GDK ตอนที่ 71 ช่วงเวลาอันแสนสุขก่อนเปิดฉากลอบสังหาร

หลังใช้เวลาเตรียมการมาตลอดทั้งวัน  เมื่อพลบค่ำ
หานซั่วและฟีบี้ก็นั่งรถม้าเพื่อไปยังสมาคมพ่อค้าตระกูลบูซท์ที่อยู่ทางตอนใต้ของเมือง
ในรถม้านั้น  หานซั่วและฟีบี้นั่งติดกันแบบไหล่ชนไหล่  หน้าไม้รูปทรงแบบดั้งเดิม  ตกแต่งด้วยลวดลายที่แกะสลักอย่างประณีตจำนวน  2  คัน  วางอยู่ตรงหน้าของทั้งคู่  พร้อมด้วยมีดสั้นอีกเล่มหนึ่งที่ส่องประกายเป็นแสงสีเงิน
“หน้าไม้กับมีดเล่มนี้มีคุณภาพดีกว่าของที่ท่านได้มาจากพวกหน่วยรบหมาป่าค่ะ  ข้ายกทั้งหมดให้ท่านแบบไม่คิดเงินนะคะ”
ฟีบี้ใช้ผ้าไหมในมือบรรจงเช็ดทำความสะอาดดาบยาวของเธอ  ขณะพูดอย่างเย็นชากับหานซั่ว
หานซั่วหยิบทั้งหน้าไม้และมีดสั้นมาถือเล่นในมืออย่างหน้าชื่นตาบานจนแทบวางไม่ลง    พร้อมรู้สึกชื่นชอบในความใจดีของฟีบี้  จึงหันไปพูดกับเธอพร้อมเสียงหัวเราะเบา  ๆ
“อย่าเพิ่งคาดหวังอะไรในตัวข้ามากไปสิครับ  ข้าอาจจะไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่ท่านคิดก็ได้  หน้าที่ของข้าคือคอยระวังอันตราย  และต่อสู้สนับสนุนให้ท่านเท่านั้นเอง  คนที่ต้องลงมือก็คือท่านเองอยู่แล้วนี่นา”
“ข้ารู้ค่ะ  คอยฟังคำสั่งข้าก็แล้วกัน  ข้าจะคอยบอกท่านเองว่าต้องทำอะไร”
ฟีบี้กลอกตามองหานซั่วอย่างขุ่นเคือง
หานซั่วเอาขวดเล็ก  ๆ  ขวดหนึ่งออกมาจากแหวนมิติและค่อย  ๆ  เทผงบางอย่างลงบนปลายนิ้ว  เขาใช้ผงนั่นเคลือบปลายมีดสั้นและปลายแหลมของลูกดอกหน้าไม้อย่างระมัดระวัง  ก่อนจะรีบทำความสะอาดปลายนิ้วของตัวเอง
ฟีบี้สงสัยในการกระทำของหานซั่ว  และแนบตัวเธอเข้ามาใกล้ขึ้นอีกเล็กน้อยเพื่อสังเกตสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ครู่หนึ่ง  และถามด้วยความสับสน
“ท่านทำอะไรน่ะ?”
มวลกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นดอกกล้วยไม้ลอยมาต้องจมูกของหานซั่วตอนที่ฟีบี้เขยิบเข้ามาใกล้    เขาเผลอหันไปมองเธอแว่บหนึ่งพร้อมกับหัวใจที่กำลังโลดเต้นอย่างบ้าคลั่ง  วันนี้…ฟีบี้ไม่ต่างกับหานซั่ว    เธอแต่งชุดรัดรูปสีดำเพื่ออำพรางตัว  ชุดที่รัดแน่นนั้นเผยให้เห็นส่วนโค้งเว้าของทรวดทรงองค์เอวที่น่าถวิลหาของฟีบี้อย่างชัดเจน  พวงแก้มทั้งสองข้างของเธอดูน่ารัก  พร้อมท่าทีการมองด้วยดวงตาเป็นประกายสดใสคู่นั้น  ยิ่งทำให้ใบหน้าของเธองดงามจนน่าตื่นตะลึง  ทุกองค์ประกอบล้วนทำให้ทั้งหัวใจและหัวของหานซั่วพุ่งพล่านจนแทบคุมสติไม่อยู่
ข้ามีแฟนนี่อยู่แล้วนี่นา…ถึงฟีบี้จะน่ารักมาก  แต่บุคลิกของเธอก็เย็นชาไปหน่อย  แถมยังมีภาระที่เต็มไปด้วยอันตรายมากมายเกินไป  หานซั่วคิดอยู่เงียบ  ๆ  คนเดียวในใจก่อนจะหันหน้าไปทางอื่น  และเพ่งสมาธิไปกับการเคลือบปลายคมมีดและปลายลูกดอกของเขาต่อ  ก่อนจะตอบคำถามเธอด้วยท่าทีเขิน  ๆ
“ไม่มีอะไรหรอกครับ  ข้าก็แค่เอาผงยาพิษมาทาบนอาวุธของข้านิดหน่อย”
“อะไรนะ  !!!    น่ารังเกียจ!!!  ไร้ยางอายที่สุด!!!  ทำแบบนี้ผิดกฎของจักรวรรดินะคะ  ถ้ามีใครรู้เข้าล่ะก็  ท่านเจอปัญหาใหญ่แน่!
สีหน้าของฟีบี้เต็มไปด้วยความรังเกียจเหยียดหยาม  ขณะพูดกับหานอย่างเย็นชา
“ไม่เห็นเป็นไรเลย…  ไหน  ๆ  ภารกิจที่พวกเรากำลังจะทำกันวันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องน่ายกย่องชมเชยเท่าไหร่อยู่แล้ว    อีกอย่าง…ไม่มีใครรู้เรื่องนี้หรอกครับ  หึหึหึ
ท่านเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับข้า  และข้าก็เชื่อว่าท่านไม่โง่พอที่จะหาเรื่องใส่ตัวขนาดนั้นหรอก”
หานซั่วหัวเราะเบา  ๆ  อย่างชั่วร้าย  และพูดอย่างภาคภูมิใจ
ฟีบี้กระอักกระอ่วนด้วยความโกรธเล็กน้อยเมื่อได้ยินที่หานซั่วพูด  แต่ในเมื่อเธอเป็นคนขอให้เขาช่วยเองเธอจึงทำได้เพียงพ่นลมอย่างดูถูก  และไม่สามารถบ่นอะไรมากกว่านั้นได้อีก
เมื่อหานซั่วทาผงยาพิษลงบนปลายลูกดอกและมีดสั้นเรียบร้อยแล้ว  เขาก็คิดอยู่ครู่หนึ่ง  ก่อนจะดึงเอาเข็มโลหะจำนวนหนึ่งออกมาจากขากางเกง  และทาผงยาพิษตัวเดียวกันลงบนปลายเข็มโลหะทุกเล่มด้วยท่าทีคล่องแคล่ว  เมื่อฟีบี้เห็น  เธอก็ได้แต่พ่นลมดูถูกเบา  ๆ  อีกครั้งอย่างขัดใจ  และดูเหมือนกำลังพยายามอย่างมากเพื่อที่ข่มอารมณ์โกรธเอาไว้
เมื่อเขาจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว  หานซั่วก็เก็บอาวุธทั้งหมดไป  พลางมองหน้าฟีบี้พร้อมกับถามคำถาม
“จริงสิ  ทำไมท่านถึงไม่เล่นงานโกรเวอร์ไปเลยล่ะครับ  มาวางแผนฆ่าเจ้าพวกลิ่วล้อไร้ประโยชน์สองคนนี่ทำไมกัน?”
