เทพปีศาจหวนคืน บทที่ 11 เล่นกับไฟ

เทพปีศาจหวนคืน บทที่ 11 เล่นกับไฟ

Tr. Coffee Prince

 

ฟางหยวนขมวดคิ้วเล็กน้อย ด้วยประสบการณ์ 500 ปีของเขาทำให้เขาได้กลิ่นการสมรู้ร่วมคิดบางอย่าง

เขากระพริบตาก่อนจะคลายปมที่ผูกอยู่ระหว่างคิ้วของเขาออก “ตอนนี้ข้ากำลังหิวอยู่พอดี เจ้าเข้ามาสิ”

หน้าประตูห้องเฉินซุ้ยที่ถือถาดอาหารเอาไว้ในมือยกมุมปากขึ้นและเผยรอยยิ้มอันเย็นชาออกมา แต่เพียงเมื่อเธอผลักประตูเข้าไป ใบหน้าของเธอกลับกลายเป็นน่ารักสุภาพอ่อนโยนไปในทันที

“นายน้อยฟางหยวน อาหารและสุราเหล่านี้กลิ่นหอมเป็นอย่างยิ่ง ข้าสามารถได้กลิ่นมันแม้ว่าจะเพียงถือมันเอาไว้เท่านั้น” เธอใช้เสียงอันอ่อนหวานกล่าวออกมาพร้อมกับวางถาดอาหารลงบนโต๊ะ จากนั้นเธอจึงจัดแจงอาหารและรินสุราให้แก่เขา

“นายน้อยโปรดนั่งลงก่อน และเพื่อความสุขของนายน้อย สาวใช้ผู้ต่ำต้อยของท่านขออาจเอื้อมอยู่เป็นเพื่อนดื่มกับนายน้อยในวันนี้เองเจ้าค่ะ” เธอส่งยิ้มหวานให้กับฟางหยวนก่อนจะใจกล้าดึงร่างของฟางหยวนให้นั่งลงบนเก้าอี้ จากนั้นเธอจึงหย่อนตัวนั่งลงบนตักของฟางหยวนและเอนกายลงซบอกของเขาพร้อมกับแสร้งทำเป็นหญิงสาวขี้อายก่อนจะกระซิบที่ข้างหูของเขาดอย่างแผ่วเบา “นายน้องฟางหยวน สาวใช้ผู้นี้ชอบท่านมาตลอด ไม่ว่าท่านจะอยู่ในนภาที่เท่าใด ข้าก็จะอยู่เคียงข้างและปลอบโยนท่านเสมอ คืนนี้สาวใช้ของท่านยินดีใช้เรือนร่างของเธอมอบความสุขให้แก่นายน้อยเจ้าค่ะ”

วันนี้เธอแต่งตัวมาได้งดงามเป็นอย่างยิ่ง

เธอทาริมฝีปากด้วยสีเชอร์รี่ เมื่อเธอกระซิบที่ข้างหูของเขา ลมหายใจของเธอกระทบกับใบหูชั้นในของเขาอย่างแผ่วเบา และเพราะเธอนั่งอยู่บนตักของเขา เขาจึงสามารถรับรู้ได้ถึงส่วนเว้าส่วนโค้งบนร่างกายอันอ่อนนุ่มของเธอได้อย่างชัดเจน

“นายน้อย ข้าจะป้อนสุราให้แก่ท่าน” เฉินซุ้ยยกถ้วยสุราขึ้นมาจิบก่อนที่จะจ้องมองไปยังฟางหยวนพร้อมกับเผยอริมฝีปากของเธอขึ้นมาและค่อยๆโน้มริมฝีปากของเธอไปยังริมฝีปากของฟางหยวน

แต่การแสดงออกของฟางหยวนกลับเย็นชาไร้อารมณ์ราวกับว่าสิ่งที่อยู่บนตักของเขาเป็นเพียงรูปปั้นหินก้อนหนึ่งเท่านั้น

เมื่อเฉินซุ้ยเห็นท่าทีของฟางหยวน เธอรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อยในตอนแรก แต่เมื่อริมฝีปากของเธออยู่ห่างจากริมฝีปากของเขาเพียงไม่กี่นิ้ว เธอจึงกลับมาเชื่อมั่นและเย้ยหยันเขาอยู่ภายในหัวใจอีกครั้ง ‘ทำเป็นเย็นชา เชอะ!’

