เล่มที่ 2 : บทที่ 1-2 (Alien)

เล่มที่ 2  : บทที่ 1-2  แปลโดยกิลด์เทพอสูร

 

คำพูดของซวนทำให้คนอื่นๆ ตกตะลึง มนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงความชำนาญพิเศษได้ตามต้องการ และยังสามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้ไม่ว่าจะอยู่สถานการณ์ไหน เป็นเหมือนการกระตุ้นขีดจำกัดศักยภาพสูงสุดของเผ่าพันธุ์เรา

“ลองคิดดู ลิงปลคล็อคขีดจำกัดและกลายเป็นมนุษย์ แล้วมนุษย์ล่ะ เมื่อเมื่อไปถึงจุดนั้นแล้วปลดล็อคขีดจำกัดพวกเราจะกลายเป็นอะไร”

เจิ้งรู้สึกว่ามีความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาในหัว แต่เมื่อเขาสงบลง ความคิดนั้นก็หายไป

ซีโร่ผู้ที่เงียบตลอดเวลาอยู่ดีๆ ก็ถามขึ้นมา “เราจะปลดล็อคขีดจำกัดทางพันธุกรรมได้ยังไง? ด้วยยาเสพติดหรืออะไรอย่างอื่น? ”

ซวนโบกมือให้เขา “จำเป็นต้องใช้สารที่คล้ายกับฮอร์โมนหรืออะดรีนาลีน ที่ผลิตขึ้นเฉพาะในร่างกายมนุษย์เราเท่านั้น ประเด็นสำคัญคือ … มันเป็นพิษ คุณคงเคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน เรื่อง แม่ที่ยกรถเพื่อช่วยลูกชายของเธอ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง แต่ไม่นานหลังจากนั้นผู้หญิงคนนี้ก็เสียชีวิต นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบสารนี้ในเลือดของเธอ”

“ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ ที่จะปลดล็อคขีดจำกัดทางพันธุกรรมด้วยความช่วยเหลือจากภายนอก อย่างน้อยที่สุดเราก็ไม่สามารถทำได้ด้วยเทคโนโลยีของเราในปัจจุบัน มันสามารถทำงานได้เฉพาะตัวคุณเองเท่านั้น แน่นอนว่าในตอนนี้ พวกเรายังไม่มีแนวทาง แต่อย่างไรก็ตาม ฉันสงสัยว่ามิตินี้น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับการปลดล็อคขีดจำกัดทางพันธุกรรม มันอาจจะเป็นมิติที่สร้างมนุษย์กลุ่มแรก ที่ปลดล็อคขีดจำกัดทางพันธุกรรมก็ได้”

เจี๋ยหัวเราะ “นายคิดว่าลิงโบราณสามารถสร้างหนังสยองขวัญที่เราดูได้? และอาวุธไซไฟทั้งหมด ที่นายสามารถแลกเปลี่ยน นายคิดว่าพวกมันสามารถสร้างทั้งหมดนี้ได้? ”

ซวนยิ้มอย่างเฉยเมย “ลิงอาจไม่สามารถทำได้ แต่ถ้าสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้น คือปัญญาประดิษฐ์ล่ะ? คอมพิวเตอร์จะไม่วันตาย พวกเขาสามารถบันทึกหนังสยองขวัญของพวกเขา แล้วทำให้เราได้สัมผัสประสบการณ์เดียวกันเหมือนที่พวกเขาเจอ จนกว่าพวกเราจะตาย หรือปลดล็อคขีดจำกัดทางพันธุกรรม หรือจนกว่าพวกเราจะสามารถได้รับคะแนนมากพอเพื่อออกไป คุณคิดยังไงกับสมมติฐานนี้?”

ซีโร่พูดเสียงต่ำว่า “บางทีนายอาจจะพูดถูก แต่ระวังสถานการณ์ในตอนนี้ของเราด้วย ที่ด้านหน้าของพวกเรา ห่างออกไปสามสิบเมตร มีกลิ่นเลือดออกมาจากทางเดินด้านซ้าย ใครจะเป็นคนไปดู?”

