Chepter 007 พันลี้ที่ขมขื่น

Chepter 007 พันลี้ที่ขมขื่น

 

หยางติงเทียน มองไปยังที่ ที่ตงฟางเนี่ยเมี่ยตายเป็นครั้งสุดท้าย แล้วก็เริ่มขยับเท้าพุ่งออกไปทางทิศตะวันออกในทันที ความเร็วของเขาเร็วนั้นมากเป็นหลายเท่าเมื่อเปรียบเทียบกับความเร็วของเขาบนโลกใบเดิม เขารู้สึกว่าร่างกายของเขาเบาราวกับขนนก เขารู้สึกถึงความแข็งแกร่งทีเพิ่มขึ้นมากเป็นหลายเท่าเมื่อเทียบกับตอนที่เขาอยู่บนโลก

ถึงแม้ว่าเขาจะเพิ่งเสร็จสิ้นขั้นตอนของการเริ่มต้นของโลกใหม่นี้ แต่เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ว่าเขาได้ผ่านการชำระไขกระดูกและเส้นลมปรานระดับที่สามแล้วนั้นภายในร่างกายของเขาดูเหมือนราวกับจะมีลมไหลผ่านได้อย่างรวดเร็ว ถ้าเป็นบนโลกใบเดิมของเขา เขาคงจะสามารถทำลายสถิติโลกทั้งหมดได้

 

สองชั่วโมงต่อมา

 

หยางติงเทียนก็วิ่งไปแล้ว 100 ลี้ แน่นอนว่าหากเขาใช้ความเร็วที่มากกว่านี้ เขาก็สามารถไปได้เร็วกว่า แต่ถ้าเขาวิ่งด้วยความเร็วขนาดนั้นพลังงานในร่างกายก็จะถูกใช้ไปอย่างรวดเร็วขึ้น ดังนั้นเขาจึงต้องรักษาสมดุลเอาไว้

 

สิบชั่วโมงต่อมา

 

หยางติงเทียน วิ่งต่อมามากกว่า 500 ลี้ นอกจากนี้เขาก็ยังไม่รู้สึกเหนื่อยจนเกินไป ทักษะวิชาแห่งเต๋าของโลกนี้ช่างน่ากลัวจริงๆ แม้ว่าหยางติงเทียนเพิ่งข้ามผ่านช่วงเริ่มต้นมาเท่านั้น เขาก็สามารถวิ่งอย่างยาวนานด้วยระยะทางมากกว่า 500 ลี้ได้ภายในหนึ่งวันและอีกทั้งยังไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย แน่นอนเขาไม่ได้รู้ว่าความสำเร็จเหล่านี้มันเป็นผลมาจากการชำระไขกระดูกและเส้นลมปรานขั้นที่สาม

 

แต่หลายชั่วโมงต่อมา หิมะได้เริ่มตกลงมาอย่างหนัก ลมพายุพัดมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้มันยังพัดมาในทิศทางตรงกันข้ามกับหยางติงเทียน การเดินทางของเขาจึงกลายเป็นเรื่องยากในทันที การสิ้นเปลืองของพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างมาก ดังนั้นเขาจึงต้องขุดหลุมเพื่อซ่อนตัวและรอจนกว่าพายุหิมะจะสงบลง

 

สามวันต่อมา……

 

อากาศแจ่มใสและท้องฟ้าเหมือนดั่งหยกสีน้ำเงินราวกับน้ำที่ใสสะอาด พระอาทิตย์ทั้งสองดวงเปรียบเหมือนอัญมณีที่อวดแสงเรืองรองสาดส่องแผ่นดิน มันทำให้เขาไม่สามารถลืมตามองได้เนื่องจากผลของแสงที่ตกสะท้อนมาจากหิมะ

 

หยางติงเทียน โผล่ขึ้นมาจากหลุมหิมะ ต้องขอบคุณที่เขามีร่างกายเก้าหยางมิฉะนั้นกลัวว่าเขาจะถูกฝังกลบจนตายอยู่ใต้หิมะที่หนาหลายเมตรนี้

 