เป็นจังหวะนี้เองที่ฟางหยวนได้กล่าวบางสิ่งออกมาด้วยน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยเหยียดหยัน “เจ้ากำลังเล่นอยู่กับไฟ”

ใบหน้าของเฉินซุ้ยแข็งค้าง เธอรีบกลืนสุราลงคอไปและพยายามหาถ้อยคำเยินยอ “นายน้อย ท่านกล่าวสิ่งใด…”

ดวงตาของฟางหยวนส่องประกายเย็นชาออกมา เขาจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเฉินซุ้ยก่อนจะวางมือลงบนลำคอของเธอและค่อยๆกดมันลงไป ดวงตาของเฉินซุ้ยหดเล็กลงพร้อมกับน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก “นายน้อย ท่านจะทำร้ายข้าเช่นนั้นหรือ?”

ฟางหยวนไม่ตอบแต่กลับค่อยๆบีบลำคอของเธอแน่นขึ้นและแน่นขึ้นเรื่อยๆ

“นายน้อยฟางหยวน สาวใช้ผู้นี้เริ่มกลัวแล้วนะเจ้าคะ” เฉินซุ้ยเริ่มหายใจลำบากและเริ่มหงุดหงิด เธอใช้มือของเธอจับไปที่มือของฟางหยวนและพยายามแกะมือของเขาออก แต่เธอกลับพบว่ามือของฟางหยวนแข็งราวกับเหล็กและไม่สามารถดึงมือของเขาออกไปได้เลย

“ดูเหมือนลุงกับป้าจะให้เจ้ามายั่วยวนข้า นี่หมายความว่ามีบางคนรอคอยอยู่ข้างล่างเรียบร้อยแล้ว” ฟางหยวนหัวเราะเสียงเย็น “แต่เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นผู้ใดกัน เจ้าคิดว่าสามารถใช้กองขยะที่เน่าเสียบนหน้าอกของเจ้ากับข้าได้เช่นนั้นหรือ?”

ในขณะที่เขากล่าวถ้อยคำเหล่านี้ เขาก็ใช้มือซ้ายของเขาบีบไปที่หน้าอกของเธออย่างไร้ความปรานี

ดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้นเมื่อเธอรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่พุ่งเข้าสู่หน้าอกของเธออย่างกะทันหัน

ความเจ็บปวดอันรุนแรงทำให้ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยหยาดน้ำ เธออยากจะกรีดร้องออกมาแต่ฟางหยวนกลับบีบลำคอของเธอเอาไว้จนแน่น เธอทำได้เพียงสะอึกสะอื้นเป็นครั้งคราวและเริ่มต่อต้านมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะในขณะนี้เธอกำลังจะหายใจไม่ออก

แต่เป็นเวลานี้เองที่ฟางหยวนค่อยๆคลายมือของเขาออก

เฉินซุ้ยรีบเปิดปากสูดหายใจอย่างหนักหน่วงและทำให้เธอถึงกับเกิดอาการไอออกมาอย่างรุนแรง ฟางหยวนหัวเราะออกมาก่อนจะใช้มือหยิกแก้มของเธอเบาๆและกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่แยแส “เฉินซุ้ย เจ้าคิดว่าข้าสามารถฆ่าเจ้าได้หรือไม่?”

