บทที่ 9 : หว่านเมล็ดพันธ์แห่งความแตกแยก

บทที่ 9 : หว่านเมล็ดพันธ์แห่งความแตกแยก

เฉียวเฟ่ย เข้าใจสถานการณ์ได้ทันที และถามว่า “เกาต้าจือ นายเป็นอะไรไปนะ? มีใครทำอะไรนายเหรอ?”

เกาต้าจือ และ เฉียวเฟ่ย รู้จักกัน แต่ก็แค่รู้จัก ไม่ได้สนิท เกาต้าจือ ไม่เคยชอบ เฉียวเฟ่ย เขาเชื่อว่าการกระทำทุกครั้งของ เฉียวเฟ่ย จะนำมาซึ่งความเศร้าโศก

“มันไม่เกี่ยวกับนาย!” เกาต้าจือ พูดด้วยน้ำเสียงไร้ซึ่งไมตรี

ความโกรธผุดขึ้นมาในสายตาของ เฉียวเฟ่ย เขาพยายามอดทน และกล่าวว่า “วันนี้ฉันเห็นข้อความ และคิดว่าฉันควรมาบอกนาย”

“ข้อความอะไร”

“ใน เพิงเชิ่งฟอรั่ม มีคนพูดว่า เย่ติงต่าง กำลังจามจีบ ถังเจิ้ง และฉันรู้ว่านายชอบ เย่ติงต่าง มานานแล้ว ดังนั่น ฉันเลยคิดว่าควรมาบอกนายว่า คนบ้างคนแม้จะดูไร้พิษสง แต่ก็ห้ามประมาท ไม่งั้นสักวันนายจะต้องเสียใจ”

เฉียวเฟ่ย พูดอย่างตรงไปตรงมา

เกาต้าจือ โกรธพูดว่า “นายพูดบ้าอะไรกัน?”

เฉียวเฟ่ย ยิ้มและพูดว่า “นายรู้อยู่แล้ว ว่าฉันหมายถึงอะไร”

“นายต้องการให้ฉันไปอัด ถังเจิ้ง?”

“ใช้แล้ว กลัวรึไง? ตอนนี้นายไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่ดีนัก เว้นเสียแต่ว่า นายกลัวมัน?” เฉียวเฟ่ย พูดยั่ว

“ใครบอกว่าฉันกลัวมัน สำหรับฉัน มันเป็นแค่ไข่เน่าๆฟองหนึ่ง ฉัน ปู่ของมันสามารถบดขยี้มันให้แหลกเละได้อย่าง่ายดาย” เกาต้าจือปฏิเสธ แต่ก็อดนึกถึงเหตุการณ์บนดานฟ้าไม่ได้ ตอนนั้นเขาก็อับอายขายหน้ามาก และดูเหมือน เย่ติงต่าง จะเลิกไปโดยไม่มีเหตุผล ทำให้เขาไม่สามารถมองเห็นความแข็งแกร่งของ ถังเจิ้ง ได้ หรือมันอาจจะแกล้งทำเป็นเก่งหลอกเขาก็ ใช้ไหม?

“นาย และ ถังเจิ้ง อยู่ห้องเดียวกันมาสองปี บอกฉันสิว่า เขาต่อสู้เป็นไหม?” เกาต้าจือ ถาม

เฉียวเฟ่ย ทำราวกับว่า เขาเพิ่งได้ยินเรื่องตลกที่สุดในโลก และอดที่จะหัวเราะเสียงดังๆไม่ได้ “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ว่าไรนะ ต่อสู้เป็นไหมนะเหรอ? นายต้องล้อฉันเล่นแน่ใช้ไหม่?  มันก็เป็นแค่หนอนหนังสือคนหนึ่ง ที่แค่กับไก่ก็ยังสู้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ”