“โกรเวอร์ครอบครองสิ่งของอันตรายบางอย่างที่เป็นของสมาคม  และฝากของพวกนั้นไว้กับเมียเก็บที่เขาไว้ใจค่ะ  ซึ่งถ้าโกรเวอร์ตาย  เมียเก็บคนนั้นของเขาจะต้องเปิดเผยของเหล่านั้นให้สาธารณะชนรู้  แล้วพวกเราก็จะได้รับผลกระทบที่ร้ายแรงมากเลยทีเดียวค่ะ  เพราะฉะนั้น
ก่อนที่จะฆ่าโกรเวอร์  ข้าต้องหาให้ได้ก่อนว่าเมียเก็บคนนั้นคือใคร  และเอาของเหล่านั้นกลับคืนมา”
ฟีบี้หันมามองหานซั่ว    และอธิบายให้เขาฟังอย่างไม่เต็มใจนัก
ยิ่งสมาคมพ่อค้ามีขนาดใหญ่มากเท่าไหร่  ก็ยิ่งต้องรับมือกับเงามืดที่ย่างกรายเข้ามามากขึ้นเท่านั้น  การรับของที่หานซั่วขโมยมาจากหน่วยรบหมาป่าของพวกออร์คก็เป็นตัวอย่างที่ดี  เพราะเดิมที
ของเหล่านั้นเป็นของที่ขโมยมาจากร้านค้าของเมืองดรอล  ซึ่งจักรวรรดิก็ประกาศอย่างเป็นทางการมานานแล้วว่า  หากผู้ใดเก็บของเหล่านั้นได้  จะต้องนำมาส่งคืน
เท่ากับว่าการแลกเปลี่ยนของเฟเบียนและหานซั่วนั้น  เป็นภัยต่อกฎของจักรวรรดิอย่างชัดเจน  หากทางจักรวรรดิล่วงรู้ถึงวิธีการนี้ของสมาคมพ่อค้าตระกูลบูซท์แล้วล่ะก็  สมาคมฯ
จะต้องถูกลงโทษอย่างไม่มีวันหนีพ้น
โดยเฉพาะสมาคมพ่อค้าตระกูลบูซท์ที่น่าจะมีการแลกเปลี่ยนซื้อขายผิดกฎหมายลักษณะนี้อีกเป็นจำนวนมาก    และในเมื่อ
“ของอันตราย”  ที่เธอว่า  กำลังอยู่ในมือของโกรเวอร์  จึงไม่น่าแปลกใจที่ฟีบี้ยังไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามกับโกรเวอร์โดยตรง
ทั้งสองคนถกกันต่อถึงรายละเอียดด้วยเสียงแผ่วเบา  ก่อนที่รถม้าจะหยุดลงโดยที่ไม่มีใครทันรู้ตัวแล้วคนขับรถม้าที่นั่งอยู่ด้านหน้าบอกด้วยเสียงนุ่มนวล
“นายหญิงน้อยครับ  เรามาถึงประตูหลังของสมาคมแล้วครับ”
“ไปกันเถอะ!
ฟีบี้ปรายตามองหานซั่ว  และพุ่งตัวนำออกไปทันที  ในขณะที่หานซั่วยื่นหน้าออกไปเพื่อหันมองลาดเลา  ก่อนจะกระโดดตามลงไปเช่นกัน

 

“นายหญิงน้อย  รีบเข้าไปเถอะขอรับ  ระวังตัวด้วย
โกรเวอร์เพิ่งออกจากสมาคมพร้อมกับลูกน้องเก่ง  ๆ  อีกกลุ่มหนึ่ง  ข้าไม่ทราบว่าพวกเขาไปที่ไหน  แต่มักจะกลับมาก่อนฟ้าสางเสมอเลยขอรับ”
ทหารยามแก่ชราผู้เฝ้าประตูหลังของสมาคมพ่อค้าตระกูลบูซท์คนหนึ่งร้องบอก  ก่อนจะรีบเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างเพื่อให้ฟีบี้และหานซั่วเข้าไปทันทีที่เห็นพวกเขามาถึง…
“พวกเรารบกวนเจ้ามากมายเลยจริง  ๆ”
