยชน์ไม่มีโทษ!”

 

เอี้ยจื่อเฟิงนั้นใช้โอกาสนี้แสดงให้ผู้อื่นเห็นว่าทั้งสองตระกูลนั้นสนิทสนมกันอย่างแน่นแฟ้น แต่ทว่าจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์อย่างหลิวมู่เองก็ใช้โอกาสนี้หาประโยชน์เข้าใส่ตระกูลหลิวเช่นเดียวกัน

 

เรียกได้ว่าทั้งสองต่างก็ใช้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน โดยที่ไม่มีผู้ใดมองออกแม้แต่น้อย เป็นเรื่องที่สบบูรณ์แบบอย่างมาก

 

“แต่ว่า…”

 

หลิวอี้เก๋อนั้นเกลียดเอี้ยจื่อเฟิงเข้ากระดูกดำ แค่คำว่า “ผลประโยชน์ของตระกูลหลิว” นั้นไม่อาจทำให้เขาทำใจได้

 

หลายวันที่ผ่านมานี้ เขาเอาแต่คิดหาวิธีจัดการกับเอี้ยจื่อเฟิง

 

“นี่ศิษย์พี่ ไม่ต้องสนใจชายผู้นั้นหรอก แค่คิดซะว่ามันไม่มีตัวตน เป็นเพียงอากาศธาตุก็พอ”

 

หลิวหนิงจือถอนหายใจออกมาเล็กน้อย แล้วเริ่มปลอบใจหลิวอี้เก๋อ

 

“ศิษย์น้อง เจ้าพูดแบบนี้ออกมาได้ยังไง ข้าจำได้ว่าตอนที่เจ้าขอถอนหมั้น ไม่ใช่เจ้ารึที่บอกกับข้าว่าให้หาโอกาสจัดการสั่งสอนมัน?”

หลิวอี้เก๋อตกใจเล็กน้อย สีหน้าของเขายิ่งดูน่าเกลียดมากขึ้นเรื่อยๆ

 

“อดีตก็ส่วนอดีต ปัจจุบันก็ส่วนปัจจุบัน หากมัวแต่คิดยึดติด ก็คงจะไม่ได้ประโยชน์อะไร”

หลิวหนิงจือจดจ้องไปที่เอี้ยจื่อเฟิงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพึมพำออกมา

 

ผู้พูดเผลอพูดออกมาโดยไม่ตั้งใจ แต่ทว่าผู้ฟังกลับตั้งใจฟัง

 

หลิวอี้เก๋อตกตะลึงจนหน้าซีดลงครู่หนึ่ง

“เจ้าว่าข้าไม่มีประโยชน์งั้นหรือ?”

 

“ไม่ใช่ ศิษย์พี่ ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น….”

 

หลิวหนิงจือถูกเอี้ยจื่อเฟิงดึงดูดความสนใจจึงเผลอพูดเรื่องนั้นออกไปโดยไม่คิด เมื่อนึกขึ้นได้ก็รู้สึกเสียใจที่พูดคำเหล่านั้นออกไป

 

“ดี ในที่สุดข้าก็เข้าใจ ทั้งท่านจ้าวบ้านกับพี่ปิงเฉียนต่างก็ทำราวกับข้าเป็นคนนอก…นั่นก็ไม่เป็นไร แต่ตอนนี้แม้แต่ศิษย์น้องก็ดูถูกข้างั้นหรือ?”

 

หลิวอี้เก๋อพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือราวกับจะล้มลงได้ทุกเมือ

 

“ศิษย์พี่ ข้าไปดูถูกท่านตั้งแต่เมื่อไหร่ พวกเราเติบโตมาด้วยกัน แม้ว่าท่านไม่ได้มาจากตระกูลหลิว แต่ข้าก็ไม่เคยคิดว่าท่านเป็นคนนอก”

หลิวหนิงจือมองไปที่หลิวอี้เก๋อพร้อมกับพยายามจะอธิบาย

 

“พอแล้ว! อย่ามาโกหกข้าด้วยคำพูดปลอบใจเช่นนั้น!”

 

หลิวอี้เก๋อส่งเสียงฮึ่มฮ่ำในลำคอ

“พวกเจ้าจะทำตัวสุภาพกับเอี้ยจื่อเฟิงราวกับมันเป็นแขก ราวกับกำลังเกรงกลัวมัน เรื่องของเอี้ยจื่อเฟิง ข้าจะหาทางจัดการด้วยตัวเอง!”