ด้วยความจริง หลังจากชำระล้างไขกระดูกและเส้นลมปรานแล้วนั้นปริมาณออกซิเจน ที่หยางติงเทียนต้องใช้นั้นลดลงมาก การหายใจเพียงเล็กน้อยเพียงครั้งเดียว ก็ทำให้เขาสามารถอยู่ได้ถึง 20 นาที ฉะนั้นปริมาณออกซิเจนเพียงเล็กน้อยก็สามารถช่วยให้เขาสามารถอยู่รอดได้เป็นเวลานาน

 

ด้วยสภาพอากาศที่เลวร้าย เขาต้องเฝ้ารอจนท้องฟ้าสว่างแจ่มใส จากนั้นหยางติงเทียนก็เริ่มออกวิ่งอย่างรวดเร็วไปทางทิศตะวันออก นอกจากนี้เขายังต้องหลับตาไปวิ่งไปเนื่องจากแสงสะท้อนอันรุนแรงจากหิมะนับพันลี้นี้อาจสร้างอันตรายต่อดวงตาของเขาเกิดขึ้นได้

 

เหมือนโชคจะเข้าข้างเขา สภาพอากาศเปิดสว่างแจ่มใสตลอดทั้งสามวัน

 

ในสามวันที่ผ่านมาหยางติงเทียนวิ่งมาได้มากกว่า 1,000ลี้ แต่หลังจากทั้งสามวันผ่านพ้นไป พายุหิมะก็เริ่มตกลงมาอีกครั้ง หยางติงเทียนก็จำต้องขุดหลุมเพื่อหลับซ่อนอีกครั้ง

 

การซ่อนตัวครั้งนี้กินเวลาถึงเจ็ดวันเต็ม พายุหิมะมันช่างรุนแรงมากเมื่อเทียบกับครั้งก่อนหน้านี้

 

ในวันที่เจ็ดเมื่อเขาคืบคลานออกมาจากหลุม เขารู้สึกว่าร่างกายของเขาอ่อนแอและหนาวหน็บ เนื่องจากพลังงานในร่างกายของเขาถูกใช้ไปจนหมดจดแล้ว ดังนั้นหยางติงเทียนจึงได้หยิบเอาเม็ดยาอัคคีคำรามออกมาแล้วกลืนมันลงไป

 

ในทันทีความร้อนแผ่กระจายภายในและเริ่มไหลผ่านกล้ามเนื้อเส้นเลือดของร่างกาย ความอบอุ่นสบายแผ่กระจายไปทั่วจนไม่สามารถอธิบายได้ เส้นใยของความร้อนค่อยๆกระจายตัวออกไป หยางติงเทียนรู้สึกราวกับว่าขาของเขาได้กลับมาแข็งแรงและมีพลังอีกครั้ง

 

ด้วยอำนาจของพลังงานอันแข็งเกร่งนี้ หยางติงเทียนได้มุ่งหน้าวิ่งไปทางทิศตะวันออกอย่างบ้าคลั่ง

 

วิ่ง..วิ่ง…เขาวิ่งไปอย่างรวดเร็ว ……

 

ภายใต้การส่องแสงของดวงอาทิตย์สองดวงลงบนพื้นน้ำแข็งและหิมะนับพันลี้ เขากลายเป็นเสมือนจุดดำๆเล็กที่เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว

 

เวลานี้ ดั่งสวรรค์เข้าข้างหยางติงเทียน  ฟ้าเปิดแสงแดดสาดส่องต่อเนื่องตลอดเก้าวันที่ผ่านมา จริง ๆแล้วในวันที่ห้ามันเป็นวันที่มีเมฆมาก หยางติงเทียนก็ได้แต่กังวลว่าจะมีหิมะตกหนักอีกครั้ง แต่ภายในเวลาไม่ถึงสามชั่วโมงเมฆดำมืดครึ้มเหล่านั้นต่างกระจัดกระจายแยกย้ายออกจากกัน

 