หากฟางหยวนคำรามใส่เธอราวกับปีศาจร้าย เธอคงจะตอบโต้อย่างรุนแรง แต่ฟางหยวนกลับยิ้มและใช้น้ำเสียงอันแผ่วเบา ในการถามว่าเขาสามารถฆ่าเธอได้หรือไม่ นี่จึงทำให้ความหวาดกลัวเข้าเกาะกุมหัวใจของเธออย่างแท้จริง

เธอหวาดกลัวอย่างที่สุด!

ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความสะพรึงกล้วเมื่อเธอเห็นรอยยิ้มของฟางหยวนในขณะที่เขาจ้องมองมาที่เธอ

ในขณะนี้เฉินซุ้ยรู้สึกว่าตัวเธอเองจะไม่มีวันลืมสายตาของเขาที่จ้องมองมาที่เธอได้ไปจนตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ของเธอ ดวงตาคู่นี้ไม่ปรากฏเศษเสี้ยวแห่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆทั้งสิ้น มันดำมืด ลึกซึ้ง และดูราวกับสระน้ำโบราณที่มีสัตว์ร้ายอันน่าสยดสยองซุกซ่อนอยู่ภายใน

ภายใต้การจ้องมองของดวงตาคู่นี้ เฉินซุ้ยรู้สึกราวกับเธอเปลือยกายอยู่ท่ามกลางพายุหิมะในดินแดนน้ำแข็งอันหนาวเหน็บ

‘บุคคลที่อยู่ต่อหน้าข้ากล้าที่จะฆ่าข้าจริงๆ เขาสามารถฆ่าข้าได้จริงๆ!’

‘โอ้ สวรรค์ เหตุใดข้าจึงมาที่นี่และยั่วยุปีศาจตนนี้?’

หัวใจของเฉินซุ้ยเต็มไปด้วยความสำนึกเสียใจ เธอรู้สึกอยากจะหลบหนีไปให้ไกลแสนไกล แต่ขณะนี้เธอยังคงนั่งอยู่บนตักของเขา และเธอก็ไม่มีความกล้าที่จะทำสิ่งใดทั้งสิ้น

กล้ามเนื้อของเธอเริ่มกลายเป็นตึงเครียด ร่างกายของเธอเริ่มสั่นสะท้าน ใบหน้าของเธอเริ่มซีดขาวและไม่สามารถกล่าวสิ่งใดออกไปได้แม้เพียงครึ่งคำ

“เห็นว่าเจ้าเป็นสาวใช้ที่ดูแลข้ามานานหลายปี ดังนั้นข้าจะไม่สังหารเจ้าในตอนนี้ หากเจ้าต้องการหลบหนีจากการเป็นทาส จงไปหาน้องชายของข้า เขาทั้งโง่และไร้เดียงสา” ฟางหยวนหุบรอยยิ้มของเขากลับคืนก่อนจะใช้มือตบใบหน้าของเธอเบาๆและกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

ด้วยการถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง ในที่สุดเขาก็กล่าวขึ้นอีกครั้ง

“เจ้าไปได้”

เฉินซุ้ยกลายเป็นแข็งทื่อโง่งมราวกับขอนไม้ในเวลาที่เธอเดินออกไปอย่างเชื่อฟัง เธอหวาดกลัวและไม่รู้จริงๆว่าจะหลบหนีไปจากปีศาจที่ชื่อวฟางหยวนตนนี้ได้อย่างไร

เวลานี้บุคคลที่ซ่อนอยู่ในเงามืดกลายเป็นสับสนมึนงาเมื่อพวกเขาเห็นเฉินซุ้ยเดินออกมาด้วยร่างกายที่สั่นเทาอย่างไม่หยุดหย่อน

“จริงๆแล้วพวกเขาวางกับดักหญิงสาวที่งดงามมากขึ้นกว่าคราวก่อน ฮ่าฮ่า ความเมตตาในครั้งนี้ข้าจะขอจดจำเอาไว้ในส่วนลึกของหัวใจ”

