Chepter 005 หมั้นหมายบุตรสาว

Chepter 005  หมั้นหมายบุตรสาว

 

“บันทึกการตาย?” หยางติงเทียน อุทานขึ้นอย่างตื่นตระหนก: “อาจารย์ ท่านจะไม่ไปกับข้าเหรอ?”

 

“เจ้าอย่าเพิ่งขัดสิ รอให้ข้าพูดจบก่อน”ตงฟางเนี่ยเมี่ย กล่าวขึ้นอย่างเคร่งเครียด

 

“ขอรับ!” ดวงตาของหยางติงเทียน เริ่มร้อนผ่าว น้ำตาเหมือนจะไหลออก

 

“ภายในบันทึกการตายของข้า ข้าจะบอกอาจารย์หญิงของเจ้าว่า เจ้าคือประมุขคนใหม่นิกาย ข้าจะบอกให้นางใช้ทรัพยากรที่มีทั้งหมดในนิกายเพื่อฝึกฝนเจ้า เพื่อที่เจ้าจะสามารถกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับจักรวาลในเวลาอันสั้นได้และเข้าควบคุมนิกาย ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ”

 

“นอกจากนี้ในบันทึกการตายของข้า ยังจะมีสัญญาหมั้นบุตรสาวของข้ากับเจ้า นางชื่อว่าตงฟางไป๊หลิง อายุของนางน้อยกว่าเจ้าหลายเดือน นางน่าจะเข้ากันได้ดีกับเจ้า นางเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของข้า เป็นคนที่ข้ารักมากที่สุด เจ้าเป็นเด็กดีและยิ่งไปกว่านั้นสติปัญญาไหวพริบของเจ้ายิ่งน่าอัศจรรย์ ดังนั้นจึงทำให้ข้ารู้สึกหมดห่วงที่จะหมั้นนางไว้กับเจ้า “ตงฟางเนี่ยเมี่ย ยิ้มออกจางๆ

 

“แล้วถ้าหากนางไม่เห็นด้วยหล่ะ หรือไม่บางทีนางอาจจะชอบพออยู่กับใครซักคน? แล้วจะเป็นอย่างไรถ้าหากนางมีผู้ชายคนหนึ่งอยู่ในหัวใจของนางแล้ว? “หยางติงเทียนถาม

ตงฟางเนี่ย ไม่ได้พูดคำใดๆ เขาดึงมือของหยางติงเทียนออกมาแล้วทำการถ่ายพลังเข้าไปที่แหวนบนนิ้วมือของหยางติงเทียน

 

ทันใดนั้นเปลวไฟสองดวงลุกโชนขึ้นจากด้านบนของแหวน เปลวไฟที่กำลังส่องสว่างนั้นค่อยสะท้อนปรากฎภาพเงาของบุคคลขึ้นบนกำแพงน้ำแข็ง

 

มันเป็นภาพเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่มีอายุประมาณ 10 ขวบ แม้จะมีอายุเพียงแค่ 10 ขวบแต่เธอก็มีความงดงามหาใดเปรียบ มันเป็นความงามที่ทำให้ผู้คนสำลักในคำพูดไม่แม้นอาจเอื้อนเอยสิ่งใด หยางติงเทียน ถึงกับลืมหายใจในทันที เขาหยุดนิ่งไม่กล้าแม้ที่จะเชื่อว่ามีเช่นสาวงามเช่นนี้อยู่ในโลก  มันเปรียบเหมือนงานศิลปะชิ้นเยี่ยมก็มิปาน

 

“นี่คือ หลิงเอ่อน้อย เมื่ออายุ 10 ขวบคู่หมั้นของเจ้า ตอนนี้ก็ผ่านมา 10 ปีแล้วความงามของนางน่าจะเพิ่มขึ้นมากจนข้าไม่สามารถจินตนาการได้ อาจารย์หญิงของเจ้าก็เป็นหญิงที่มีความงามเป็นหนึ่งในใต้หล้า แต่ทว่าเมื่อเทียบกับนางแล้ว นางงดงามกว่าอาจารย์หญิงของเจ้ามากมายนัก “ตงฟางเนี่ย กล่าว

 

แท้จริงแล้วผู้หญิงที่สวยที่สุดที่เขาเคยเห็นในชีวิตของเขาก็คือแฟนสาวของเขา หลี่บี้จิ้ง แต่ทว่าเมื่อเทียบกันแล้ว ตงฟางไป๊หลิง นั้นงดงามกว่ายิ่งนัก

 