เกาต้าจือ ดูเหมือนจะเข้าใจ ถ้า ถังเจิ้ง รู้วิธีที่สู้จริงๆ แล้วครึ่งปีก่อน เขาคงไม่ถูกตีหัว จนปัญญาอ่อนแบบนี้ ดังนั้นดูเหมือนว่า วันนี้ที่เขาแพ้ จะเกิดจากการประมาทมันจนเกินไป

“เกาต้าจือ ถังเจิ้ง มันเป็นคนฉลากแกมโกงและอกตัญญูไม่รู้จักบุญคุณคน ถ้านายเกิดลังเล เย่ติงต่าง อาจจะกลายเป็นของมันจริงๆก็ได้” เฉียวเฟ่ย โหมไฟเข้าไปอีก

“ฝันไปเถอะ!” เกาต้าจือ คำราม เขาตามจีบ เย่ติงต่าง มามากว่าสองปีโดยไร้ซึ่งผลลัพธ์ที่ดี และโดยไม่รู้ตัว เขาคิดว่า เย่ติงต่าง เป็นของเขา ดังนั้นเขาจะไม่อนุญาตให้ใครหน้าไหนได้ตัวเธอไป

“เฉียวเฟ่ย นายต้องการใช้ฉันเพื่อกำจัด ถังเจิ้ง ใช้ไหม?” เกาต้าจือ พูดเสียงเย็นชา ม่านตาของเขาหดลง

ถึงแม้ว่า เกาต้าจือ เป็นคนหัวแข็ง แต่เขาไม่ใช่คนโง่ แผนการของ เฉียวเฟ่ย เขาดูออกอยู่แล้ว เฉียวเฟ่ย หัวเราะอย่างหนาวเหน็บ และกล่าวว่า “ฉันก็แค่มาเตือนนาย”

“เฮอะ นายและฉัน ไม่ได้สนิทกัน และฉันได้ยินมาว่า เกรดของ ถังเจิ้ง มักจะเหนือกว่านายตลอด นายเป็นหัวหน้าห้อง แม้ว่าครอบครัวนายจะรวย แต่ยังไม่สามารถเทียบกับ ถังเจิ้ง ได้ แม้แต่ ฟางซือซือ ก็ยังมอง ถังเจิ้ง มันไม่ทำให้นายอิจฉาเลยสินะ?

“ฉันต้องอิจฉาเรื่องอะไร?” เฉียวเฟ่ย พูดในขณะที่ในใจของเขาพูดอย่างอื่น

เกาต้าจือ หัวเราะ “มาโกหกต่อหน้าฉันไปก็ไม่มีความหมายหรอก มันไม่เหมือนกัน ฉันจะเปิดโปงนาย ยิ่งไปกว่านั้น … ครึ่งปีก่อน เมื่อ ถังเจิ้ง ถูกดักตี ฮี่ๆ ฉันไม่คิดว่าเรื่องนั้นจะดูง่ายเหมือนที่เห็นหรอกนะ ไม่ใช้ว่านายก็มีส่วนรู้เห็นหรอกเหรอ?”

ทันใดนั่น ท่าทางก็ เฉียวเฟ่ย ก็เปลี่ยนไป ราวกับว่าความลับของเขาถูกคนอื่นรู้ และเขารีบปฏิเสธไปว่า “นายสามารถกินอะไรก็ได้ แต่นายไม่สามารถพูดมั่วๆได้”

เกาต้าจือ ยักไหล่ และพูดว่า “ไม่ว่านายจะทำมันหรือไม่ ก็ไม่มีผลต่อฉัน แต่คราวนี้ฉันจะจัดการ ถังเจิ้ง เอง”

“ฉันได้ยินมาว่า นายรู้จักพวกนักเลงอยู่หลายคนจากนอกโรงเรียน” เฉียวเฟ่ย พูดด้วยความคิดบางอย่าง

เกาต้าจือ หัวเราะเสียงเย็น และไม่คิดจะตอบ

ถังเจิ้ง เดินกลับไปที่ห้องเรียน และพบว่าเพื่อนร่วมห้องกำลังมองเขาแปลกๆ เขาทำได้แค่หัวเราะอย่างเย็นชา และยังคงก้มหน้าอ่านหนังสือและบ่มเพาะของเขาต่อไป