ไม่นานหลังจากที่เฉินซุ้ยจากไป ฟางหยวนจึงได้ลุกขึ้นและจากไปเช่นเดียวกัน ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่สามารถอาศัยอยู่ที่นี่ได้อีกต่อไปแล้ว คนฉลาดจะมองเห็นและพยายามลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น เมื่อความแข็งแกร่งยังไม่เพียงพอ มีเพียงคนโง่เท่านั้นที่จะนำตนเองไปสู่หายนะ

 

“เถ้าแก่ ท่านมีห้องว่างหรือไม่?” ฟางหยวนมาหาที่พักยังโรงเตี้ยมพักแรมแห่งเดียวในหมู่บ้าน

“มีแน่นอน มีห้องพักอยู่บนชั้นสองและชั้นสาม ไม่เพียงเท่านั้น มันยังมีราคาถูกมากและสะอาดมากอีกด้วย สำหรับชั้นแรก มันจะเป็นภัตตาคาร นายท่านสามารถมาทานอาหารที่นี่ได้ และเรายังมีบริการส่งอาหารให้กับนายท่านถึงห้องอีกด้วย” เจ้าของโรงเตี้ยมเต็มไปด้วยความยินดีกับการมาของฟางหยวน

ที่นี่เป็นโรงเตี้ยมพักแรมเพียงแห่งเดียวของหมู่บ้าน แต่กิจการของพวกเขากลับไม่ค่อยจะดีนัก หากกล่าวตามจริงมันค่อนข้างรกร้าง เฉพาะในช่วงเวลาที่มีคาราวานสินค้ามายังหมู่บ้านชิงเหมาแห่งนี้เท่านั้น มันจึงจะคราคร้ำไปด้วยผู้คน

ฟางหยวนรู้สึกหิวเล็กน้อยดังนั้นเขาจึงโยนหินวิญญาณให้กับเถ้าแก่สองชิ้น “หาห้องพักให้ข้าและเตรียมสุราสองไหพร้อมกับอาหารอีกสามสี่อย่างให้ข้าด้วย”

“ได้ๆ” เถ้าแก่รับหินวิญญาณไปก่อนจะเอ่ยถามออกมาว่า “นายท่านต้องการทานอาหารในห้องพักหรือที่ห้องอาหาร?”

ฟางหยวนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า เวลานี้ฝนหยุดตกและใกล้ค่ำแล้ว เขาตัดสินใจที่จะกินอาหารอยู่ในห้องอาหารชั้นหนึ่งก่อนจะออกไปค้นหาวิญญาณสุราร่ำร้องอีกครั้ง “ข้าจะกินที่ห้องอาหารชั้นหนึ่ง”

ห้องอาหารของโรงเตี้ยมแห่งนี้ เต็มไปด้วยโต๊ะไม้สี่เหลี่ยมที่รายล้อมไปด้วยเก้าอี้ยาว ระหว่างโต๊ะอาหารปรากฏเสาขนาดใหญ่ที่คอยค้ำจุนอาคารหลังนี้เอาไว้ พื้นห้องถูกปูด้วยหินอ่อนแต่มันค่อนข้างลื่นเนื่องจากความชื่นบนภูเขา

มีสามโต๊ะที่มีผู้คนนั่งอยู่ โต๊ะริมหน้าต่างมีชายแก่ผู้หนึ่งกำลังดื่มสุราและจ้องมองออกไปยังดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับขอบฟ้าอยู่อย่างเดียวดาย สำหรับโต๊ะอาหารกลางห้องปรากฏนักล่านั่งล้อมวงอยู่ที่นั่นจำนวนหกคน พวกเขากำลังพูดคุยกันถึงประสบการณ์ในการล่าสัตว์ของพวกเขาอย่างครื้นเครง ใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาแต่ละคนเต็มไปด้วยมูลสัตว์ที่แตกต่างกัน เช่น กระต่าย หรือ ไก่ฟ้า