ในเก้าวันนี้หยางติงเทียนวิ่งมาได้อีกประมาณ 3,000 ลี้ มันเหลือระยะทางอีกประมาณ 1,000 ลี้ กว่าจะหลุดพ้นจากทุ่งธารน้ำแข็งหมื่นลี้แห่งนี้ได้

 

เขาคงต้องกัดฟัดและทุ่มเทกำลังอย่างหนักอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้ให้ผ่านพ้น 1,000 สุดท้ายนี้ไปได้ แต่เหมือนสภาพอากาศจะไม่เอื้ออำนวยสักเท่าไหร่ หยางติงเทียนต้องเจอกับพายุหิมะที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยพบเจอมา ความรุนแรงของมันนั้นเกือบจะทำให้เขาหลุดลอยไปตามแรงพัดของพายุ เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากขุดหลุมเพื่อซ่อนตัวอีกรอบ

 

โชคดีที่พายุหิมะอันรุนแรงพัดผ่านไปอย่างรวดเร็ว สองวันต่อมาพายุหิมะก็สงบลง อากาศเริ่มแจ่มใส แต่หลังจากที่เขาปีนขึ้นมาจากหลุมหิมะ เขาพบว่าเขาไม่มีพลังงานเหลืออยู่ภายในร่างกายอีกแล้ว 1,000 ลี้ที่เหลือนี้เขาคงทำได้เพียงพึ่งพาจิตใจและความมุมานะของเขาเท่านั้น

 

สี่วันผ่านไป ไวเหมือนโกหก…..

 

หยางติงเทียนออกวิ่งมาอย่างต่อเนื่องอีก 1,000 ลี้ แต่พลังที่ได้รับจากยาอัคคีคำรามนั้นได้หมดไปเป็นเวลานานมาแล้ว มันไม่มีอะไรตกถึงท้องของเขานอกจากน้ำแข็งกับเกล็ดหิมะเท่านั้น ร่างกายของเขาอ่อนแอลงทุกทีและจนในที่สุดสติของเขาก็พล่ามัวสายตาก็ค่อยๆมืดดำ ตราบเท่าที่เขาล้มลงเขาคงจะไม่สามารถลุกขึ้นได้อีกเลย

 

ขณะที่สติของเขากำลังจะพังทลายลงในที่สุด เขาก็มองเห็นต้นไม้ใหญ่ มันเป็นต้นไม้ใหญ่ที่โตขึ้นสู่เสียดฟ้า

เขาร้องไห้ออกมาด้วยความปลื้มปิติยินดี แล้วใช้กำลังสุดท้ายเฮือกสุดท้ายที่มีกระโจนพุ่งเข้าไปในทันที

 

“อ้าๆๆๆๆ ……”

 

ตลอดหนึ่งเดือน ในที่สุดเขาก็ผ่านมันมา 5,700 ลี้ จากทุ่งธารน้ำแข็งหมื่นลี้ ตอนนี้สิ่งที่ปรากฏในสายตาของเขาก็ไม่ใช่ทุ่งหิมะที่ขาวโพลนอีกแล้ว

 

เขาเริ่มกัดกินทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดที่ไม่อร่อยแม้มันจะขมจะฝาด แต่เขาก็ยังกิน กินมันอย่างต่อเนื่อง เขากิน กินจนลิ้นและปากของเขาเริ่มเจ็บและชา

 

หลังจากกินแล้วเขาก็งีบหลับไป จากนั้นหลังจากที่ตื่นขึ้นหยางติงเทียน ยังคงมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเช่นเคย ขณะที่เขาตรงไปทางทิศตะวันออกปริมาณของต้นไม้เพิ่มมากขึ้นจนภูมิทัศเริ่มกลายเป็นป่าที่ราบสูงอันอุดมสมบูรณ์ ป่าขนาดใหญ่นี้มีต้นไม้ขนาดใหญ่มากมาย ระยะห่างระหว่างต้นไม้แต่ละต้นนั้นห่างกันหลายสิบเมตรมันจึงไม่ยากที่เขาจะเดินผ่านป่าแห่งนี้

 