เคล็ดวิชา สกัดจุด ที่ เทียนซานจือ ได้ให้เขา มันน่าสนใจมาก แต่พวกจุดชีพจรในร่างกายของคนอื่น เขายังไม่เข้าใจสักเท่าไหร่

เทียนซานจือ อดทนอธิบายให้เขาทุกๆจุดชีพจร ความสามารถในการจดจำของเขามันดีมาก ตำแหน่งจุดชีพจรทุกจุด และการใช้งานพวกมันเขาก็จำได้อย่างแม่นยำ

หลังจากวันนี้ ถ้าเขาต้องเผชิญหน้ากับคนที่แข็งแกร่งกว่า เขาก็จะมีวิธีจัดการคู่ต่อสู้ของเขา มันทำให้เขาได้เปรียบคนอื่นมาก แต่ความจริงที่ว่าปราณแท้ของเขายังแข็งแกร่งและหนาไม่พอ ทำให้หยุดพลังคู่ต่อสู้ได้แค่5นาที ตามที่ เทียนซานจือ บอก ถ้าเขาฝึกวิชา สกัดจุด ได้ถึงจุดสูงสุด ก็จะสามารถหยุดคนๆหนึ่งได้ตลอดชีวิต ไม่ให้พวกเขาขยับได้แม้แต่นิ้วเดียว

ถังเจิ้งคิดเกี่ยวกับมันสักครู่ รู้หลงใหลมันมาก วิชา สกัดจุด นี้ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ

“เจ้าหนู สุดท้ายแล้ว วิชา สกัดจุด ก็เป็นเพียงวิชาที่ไม่สำคัญนัก สำหรับผู้บ่มเพาะ วิชา สลักกายา(Body Lock) เป็นสิ่งที่น่าประทับใจอย่างแท้จริง เพียงแค่ท่องคาถา โดยไม่ต้องแตะตัวคู่ต่อสู้ เจ้าก็จะสามารถหยุดพวกเขาไว้ได้” เทียนซานจือ พูด แล้วพ่นลมจากจมูกอย่างดูถูก

ถังเจิ้ง รู้สึกว่าหัวใจของเขาพ่องโตขึ้น และพูดว่า “แล้วนายบอกหน่อยได้ไหมว่า เมื่อไหร่กัน ที่ฉันจะสามารถเรียนวิชานี้ได้?”

“ระดับ ชำระล้างปราณขั้น3 ”

ถังเจิ้ง กัดฟัน เขาจะต้องไปถึงระดับ ชำระล้างปราณขั้น3 ให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ นี้ก็เหมือนยิงนัดเดียวได้นกสองตัว เขาต้องบ่มเพาะ ให้ถึงระดับ ชำระล้างปราณขั้น3  เพื่อเรียนวิชา สลักกายา และปรุงยา ต่อชีวิต ทั้งสองอย่างนี้จะทำได้ก็เมื่อเขาไปถึงระดับนั่นเท่านั้น ถังเจิ้ง รู้สึกว่าเวลาของเขามันช่างน้อยจริงๆ

เมื่อเสียงระฆังดังบอกเวลาเลิกเรียน ทุกคนก็แบกกระเป๋าของพวกเขา และมุ่งหน้ากลับบ้าน เฟิงหยาง เดินข้าง ถังเจิ้ง โดยพูดไม่หยุด

“พี่ใหญ่ มหาลัยไหนที่พี่คิดจะสอบเข้าเหรอ? เป็นมหาวิทยาลัย เหยี่ยนจิง ในกรุงปักกิ่ง ใช้ไหม?” เฟิงหยาง ถามด้วยความอยากรู้แบบสุดๆ