เจิ้งขบฟัน “ค่าสถานะของฉันสูงที่สุด ดังนั้นฉันจะไปเอง”

คนอื่นๆ เริ่มเคลียร์เส้นทางโดยไม่ได้พูดอะไร เจี๋ยหยิบปืนขึ้นมาแล้วส่งระเบิดให้กับทุกคน

เจิ้งสูดหายใจลึก เพื่อระงับความกลัวที่เขากำลังรู้สึกอยู่ เขาเดินเบาๆ ไปยังทางเดินด้านซ้าย เนื่องจากความวิตกกังวลที่เขารู้สึกอยู่ในขณะนี้ มันทำให้เขาได้ยินเสียงหัวใจของตนเอง จากนั้นเขาจึงค่อยๆ สัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวเล็กๆ บางอย่างภายในเส้นเลือด มันช่างยอดเยี่ยมจนไม่สามารถอธิบายได้ ทำให้เจิ้งเริ่มเข้าใจอะไรบางขึ้นมาเล็กน้อย ราวกับว่าเขาได้ก้าวเข้าสู่การปลดล็อคขีดจำกัดทางพันธุกรรมขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง

แต่ช่างเสียดายที่สภาพนี้คงอยู่เพียงไม่นาน เมื่อเขามองไปทางด้านซ้ายอย่างระมัดระวัง เขาก็ต้องตกตะลึงและสภาพนี้ก็หายไป เหลือเพียงความสยดสยองที่อยู่ภายในใจของเขา

ทางด้านซ้ายของห้องโถงเต็มไปด้วยเศษชิ้นเนื้อ กระดูก อวัยวะ และเนื้อที่ถูกกองรวมกันไว้ เขาไม่สามารถแยกได้เลยว่านี่เคยเป็นมนุษย์มาก่อน เหลือเพียงเศษเสื้อผ้าฉีกขาดอยู่บนพื้น ไม่มีใครสามารถทำใจได้เมื่อเห็นภาพนี้

เจิ้งหันหน้าเข้าผนังแล้วเริ่มอาเจียนออกมา เมื่อคนอื่นๆ เห็นว่าไม่มีอันตรายจึงวิ่งมาหาเขา หลาน เซี่ยวอี้ และสั่วซี ก็เริ่มอาเจียนออกมาเช่นกัน แม้แต่เจี๋ย ปากของเขากระตุกอยู่เรื่อยๆ เมื่อมองไปที่มัน ซีโร่ แคมปา และซวนนั่งลงด้านของเศษเนื้อและพวกเขาเริ่มตรวจสอบมันอย่างเงียบๆ

แคมปาหยิบเศษเสื้อผ้าขึ้นมาสองสามชิ้น และมองไปที่ซีโร่แล้วพูดว่า “นี่คงเป็นซากของนักเลงสามคนนั้น เนื้อส่วนร่างกาย ของอีกสองคนหายไปแล้ว”

เจิ้งหยุดอาเจียนแล้ว แต่เมื่อได้ยินเรื่องที่พวกเขาคุยกัน เขาเริ่มอาเจียนออกมาอีกครั้ง

“ไม่ ฉันไม่คิดอย่างนั้น” ซีโร่มองเนื้ออย่างวิเคราะห์ “ฉันทดลองแยกบางส่วนออกแล้ว เศษเนื้อส่วนใหญ่เต็มไปด้วยชิ้นส่วนกระดูกที่ถูกบด และอวัยวะส่วนที่สกปรก ลองดูนี่ มันคือส่วนกระดูกสะบักของทั้งสามคน ที่ถูกกองรวมกันเอาไว้ ดังนั้นฉันคิดว่าเอเลี่ยนได้เอาเนื้อส่วนที่กินได้ไปหมดแล้ว”

ไม่มีอะไรเหลือเลย เจิ้งและคนอื่นๆ เริ่มอาเจียนออกมาเรื่อยๆ พวกเขาสัมผัสได้เพียงว่ากระเพาะของพวกเขานั้น กระตุกไม่หยุด อย่างน้อยเจิ้งที่มีร่างกายดีกว่าคนอื่น เขาก็ยังพอเดินต่อไปได้ แต่อีกสี่คนแทบจะยืนไม่ไหว ในขณะที่พวกเขายังคงพิงกำแพงอยู่