หยางติงเทียน จินตนาการว่าเขาจะพบเจอสัตว์ในป่าแห่งนี้แล้วว่าในที่สุดเขาก็จะได้กินเนื้ออีกครั้ง

 

แต่เขาก็ต้องผิดหวัง! เมื่อภายในป่ายักษ์นี้ไม่มีแม้สัตว์ไม่ว่าจะเป็นสัตว์สี่ขาหรือแม้แต่พวกนก

 

มันไม่ควรเป็นเช่นนี้นี่น่า! เมื่อครั้งที่เขาเรียนรู้เกี่ยวกับโลกใบนี้ หยางติงเทียนได้รู้ว่ามันควรมีสัตว์หลายชนิดอยู่ในป่าที่หนาวเหน็บแห่งนี้ กลุ่มของคนป่าเหมาลี่มักเข้าไปในป่าเพื่อล่าสัตว์ แต่ตอนนี้มันกลับไม่มีสัตว์อะไรให้พบเห็น ในป่าพันลี้แห่งนี้มันเงียบสงัดจนทำให้หยางติงเทียนเกือบจะบ้าตาย

 

ในทางกลับกัน สถานการณ์ด้านอาหารของหยางติงเทียนได้ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย เขาไม่จำเป็นต้องกินเมล็ดพันธุ์ไม้ที่ขมและฝาดอีกต่อไป พวกมันถูกแทนที่ด้วยผลไม้ชนิดหนึ่ง

 

ห้าวันต่อมา หยางติงเทียนเดินออกจากป่าพันลี้ และมองเริ่มมองเห็นอนาเขตของเทือกเขา มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแต่ในที่สุดเขาก็มองเห็นมัน ตลอดหลายพันลี้ ที่เขาเดินทางมามันเป็นที่ดินราบอันราบเรียบ ในที่สุดเขาก็มาถึงที่ตั้งของหมู่บ้านของชนเผ่าคนป่าเหมาลี่ ในที่สุดเขาก็เห็นกับผู้คนอีกครั้ง

 

ตามที่คาดไว้หลังจากออกจากป่า มาป็นเวลาสองวันในที่สุดเขาก็เจอบ้านคน เขายิ้มออกได้ทันทีเมื่อเห็นว่ามันมีกระท่อมไม้ที่มีทนทานแข็งแรงอยู่ตรงหน้า แต่อย่างไรก็ตามมัน มันไม่มีอะไรอยู่ข้างในบ้าน มันแค่มีเพียงเฟอร์นิเจอร์ไม้ ที่ถูกปกคลุมด้วยฝุ่นที่หนาเตอะ มันไม่มีอาหารหรือแม้กระทั่งเสื้อผ้า

 

แต่เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้ หยางติงเทียนท้อแท้หมดกำลังใจแต่น้อย เพราะมันเป็นไปได้ว่านี่เป็นกระท่อมของพรานล่าสัตว์ ถ้านายพรานออกไปล่าสัตว์ก็คงจะเป็นธรรมดาที่จะไม่มีใครอยู่ที่นี่

 

แต่ความจริงแล้วเมื่อหยางติงเทียน เดินสำรวจต่อไปที่กระท่อมไม้ที่สอง ที่สามและสี่ที่ เขาก็พบว่ามันไม่มีร่องรอยของผู้คนอยู่เลย

 

ในที่สุดหหยางติงเทียน พบว่าหมู่บ้านที่มีบ้านเรือนหลายสิบหลัง ตั้งเรียงรายกันอยู่ มันไม่มีใครอยู่เลย ภายในบ้านมีแต่เฟอร์นิเจอร์ที่จัดวางอยู่อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ทุกอย่างกลับถูกปกคลุมด้วยฝุ่นหนา

 

นอกจากนี้หยางติงเทียนยังไม่แม้นพบสัตว์ใดๆ แม้แต่นกก็ไม่มีให้เห็น

 

มุ่งหน้าต่อไปทางทิศตะวันออก หมู่บ้านเล็กๆ ที่เขาผ่านหรือแม้กระทั่งผ่านเมืองสองสามแห่งที่ชาวเมืองใช้หินในการสร้างบ้านหลังใหญ่ๆ แต่อย่างไรก็ตามยังมันก็ไม่มีคนอาศัยอยู่เลยและตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ มันยังคงไม่มีสัตว์หรือสิ่งชีวิตใดที่ให้เห็น

 

เกิดอะไรขึ้นที่นี่กันแน่? ทำไมถึงไม่มีใครอยู่เลย?