ทันทีที่ได้ยิน ถังเจิ้ง ก็แข็งค้าง ก่อนหน้านี้เขาไม่สามารถเรียนได้ ทำให้เขาไม่คิดถึงปัญหาข้อนี้ แต่ตอนนี้เขาหายแล้ว นี่เขาควรไปเรียนมหาลัยไหน? ถ้าเขาไปจาก เมืองเพิงเชิ่ง เขาก็จะไม่ได้ดูแลปู่ของเขา

“ไม่รู้สิ มันยังเร็วไป ฉันจะคิดเรื่องนี้ในภายหลัง” เขาพูด,หัวใจเขาไม่ได้อยู่กับเขา

“พี่ เป็นอัจฉริยะ พี่สามารถเข้ามหาลัย เหยี่ยนจิง ได้อยุ่แล้ว” เฟิงหยาง พูด

“นายอยากเข้า มหาลัย ไหน?” ถังเจิ้ง ถาม

เฟิงหยาง ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ด้วยเกรดของฉัน แค่มหาลัย ซานเปิน ก็พอแล้ว แค่นั่นก็ต้องขอบคุณสวรรค์ แต่ครอบครัวของฉันได้ใช้เส้นส้าย เพื่อให้ฉันเข้ามหาลัย เหยี่ยนจิง ที่นั่นมีแหล่งทรัพยากรและมีเครือข่ายมากมาย ในอนาคต ถ้าฉันได้เจอผู้คนจำนวนมาก ก็จะเป็นประโยชน์ต่อฉัน ในการทำธุรกิจของครอบครัว”

“ครอบครัวของนาย ทำอะไร” ถังเจิ้ง ถามโดยไม่ได้คิดไรมาก

ท่าทางของเฟิงหยางเปลี่ยนเป็นอายและพูดงุนง่ามว่า “เป็นธุรกิจขนาดเล็ก”

ถังเจิ้ง เห็นว่าเขาไม่ต้องการที่จะพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาจึงไม่ถามต่อ

“ฉันเห็นว่าเพื่อนร่วมห้องของพวกเราไม่ได้โง่ แต่ทำไมพวกเขาถึงไม่สามารถเพิ่มเกรดได้?” ถังเจิ้ง ถามด้วยความอยากรู้ หลังจากฟังการเรียนในวันนี้ ทำให้เขาพบว่าครูที่สอนเก่งมาก และไม่ต่างอะไรกับ ครูห้อง 1

ครูโรงเรียน เพิงเชิ่ง เป็นครูระดับท็อปของประเทศ ครูทุกคนมีความสามารถ แม้ว่าจะเป็นครูห้องนรกที่เป็นห้องต่ำสุดก็ตาม

“ทุกคนเป็นลูกของคนรวย และหลายๆครอบครัวก็ได้มีความสัมพันธ์ต่อกัน เพื่อทำให้พวกเขาสามารถเข้ามหาลัยที่ดีได้ ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม พวกเราจึงต้องขยันในการเรียนอย่างมาก” เฟิงหยาง ตอบกลับมาอย่างลึกลับ

ถังเจิ้ง ส่ายหัว เขาไม่เข้าใจจิตใจ ของคนพวกนี้ และพูดว่า “การพึ่งพาพ่อแม่ไปซะทุกอย่างไม่ใช้เรื่องดีเลย ในอนาคต ถ้าต้องทำอะไรด้วยตัวเอง มันจะทำไม่สำเร็จเอานะ”

หน้าของ เฟิงหยาง แดงขึ้นและพูดว่า: “พี่ใหญ่พูดถูกต้อง”

“เฮ้ ฉันไม่ได้พูดถึงนาย มันก็แค่พูดถึงความเห็นของฉันเอง”

“ไม่ คำพูดพวกนี้เป็นคำพูดที่พ่อของฉันมักพูดบ่อยๆว่า ฉันไม่เคยให้ความสำคัญกับการเรียน แต่ฉันกล้าพูดเลยว่ามันสายเกินไปแล้ว พื้นฐานของฉันแย่มาก และอีกเพียง 3 เดือน ก็จะมีการสอบใหญ่แล้ว กว่าฉันจะรู้ตัวมันก็สายไปแล้ว เวลาแค่นี้ทำอะไรไม่ได้หรอก”เฟิงหยาง พูดอย่างสิ้นหวัง