ฟีบี้พูดกับชายชราคนนั้น  เธอมองหน้าหานซั่วและรีบเข้าไปภายในสมาคมทันที  หานซั่วตามหลังฟีบี้ไปติด  ๆ  และพุ่งตัวไปข้างหน้าด้วยความเร็วเช่นกัน
“ถึงส่วนใหญ่จะมีแต่ลูกน้องของโกรเวอร์ที่คอยควบคุมสมาคมแต่ข้ายังพอสั่งการพวกคนเก่าคนแก่ได้บ้าง  เพราะโกรเวอร์ไม่เคยรับรู้ความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับพวกเขา…  ข้างในยังมีทหารยามอีกมากนะคะ  เราต้องระวังตัวให้ดีที่สุด  ไม่งั้นล่ะก็
ไม่เพียงแต่แผนลอบสังหารของพวกเราจะล่มเพราะถูกพบตัวเข้า  แต่มันจะยากยิ่งกว่าค่ะ  ถ้าจะหนีออกไปจากที่นี่แบบยังมีชีวิต”
ฟีบี้คุ้นเคยทุกซอกทุกมุมของสมาคมพ่อค้าตระกูลบูซท์เป็นอย่างดี  ขณะที่เธอหลบเลี่ยงเหล่าทหารยามในหลายพื้นที่  และนำทางหานซั่วด้วยความเร็วสม่ำเสมอ  เธอจึงไม่ลืมที่จะเตือนเขาในระหว่างนั้น
เวลานั้น  ทุกอย่างล้วนมืดสนิท  ไม่มีแม้แต่แสงจันทร์ที่คอยสาดส่อง  เพราะชั้นเมฆหนาสีเข้มที่ซึมซับแสงทุกอย่างไว้อย่างสมบูรณ์  แม้แสงไฟจากโถงทางเดินในอาคารของสมาคมพ่อค้าตระกูลบูซท์ก็ส่องออกมาได้ไม่มากนัก
ด้วยความสามารถระดับจอมดาบของฟีบี้  ร่างกายที่คล่องแคล่วว่องไวของเธอจึงสร้างความประหลาดใจให้หานซั่วเป็นอย่างมาก  เพราะร่างของเธอที่แทบจะพุ่งลอยไปด้วยความเร็วสูงอย่างไร้ซึ่งซุ่มเสียงใด  ๆ
แก่นมนตราของหานซั่วเองก็กำลังหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง  พลางรู้สึกตกตะลึงกับประสาทสัมผัสที่พิเศษจนผิดธรรมดาของตัวเขาเองในยามที่ใจสงบ  แม้ความมืดสนิทของคืนที่ไร้แสงไฟก็ไม่อาจทำให้เกิดอุปสรรคต่อทัศนวิสัยของเขาแต่อย่างใด  อีกทั้งยังมองเห็นปลาที่กำลังว่ายอยู่ในสระน้ำเบื้องล่างภูเขาจำลองที่อยู่ไกลออกไปได้อย่างชัดเจน  เขาได้ยินแม้กระทั่งเสียงฝีเท้าในระยะไกล  และเสียงพูดคุยของคนในห้องที่เขาวิ่งผ่าน
แม้เป็นช่วงที่หานซั่วต้องเดินด้วยท่าทีสงบนิ่งก็ยังถือว่ารวดเร็วไม่ต่างกัน  เขาตามหลังฟีบี้อย่างไร้ซุ่มเสียงราวกับเสือที่กำลังออกค้นหาเหยื่อ   
ทันใดนั้นเอง  หานซั่วก็รีบคว้าตัวฟีบี้ไว้  ก่อนจะลากเข้าไปซ่อนในรอยแยกของภูเขาจำลองที่อยู่ข้าง  ๆ
รอยแยกของภูเขาจำลองนั้นแคบอย่างถึงที่สุด  หน้าอกของทั้งคู่ชิดติดกันอย่างแนบแน่น  ทำให้หานซั่วสัมผัสหน้าหน้าอกกลมกลึงของฟีบี้อย่างเต็มที่  ใบหน้ามีเสน่ห์ของเธอเต็มไปด้วยโทสะขณะที่จ้องมองหานซั่วอย่างโกรธเกรี้ยว  จนสองตาของเธอราวกับกำลังจะลุกเป็นไฟ
“ชู่วว์!