ในอีกมุมหนึ่งมีผู้เยาว์สองคนกำลังสนทนากับอยู่อย่างแผ่วเบา พวกเขานั่งอยู่ในมุมมืดที่ยากต่อการมองเห็นของผู้คน และมันก็ยากที่จะบอกเพศของพวกเขาและยากที่จะบอกว่าพวกเขาพยายามทำสิ่งใดกันอยู่

ฟางหยวนตัดสินใจนั่งที่โต๊ะใกล้ประตูและไม่นานหลังจากนั้นอาหารจึงถูกนำมาส่งมอบ

“ด้วยพรสวรรค์นภาที่สาม ในการปรับแต่งวิญญาณแสงจันทร์ หากมันมิได้แข็งแกร่งเกินไป มันจะใช้หินวิญญาณเพียงห้าก้อนเท่านั้น แต่ถ้ามันดื้อรั้น ข้าอาจต้องใช้หินวิญญาณถึงแปดก้อน”

วิญญาณถือเป็นรูปแบบมีชีวิตชนิดหนึ่ง ดังนั้นโดยธรรมชาติแล้วพวกมันจึงมีเจตจำนงเป็นของตนเอง

บางดวงก็มีเจตจำนงที่แข็งแกร่งและมักจะขัดขืนต่อผู้ใช้วิญญาณ ดังนั้นจึงมีผู้ใช้วิญญาณหลายคนที่ยอมแพ้พวกมันอยู่เสมอ

“ขณะนี้ หินวิญญาณหกก้อนของข้า สองก้อนให้เจ้าห้องโรงเตี้ยมไปแล้ว ดังนั้นข้าจึงเหลือเพียงสี่ก้อนและมันยังไม่เพียงพอสำหรับการปรับแต่งวิญญาณแสงจันทร์ของข้า”

ในโลกใบนี้หินวิญญาณถือเป็นสกุลเงินหลักและมันก็มีมูคค่าสูงมาก สำหรับครอบครัวธรรมดาที่มีสมาชิกสามคน พวกเขาจะใช้หินวิญญาณเพียงหนึ่งก้อนต่อหนึ่งเดือนเท่านั้น แต่เมื่อผู้ใดกลายเป็นผู้ใช้วิญญาณ ความต้องการใช้หินวิญญาณจะเพิ่มสูงขึ้นอีกเป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่นฟางหยวน เฉพาะการปรับแต่งวิญญาณแสงจันทร์ของเขาเพียงอย่างเดียว เขาก็ต้องใช้หินวิญญาณถึงห้าหรือแปดก้อนไปแล้ว และหากเขาพบวิญญาณสุราร่ำร้องจริงๆ เขาอาจต้องใช้หินวิญญาณอีกสิบก้อนเป็นอย่างน้อย

“กล่าวอีกอย่างหนึ่ง สถานการณ์ของข้าในขณะนี้ก็คือ แม้ว่าข้าจะพบวิญญาณสุราร่ำร้อง แต่ข้าก็ไม่มีหินวิญญาณมากพอที่จะปรับแต่งมัน อย่างไรก็ตามข้ายังจำเป็นต้องค้นหามันให้เจอเป็นอันดับแรก เพราะนี่เป็นโอกาสที่จะได้รับมรดกของนักบวชปีศาจสุราดอกไม้ บางทีเขาอาจจะมีหินวิญญาณอยู่เป็นจำนวนมาก”

นักบวชปีศาจสุราดอกไม้เป็นผู้ใช้วิญญาณระดับห้าและเป็นนักรบที่มีชื่อเสียงแห่งโลกปีศาจ เช่นนั้นแล้วเขาจะไม่มีหินวิญญาณที่ใช้ในการบ่มเพาะของผู้ใช้วิญญาณอยู่ได้อย่างไร

 


ติดตามความเคลื่อนไหวที่เร็วกว่าได้ที่เฟสบุ๊ค นิยายฆ่าเวลา >> คลิ๊กเลย


 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น