“ไม่นะ ขัดเกลาอาวุธของนายก่อนเข้าสนามรบ มันไม่ได้ทำให้เร็วขึ้น แต่อย่างน้อยก็มันก็จะเปล่งประกาย ตราบเท่าที่นายยังมีหัวใจ เกรดของนายจะต้องดีขึ้น” ถังเจิ้ง พูดอย่างมั่นใจว่า “เฟิงหยาง ในอนาคต นายต้องมาจะเรียนพิเศษกับฉัน และฉันรับประกันได้เลยว่าคะแนนของนายจะเพิ่มขึ้น”

ตั้งแต่ที่ เฟิงหยาง เรียกชายคนนี้ว่า พี่ใหญ่ พี่ชายคนนี้ก็แสดงความสามารถอันมากมายให้เขาเห็น

เฟิงหยาง มีความสุขมาก ที่จะมีนักเรียนอัจฉริยะมาช่วยเขา จากนั้นคะแนนอันเส็งเคร็งของเขาจะจะดีขึ้นอย่างแน่นอน และเงินที่เขาได้รับก็จะเพิ่มขึ้น เมื่อคิดถึงตรงนี้ ตาของเฟิงหยางก็ลุกเป็นไฟ

“ฉันจะหาเวลาในการวางแผนการเรียนให้นาย และจากนั้นก็จัดเวลามาสอนนาย

“โอเคๆ ขอบคุณมากพี่ใหญ่”

“มึง เจ้าหมูตอน ใครกันที่มึงเรียกว่าพี่ใหญ่ อย่างน้อยๆมึงก็ควรหาคนที่ดีกว่านี้ มาเป็นพี่ใหญ่ มึงเลือกไอ้เวรไร้ค่านี้ ตามึงบอดแล้วเหรอ?” ทันใดนั้นทั้งคู่ก็พบว่าตัวเองถูกล้อมไปด้วยคน6คนที่ดูโหดเหี้ยม มาขวางทางของพวกเขา

“พวกนายจะทำอะไร?” เฟิงหยาง ถามด้วยความกลัว

“ไปซะ หมูตอน เรื่องนี้ ไม่เกี่ยวอะไรกับมึง” นักเลงคนหนึ่งโบกมือให้เฟิงหยาง และพูดด้วยความรำคาญ ดวงตาของเขาจ้องมองไปที่ ถังเจิ้ง

“พวกนายจะมาจัดการฉันงั้นสินะ?” ม่านตา ถังเจิ้ง หดลง เขาพลันนึกถึงเหตุการณ์เมื่อหลายเดือนก่อนตอนที่เขาถูกฟาดที่ศีรษะ โดยไม่ทันเห็นหน้าคนทำด้วยซ้ำ และยังโดนอัดอีกหลายรอบ จนเขาสลบไป ในตอนนั่นเขาเห็นหน้าคนที่ทำร้ายไม่ชัด

ณ ตอนนี้ เขามีศิลปะการต่อสู้ ดังนั้นถ้าใครกล้าที่จะข่มขู่รังแกเขา มันคนนั่นก็แส่หาความตายแล้ว

“เฮ้ นายคือ ถังเจิ้ง สินะ มีคนต้องการสอนบทเรียนให้คนที่ไม่รู้จุดยืนของตัวเอง ว่ายังมีคนที่ไม่ควรล่วงเกินอยู่” คนพวกนี้ พูดด้วยความพอใจ

“พวกแกหมายถึงอะไร?”