 

ขณะที่เขาเดินต่อไปเรื่อยๆ จิตใจของหยางติงเทียนเริ่มมืดมน เขาออกมาจากพื้นที่ทุ่งธารน้ำแข็งหมื่นลี้เป็นเวลากว่า 1 เดือนแล้วและเดินทางต่อมามากกว่า 3,000 ลี้ ในตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ เขาได้ผ่านหมู่บ้านนับไม่ถ้วนและทุกๆที่ที่เขาผ่านมามันไม่มีใครสักคนให้เห็นแม้แต่นกหรือสิ่งมีชีวิตอื่นก็ไม่มีให้เห็น

 

บนดินแดนหลายพันลี้ที่อยู่ใกล้ๆกับทุ่งธารน้ำแข็งมันควรมีชาวเหมาลี่กว่าแสนคน มันควรมีนกและสัตว์อีกนับไม่ถ้วนอาศัยอยู่ แต่ดูเหมือนกับว่าพวกมันต่างอันตรธารหายไปจากที่นี่อย่างชิ้นเชิง

 

ตามคำบอกเล่าของอาจารย์ สถานที่แห่งนี้ควรอาศัยอยู่ของชนเผ่าเหมาลี่ที่แข็งแกร่ง พวกเขามีทักษะการใช้ขวานที่ยอดเยี่ยม พวกมันเกิดมาเพื่อเป็นนักรบที่แข็งแกร่ง

 

หรือว่าจะเกิดภัยพิบัตทางธรรมชาติขึ้นที่นี่ จนทำให้พวกเขาต้องย้ายหนี แต่มันก็ไม่ควรที่จะไม่เห็นแม้แต่พวกนกนี่ นี่มันดูผิดปกติเกินไป

 

หยางติงเทียน รู้ว่าถ้าเขาเดินไปทางทิศตะวันออกต่อไป มันก็จะเป็นพื้นที่ของทะเลไม่มีที่สิ้นสุด เนื่องจากเขาได้กลิ่นของทะเลจากที่ลอยมาตามลม

 

ก่อนหน้านี้หยางติงเทียน กลัวว่าการเดินทางของเขาจะล่าช้า แต่ขณะนี้หยางติงเทียน ไม่กล้าที่จะเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว เขากลัวว่าเมื่อเขามาถึงขอบชายฝั่งทะเลอันกว้างใหญ่แล้ว แต่ในขณะที่เขาก็ยังไม่เจอคนหรือแม้แต่สัตว์ซักตัว แล้วในเวลานั้นเขาจะทำเช่นไร?

 

ในท้ายที่สุดแล้ว, หยางติงเทียนก็เริ่มเดินลง เขาเดินทางแค่ไม่กี่ลี้ต่อวันเท่านั้น เขาตั้งใจมองหาที่พักและผู้คนตลอดเวลา

 

หยางติงเทียน ยังคงต้องกินเมล็ดพืชเป็นอาหารอยู่ เพราะมันไม่มีอะไรที่เขาสามารถกินได้เลย ร่างกายของเขาก็ยังคงเปลือยเปล่า ไม่ต้องพูดถึงเสื้อผ้าแม้แต่หนังสัตว์ก็ไม่มีให้เห็น ตลอดทางมันมีเพียงต้นไม้แต่เขาไม่รู้ว่าจะใช้มันได้อย่างไร เนื่องจากใบของมันทั้งหนักและแหลมคม มันไม่เหมาะที่จะสวมใส่บนร่างกายเลย นอกจากนี้หยางติงเทียน ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของคนซักคนเดียวและเขาก็ไม่ได้กลัวความหนาวดังนั้นการเปลือยกายล่อนจ้อนนี้ ไม่ได้เป็นปัญาหาต่อเขาเลย