เมื่อซวน แคมปา และซีโร่ จบการพูดคุยแล้ว พวกเขาก็เดินมารวมกลับคนอื่น เขาขมวดคิ้วในขณะที่มองมาที่พวกเขา “อันดับแรกเราต้องออกจากตรงนี้ สถานการณ์เลวร้ายกว่าที่เราคาดไว้มาก มีเอเลี่ยนที่เข้าสู่ระยะที่สามแล้ว และ…มันอาจจะอยู่ใกล้ๆ นี้”

เมื่อพูดเสร็จแล้ว ทันใดนั้นซีโร่และแคมปาก็หมอบตัวลงที่พื้น ความหวาดกลัวปรากฏขึ้นในดวงตาของพวกเขา โดยเฉพาะ ซีโร่เขาพูดด้วยเสียงต่ำอย่างรวดเร็ว “มีบางอย่าง ที่อันตรายกำลังตรงมาทางนี้”

คนที่มีชีวิตอยู่บนปากเหวแห่งความตาย มักจะมีสัมผัสที่หกในการรับรู้ถึงอันตราย เมื่อซีโร่และแคมปาหมอบลงที่พื้น เจิ้งรู้สึกว่าหัวใจของเขากำลังถูกบีบอัด เขาไม่สามารถอธิบายความรู้สึกนี้ได้ เขามองไปด้านหลังตามสัญชาตญาณและเห็นเงาขนาดใหญ่

เสี่ยวอี้ยืนอยู่ด้านนอกสุดของกลุ่ม เขาแทบจะยืนไม่ไหว หลังจากที่อาเจียนออกมา เมื่อเห็นเจิ้งมองไปด้านหลังของเขาด้วยด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เขาก็บังคับตัวเองให้ค่อยๆ หันศีรษะกลับไปมอง

มีเอเลี่ยนโตเต็มวัย ที่มีความสูงเกือบสามเมตร และหางที่มีความยาวมากกว่าสามเมตรของมัน มันถูกปกคลุมด้วยเปลือกสีดำเงาวาว หัวขนาดใหญ่ของมันยาวยื่นออกไปด้านหลัง ปากที่เต็มไปด้วยฟันแหลมคม แม้แต่ตรงลิ้นก็เต็มไปด้วยฟันซี่เล็ก ๆ

เสี่ยวอี้มองไปที่ปากของมัน ที่มีน้ำลายไหลย้อยออกมา ก่อนที่เขาจะได้ขยับตัว ลิ้นขนาดใหญ่ของเอเลี่ยนก็เจาะทะลุไหล่ของเขา ลิ้นของมันที่พุ่งออกมามีความเร็วเป็นอย่างมาก จนแม้แต่เจิ้งก็เห็นมันได้เพียงแค่เงา จากนั้นเอเลี่ยนมันลากเสี่ยวอี้ออกไปที่มุมทางเดิน

“อ๊ากกก! ไม่! พี่เจี๋ย พี่เจิ้ง ช่วยผมด้วย! ผมยังไม่อยากตาย!”

เสี่ยวอี้กรีดร้องออกมาเหมือนกับคนเสียสติ แต่พละกำลังของเขาเมื่อเทียบกับเอเลี่ยนแล้วมันเล็กน้อยมาก เขาต่อสู้ดิ้นรนราวกับเด็กทารก มือของเขาพยายามคว้าจับที่มุมกำแพงในขณะที่เอเลี่ยนกำลังลากเขาไปนั้น เขาไม่ยอมปล่อยมือที่จับกำแพงแม้ว่าเล็บของเขาจะฉีกขาดและเปิดออกมา ในที่สุดเอเลี่ยนก็ลากเขาผ่านมุมไป เหลือทิ้งไว้เพียงรอยเลือดห้าสายที่ติดอยู่บนกำแพง จากนั้นทั่วทั้งห้องโถงก็เต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องที่สุดแสนเจ็บปวดและทรมาน ตามมาด้วยเสียงกระดูกที่ถูกบดขยี้ และเสียงฉีกขาดของเนื้อ

 

 

ติดตามข้อมูลข่าวสารนิยายเรื่องนี้ได้ก่อนใครที่ FB: www.facebook.com/IDTR8  หรือพิมพ์ค้นหา นิยายแปล: เกมส์สยองต้องไม่ตาย  Blog: www.idtr8.wordpress.com 

จากตอนปัจจุบันในเพจตอนนี้กลุ่มลับนำไปแล้ว 150+ ตอนน้ะค้า