“ฮ่า ๆ เจ้าหนูน้อยนี้ แม่งคงโง่จากการอ่านหนังสือวะ ฉันจะบอกอะไรให้ ในอนาคต อยู่ให้ห่างจาก เย่ติงต่าง และอย่าคิดอะไรโง่ๆแบบคางคกที่ต้องการกินเนื้อหงส์”

ถังเจิ้ง  มองไปที่ เฟิงหยาง ซึ่งใบหน้าของเขากลายเป็นบิดเบี้ยวก่อนที่จะพูดว่า “พี่ใหญ่ ฉันไม่รู้ว่าเรื่องมันจะกลายเป็นแบบนี้”

“ใครเป็นคนส่งถึงพวกนายมา?” ถังเจิ้ง ถาม

“เชีย!! มึงไม่มีสิทธิถาม พี่น้องเรา จัดการเลย!”

“หยุด!” เฟิงหยาง พูดว่า “เบิกตาหมาโงๆนั่นและมองไปรอบๆ นี่คือโรงเรียนนานาชาติ เพิงเชิ่ง ถ้าพวกนายกล้าที่จะทำอะไรที่นี่ ระวังตัวให้ดี พวกนายไม่สามารถรับผลที่ตามมาได้หรอก”

“เฮ้ๆ เจ้าหมู มึงทำให้กุตกใจนะ ไอ้หนูนี่เป็นเพียงเด็กยากจน ใครกันที่ออกหน้าปกป้องมัน นอกจากนี้ที่นี่ยังอยู่นอกโรงเรียนอีกตั้งหาก” คนเหล่านี้ได้วางแผนมาอย่างดี เพื่อไม่ให้ตัวเองเดือดร้อนทีหลัง

ถังเจิ้ง มองไปรอบๆ และเข้าใจที่เฟิงหยางบอก แต่ไม่มีใครสักคนที่คิดจะช่วยเขา แม้กระทั่ง รปภ ของโรงเรียน ที่เดินผ่านไปและเห็นว่าเป็น ถังเจิ้ง และเดินจากไปด้วยท่าทางไม่พอใจ ดูเหมือนว่าเขาจะรู้สถานะของ ถังเจิ้ง จากการที่เขาตกลงมาจากอันดับ1 ทำให้เขากลายเป็นคนไม่สำคัญ

มีคนจำนวนมากในฝูงชนที่กำลังมองมาอย่างเย็นชาและเยาะเย้ย ถังเจิ้ง เมื่อมันคิดจะได้ เย่ติงต่าง มันก็กำลังแกว่งเท้าหาเสี่ยนแล้ว คนที่ชอบ เย่ติงต่าง มีความสุขในฉากตรงหน้า

เกาต้าจือ และ เฉียวเฟ่ย ได้ซ่อนตัวอยู่ในฝูงชนกำลังมองดูจากระยะไกล มุมปากของพวกเขายกขึ้นอย่างเย็นชา แต่ก็ยิ้มอย่างพอใจด้วย

“พี่ใหญ่ ฉันจะหยุดพวกมันให้ พี่รีบหนีไปเร็ว พวกมันไม่กล้าทำอะไรให้ฉันหรอก” เฟิงหยาง  พูด ในขณะที่เขาก้าวมายืนตรงหน้า ถังเจิ้ง เพื่อไม่ให้เขาต้องอับอายต่อผู้คน

ถังเจิ้ง ช็อค เขารีบดึง เฟิงหยาง  กลับมา ในขณะที่ เฟิงหยาง ยังพูดกระตุ้น ถังเจิ้ง ว่า “พี่ใหญ่ต้องรักษาชีวิตไว้ก่อนนะ เมื่อยังมีชีวิต ก็ยังมีความหวัง ตอนนี้พี่ไม่ใช้คู่ต่อสู้ของพวกมัน”

@ด้วยความดีใจ ที่ผมติด เศรษฐศาสตร์ มช จึงจะลงนิยายให้2ตอน

นับตอน9นี่เป็น 1 เหลืออีก1 จะเอาเรื่องไรครับ ถังเจิ้ง หรือ อู่เหยี่ยน ที่ผมลงเล่นๆตอน1ไป

One thought on “บทที่ 9 : หว่านเมล็ดพันธ์แห่งความแตกแยก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น