หานซั่วยกนิ้วข้างหนึ่งขึ้นมาที่ปากเพื่อเตือนให้เงียบ  ในขณะที่ตาของเขาก็กวาดมองไปรอบ  ๆ  และส่งสัญญาณให้ฟีบี้เห็นถึงสถานการณ์บางอย่างที่อยู่เหนือความคาดหมาย
แม้หานซั่วจะส่งสัญญาณเตือน  แต่ความกราดเกรี้ยวบนใบหน้าของฟีบี้ก็ยังไม่จางหายไป  คอระหงสีขาวของเธอเริ่มแดงระเรื่อเพราะความอาย  ต้นขาของทั้งคู่เบียดถูกันไปมา  และต่างสัมผัสได้ถึงเสียงหัวใจของอีกฝ่ายอย่างชัดเจนผ่านหน้าอกที่แนบชิดกัน  จนเกิดเป็นบรรยากาศกระอักกระอ่วนอย่างอธิบายไม่ถูกระหว่างพวกเขาทั้งสองคน
ดูเหมือนฟีบี้จะเขินอายเกินกว่าจะมองหน้าหานซั่วได้ตรง  ๆ  เธอจึงยื่นแก้มไปที่ข้างหูของเขา  และพูดด้วยเสียงที่เบาอย่างที่สุด  พร้อมลมหายใจที่กลิ่นเหมือนดอกกล้วยไม้
“ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นล่ะก็  ข้าจะฆ่าท่าน”
หานซั่วตื่นตกใจขณะที่พยายามควบคุมจังหวะหายใจและตั้งสมาธิ  แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร  เขาได้ยินเสียงฝีเท้าที่แผ่วเบามากของใครบางคนกำลังใกล้เข้ามา  จึงตั้งใจจะรีบหันหน้าไปเตือนฟีบี้ถึงอันตราย  แต่กลับทำให้ริมฝีปากนุ่ม  ๆ  ของฟีบี้ที่กำลังกระซิบเบา  ๆ  อยู่ข้างหูของหานซั่ว  ประทับเข้าที่แก้มของเขาอย่างพอดิบพอดี
ฟีบี้เริ่มสูดหายใจเป็นจังหวะด้วยความโกรธที่กำลังปะทุแรงขึ้นเรื่อย  ๆ  แต่เพราะหานซั่วหันหน้ามาลำบาก  จึงพยายามใช้สายตาจ้องเขม็งไปที่เธอเพื่อเตือนให้ระวัง
เพราะฟีบี้เป็นถึงจอมดาบ  จิตใจของเธอจึงแข็งแกร่งเช่นกัน  แม้จะเป็นช่วงเวลาวิกฤติเช่นนี้  เธอสูดหายใจเข้าลึก  ๆ  เพียงครั้งเดียว  ก็ควบคุมหัวใจที่เคยเต้นรัวอย่างรวดเร็วให้สงบได้ทันที  อย่างไรก็ตาม
การสูดหายใจของเธอครั้งนั้นจึงทำให้หน้าอกอวบอิ่มของเธอยกสูงขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ  ทำเอาหานซั่วแทบคุมสติไว้ไม่อยู่จนเกือบร้องครางออกมา
สัมผัสแห่งลมของข้าตรวจพบกระแสลมปั่นป่วนแถวนี้  แล้วข้าเองก็มาด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่ทำได้แล้วนี่นา  ทำไมถึงไม่พบอะไรเลยล่ะหรือช่วงหลัง  ๆ  นี้ข้าจะหย่อนยานเกินไปหน่อยหรือเปล่านะ?”