 

ดวงตาอันงดงามของหลิวหนิงจือฉายแววกระวนกระวาย นางรีบไล่ตามเขาไปทันที

“ศิษย์พี่ อย่าทำเรื่องโง่ๆแบบนั้น หากท่านพ่อจับได้ เขาไม่มีทางยกโทษให้ท่านอย่างแน่นอน!”

 

“ช่างสิ ยังไงเขาก็ตั้งใจจะไล่ข้าออกอยู่แล้ว ข้ามันลูกนอกคอกของตระกูลหลิวอยู่แล้ว พอกันที!”

 

“ศิษย์พี่!”

 

หลิวอี้เก๋อเมินคำแนะนำของหลิวหนิงจือ เขาส่งเสียงหึในลำคอด้วยสีหน้าทมึนทึนแล้วเดินออกจากโถงรับรองไปเงียบๆ

 

…..

 

โถงรับรองนั้นมีขนาดใหญ่อีกทั้งยังคับคั่งไปด้วยผู้คน การมีคนเข้าออกจึงถือเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นการที่หลิวอี้เก๋อเดินออกมา จึงไม่มีใครสนใจ พวกเขาล้วนแต่กำลังกล่าวยกย่องเอี้ยจื่อเฟิง เพื่อเอาชนะใจเอี้ยจื่อเฟิง โดยหวังว่าในอนาคตจะได้ขอให้เขาปรุงยาให้

 

บางทีหลังจากงานประชันโอสถจบลง ชื่อของนักปรุงยาอันดับหนึ่งแห่งเมืองเหลยโจวก็คงจะตกเป็นของเอี้ยจื่อเฟิงก็ได้

 

หลังจากเอี้ยจื่อเฟิงส่งผู้อาวุโสกลุ่มหนึ่งออกไปแล้ว ผู้อาวุโสอีกกลุ่มก็เดินเข้ามา ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกได้ว่ามีนิ้วหนึ่งสะกิดมาที่หลังของตนเบาๆ จึงได้ขมวดคิ้วแล้วมองไล่ไปตามแขนอันเนียนนุ่มราวกับดอกบัวขึ้นไป

 

“หลิวหนิงจือ?”

 

ทันทีที่เอี้ยจื่อเฟิงเห็นนาง แววตาที่เคยทอแสงก็เปลี่ยนเป็นหม่นหมองเย็นชาทันที

 

เขาหยุดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า

“เจ้าต้องการอะไร?”

 

ตัวเขาจำไม่ได้แล้วว่าได้พูดคุยกับนางตามปกติครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ บางทีมันอาจไม่เคยเกิดขึ้นเลยก็เป็นได้ ราวกับทั้งสองเป็นศัตรูกันตั้งแต่เกิด

 

“นี่ของเจ้า”

ใบหน้าของหลิวหนิงจือดูซีดเซียวกว่าปกติ เห็นได้ชัดว่านางต้องรวบรวมความกล้าอย่างมากเพื่อมาคุยกับเอี้ยจื่อเฟิง

 

หลังจากพูดจบลง หลิวหนิงจือก็ยัดเศษกระดาษแผ่นเล็กๆใส่มือของเอี้ยจื่อเฟิง

 

“เศษกระดาษ?”

เอี้ยจื่อเฟิงมีสีหน้างุนงง

 

หลังจากนั้นนางก็รีบวิ่งหนีไปทันทีโดยไม่หันกลับมามองเอี้ยจื่อเฟิง

 

หลิวปิงเฉียนที่เฝ้ามองเอี้ยจื่อเฟิงอย่างไม่วางตา ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่มีทางหลุดรอดสายตาของนางไปได้ ทำให้สีหน้ายุ่งยากปรากฎขึ้นบนใบหน้าของนาง

 

“พี่ชายชูเหยียน เศษกระดาษที่น้องข้าให้เจ้า มันเขียนว่าอะไร?”

นางพูดออกมาพร้อมกับพยายามแอบดูข้อความที่เขียนอยู่บนเศษกระดาษในมือของเอี้ยจื่อเฟิง

 

==========

 

อุทิศให้คุณพ่อยุทธนา ศิริพัฒนานันทกูร

 

==========

 

ร่วมทำกิจกรรมได้ที่ https://www.facebook.com/RachanTranslations/