 

****

 

ภายในกระท่อมไม้ หยางติงเทียนนอนอยู่บนเตียงไม้ เขารู้สึกกลัวเล็กน้อย เขารู้สึกถึงจิตตานุภาพและจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ที่เริ่มอ่อนแอลง เขารู้สึกว่าตัวเองค่อยๆกลายเป็นขี้เกียจ

 

ในพื้นที่แห่งความหนาวเหน็บที่ผ่านมา เขามักจะอยู่บนเส้นขอบเขตแห่งชีวิตและความตาย นอกจากนี้สถานที่แห่งนั้นยังมีแต่อยู่หิมะรอบด้าน ดังนั้นหยางติงเทียนจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณการต่อสู้และเอาตัวรอด ตอนนี้ที่ที่นี่มีต้นไม้และบ้านเรือนแต่ไม่มีใครหรือสัตว์อยู่เลย มันทำให้หยางติงเทียนเริ่มรู้สึกกลัวเนื่องจากจิตวิญญาณการต่อสู้ของเขาอ่อนแอลง

 

ในท้ายที่สุดแล้ว หากสิ่งที่เกิดขึ้น? คือถ้าเขาไม่พบใครซักคนที่ชายฝั่งเขาจะทำเช่นไรดี? เขาไม่สามารถจะสอบถามใครได้ว่านิกายหยินหยางนั้นอยู่ที่ใด แค่เพียงลำพังในการเดินทางไปยังนิกายหยินหยางมันก็ยากพออยู่แล้ว

 

เขานอนลงบนเตียง แต่ไม่ได้หลับ ความรู้สึกที่อ้างว้างความว้าเหว่บุกแทรกเข้าสู่จิตใจของหยางติงเทียน ทำให้จิตใจของเขาเต็มไปด้วยหม่นหมอง สิ่งเหล่านี้มันค้างคาอยู่ในใจเขาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว ปัจจุบันสภาพของหยางติงเทียนดูเหมือนจะกลายเป็นคนป่าเถื่อนไปแล้ว เครายาวและยุ่งเหยิงผมบนศีรษะของเขายาวและรกรุงรัง

 

ทันใดนั้น!!!!!

 

หยางติงเทียนได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง มันเป็นเหมือนเสียงของสัตว์ที่มีกีบกำลังย้ำลงบนพื้นที่เต็มไปด้วยหิมะ

 

เขาลุกออกจากเตียงโดยทันที เขาไม่กล้าที่จะเชื่อ เขาผึ่งหูเพื่อฟังให้ชัดเจนเพราะกลัวว่านี่จะเป็นเพียงแค่เขาหูฝาดไป

 

มันไม่ใช่เขาหูฝาดหรือภาพหลอน!

 

อย่างแท้จริงไม่ได้เป็นภาพหลอน! เสียงนี้มันดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไปดูเหมือนมันจะเป็นเสียงกีบของม้าและในที่สุดแม้แต่เสียงของผู้คนเขาก็เริ่มได้ยินมัน

 

ความสุขที่ท่วมท้น! หยางติงเทียนก็กระโดดขึ้นและวิ่งออกจากห้องในทันที!

ด้านหน้าเขาหลายร้อยเมตรกองกำลังจำนวนมหาศาลกำลังวิ่งมาอย่างรวดเร็ว

 

มันเป็นมนุษย์ มนุษย์ที่นั่งอยู่บนหลังม้า ม้าดูคล้ายกับม้าบนโลกเพียงแต่มันมีขนาดที่ใหญ่กว่าม้าบนโลกของเขานักและมันก็มีเขาอยู่บนหัวของมันด้วย

 

กองกำลังตรงหน้านี้มีผู้คนมากกว่า 100 คน พวกเขาทั้งหมดล้วนสวมใส่เสื้อผ้าขนสัตว์ที่สวยงาม ตามร่างการถูกประดับไปด้วยเครื่องประดับที่งดงาม

One thought on “Chepter 007 พันลี้ที่ขมขื่น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น