เสียงของชายคนหนึ่งบ่นพึมพำกับตัวเองดังขึ้นไม่ไกลจากพวกเขาทั้งสองคนนัก
เสียงฝีเท้าที่แผ่วเบาอย่างถึงที่สุดนี้จะดังขึ้นให้ได้ยินก็ต่อเมื่อเข้ามาใกล้มากแล้ว  ถ้าฟีบี้ไม่ได้เพ่งสมาธิจนถึงขีดสุด  ก็ยากเกินกว่าที่จะสัมผัสได้ถึงเสียงฝีเท้าแบบนี้ได้เลย  หากไม่ได้อยู่ในระยะใกล้
ชายคนนั้นเป็นนักเวทย์ธาตุลม  จึงสามารถใช้พลังเวทมนตร์แห่งสายลมในการยกตัวจนร่างกายมีน้ำหนักเบาขึ้นอย่างมหาศาล  ทำให้ความเร็วในการเดินจะรวดเร็วกว่าทั้งนักรบและนักเวทย์ในสายอื่น  ๆ  และแทบไม่มีเสียงฝีเท้าให้ได้ยิน  จึงไม่น่าแปลกใจที่จอมดาบที่แข็งแกร่งอย่างฟีบี้จะไม่สามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวของเขาขณะกำลังใกล้เข้ามาได้เลย
ชายผู้นั่นสำรวจบริเวณรอบ  ๆ  อยู่ครู่หนึ่ง  แต่แล้วเขาก็จากไปอย่างไร้สุ้มเสียง  ทิ้งให้หานซั่วและฟีบี้ใจหายใจคว่ำอยู่ที่เดิม
อย่างไรก็ตาม  ฟีบี้ยังไม่กล้าทำอะไรสุ่มเสี่ยง  เพราะกลัวอย่างที่สุดว่าการตัดสินใจของเธอจะบกพร่องอีก  ดวงตาที่สดใสเป็นประกายของเธอจ้องมองหานซั่ว  เพื่อรอคำตอบจากสีหน้าของเขา
ไม่นานนัก  หานซั่วก็ถอนหายใจและบอกเธอด้วยเสียงแผ่วเบา
เขาไปแล้วล่ะครับ
ทันทีที่เขาพูดจบ  ฟีบี้ก็ใช้ทั้งมือและขาผลักตัวเองออกจากรอยแยกของภูเขาจำลองนั่นทันที  เธอก้มหน้าลงและพูดด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว
ครั้งนี้  ข้าจะปล่อยผ่านไปก่อน  แต่ถ้าคราวหน้าเกิดอะไรแบบนี้ขึ้นอีกล่ะก็  หาที่ซ่อนให้มันกว้างกว่านี้หน่อยสิคะ  ไม่อย่างนั้นล่ะก็  ข้าไม่ปล่อยท่านไปง่าย  ๆ  แน่
เมื่อพูดจบ  ฟีบี้ก็สำรวจพื้นที่โดยรอบ  และกำลังจะมุ่งหน้าตรงไปยังอีกทิศทางหนึ่งแล้ว  แต่เธอก้าวออกไปได้เพียงสองก้าว  ก็สังเกตว่าหานซั่วกำลังฉีกยิ้มอย่างเหม่อลอย  และยังไม่มีทีท่าว่าจะตามมา  ฟีบี้จึงหันมาเอามือเท้าเอวพร้อมกับดุเขา
ไม่อยากได้เหล็กไหลแล้วใช่มั้ยคะ?”
มาแล้วคร้าบ!”
หานซั่วตอบและรีบตามไปอย่างยอมจำนน  พลางคิดว่า
หากสถานการณ์เกิดคับขันขึ้นมาจริง  ๆ  จะไปหาที่กว้าง  ๆ  ซ่อนตัวทันได้ยังไงกัน
แต่หลังจากนั้น  ทั้งคู่ก็ไม่ได้เจอกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันอะไรอีก  ฟีบี้นำทางหานซั่วเข้าไปลึกขึ้นเรื่อย  ๆ  พลางหลบหลีกเหล่าทหารยามไปได้หลายกลุ่ม  จนในที่สุด
ก็มาถึงห้องของดาร์เนลและยูนา
เตรียมตัวให้พร้อม  รอให้เจ้าพวกสุนัขรับใช้นั่นกลับมาก่อนเถอะ!”
ฟีบี้พูดผ่านฟันที่ขบแน่นด้วยความโกรธขณะเข้าไปในห้องนั้น  ราวกับว่าอยากปลดปล่อยและระบายอารมณ์คับแค้นใจเมื่อครู่นี้มาลงกับพวกนั้นแทน
เช่นนั้นแล้ว  หานซั่วและฟีบี้จึงง่วนอยู่กับการเตรียมตัวตามแผนลอบสังหารสมุนผู้ภักดีของโกรเวอร์ที่กำลังจะกลับมาในเวลาอีกไม่นาน

 

…………………………………

ติดตามอัพเดทและอ่านตอนต่อไปทันที ที่นี่ >>> Facebook : Louktan Translate นิยายแปลไทย

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น