“ข้าเป็นพ่อของนาง ข้าคือโลกของนางและคำพูดสุดท้ายของข้าก็คือทุกสิ่งที่เธอต้องปฎิบัติ ตั้งแต่เด็กจนโตนางเชื่อฟังข้า ไม่ว่าข้าจะพูดอะไรก็ตามนางจะเชื่อฟังพวกมันทั้งหมด นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญที่ก็สุดคือแม้ว่านางจะไม่ได้มีร่างกายเก้าหยิน แต่นางก็ยังมีร่างกายที่เป็นหยินบริสุทธิเช่นเดียวกับมารดาของนาง โดยปกติแล้วชายทั่วไปจะไม่สามารถให้ความสุขกับนางได้ แต่เฉพาะบางคนเช่นเจ้าที่มีร่างกายเก้าหยางเท่านั้นที่เหมาะกับนางมากที่สุด ถ้าหาเจ้าและนางได้แต่งงานกันแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะได้รับประโยชน์สูงสุด หยินและหยางมีสัมพันธ์เกื้อหนุนแลกเปลี่ยน มันจะเป็นผลดีในการบ่มเพาะของพวกเจ้าเอง โดยผลที่ได้รับจากการฝึกฝนจะเป็นสองเท่าของปกติ ”

 

“ในอีก 3 ปีข้างหน้าถ้านางไม่สามารถที่จะหาชายที่มีพลังลมปรานที่กล้าแข็งพอที่จะมีสัมพันธ์ทางกายกับนางได้แล้วนั้น เปลวไฟหยินภายในร่างกายนางก็จะทวีความเข็มข้นมากขึ้นจนถึงที่สุด นางจะต้องเจ็บปวดทรมานมากซะจนยิ่งกว่าตาย เพราะฉะนั้นถ้าข้าไม่คู่หมั้นหมายนางไว้กับเจ้าแล้วใครกันล่ะจะแต่งงานกับนาง? ตอนนี้เจ้าจะสัญญากับข้าได้มั้ยว่าจะแต่งงานกับบุตรสาวของข้า? “ตงฟางเนี่ยเมี่ย กล่าว

 

หยางติงเทียนที่กำลังหน้าแดงอยู่ พยักหน้ารับ

 

“ฮ่าๆๆ …… ” “วันนี้เป็นวันที่มีข้าความสุขมากที่สุด ไม่เพียงแต่ข้าจะพบผู้สืบทอดที่จะยากที่จะได้เจอแม้ใน 100 ปี แต่ข้ายังพบกับคนที่ข้าบุตรสาวของข้าสามารถที่จะฝากชีวิตของนางไว้ได้ แม้ต้องตายตอนนี้ข้าก็ตายตาหลับแล้ว ”

 

“เมื่อสิบปีก่อนข้านั้นตายไปแล้ว แต่เพราะข้ายังไม่เต็มใจยอมรับมัน ข้าจึงได้แต่ผนึกเส้นสายใยสุดท้ายของพลังชีวิตไว้เพื่อที่จะรอให้เกิดปาฎิหาร ใครจะรู้ว่าสวรรค์จะเมตตาข้าและส่งมอบเจ้ามาให้ข้า ”

 

เมื่อมองไปที่ใบหน้าอันเหี่ยวย่นของตงฟางเนี่ย ที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ หยางติงเทียนไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรดี เขาได้แต่พูดอย่างกังวลว่า “อาจารย์ ท่าน…..”

 

“หลังจากผ่านไปนับทศวรรษ ที่สวรรค์นั้นได้ทดสอบข้า” ตงฟางเนี่ย มองหน้าหยางติงเทียนแล้วกล่าวว่า “ศิษย์ที่ดี ในช่วงเวลาสุดท้ายนี้อาจารย์จะให้เจ้าได้เห็นตัวตนที่แท้จริงและความแข็งแกร่งของข้า  ”

 

ตงฟางเนี่ยเริ่มใช้ออกด้วยพลังขั้นสูงสุด มันดูเหมือนกับว่ามีประกายของเปลวไฟสีน้ำเงินลุกโชนขึ้นจากภายในร่างกายของชายชรา ทันใดนั้นก็เริ่มมีสิ่งปรากฎขึ้นเหมือนเช่นปาฏิหาริย์

 

ผมที่เหี่ยวแห้งและยุ่งเหยิงของ ตงฟางเนี่ย เริ่มกลายเป็นประกายสีดำเงางามมันปลิวไสวอยู่ในอากาศ ผิวที่แห้งเหี่ยวคล้ายเน่าเปื่อยของเขาเริ่มเปลี่ยนไปเหมือนผิวของทารกแรกเกิดในทันที แววตาที่ดูแห้งเหี่ยวของวัยชราเปลี่ยนไปเป็นแววตาที่ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิง มันเหมือนกำลังลุกเป็นไฟอยู่ข้างใน

 

เพียงไม่กี่ลมหายใจที่ผ่าน ตงฟางเนี่ยเมี่ย ดูเหมือนจะกลับมาเป็นหนุ่มอีกครั้ง จากคนที่ดูเหมือนกำลังท้อแท้และใกล้จะตายอยู่เต็มทน ได้กลายมาเป็นชายวัยกลางคนที่งามสง่า แม้แต่ชุดที่ดูเหมือนดั่งขอทาน ก็เปลี่ยนเป็นชุดผ้าเนื้อดีเหมือนดังหยกมันถูกออกแบบและปักด้วยร่างแห่งเปลวเพลิง ลวดลายแห่งเปลวเพลิงที่ดูเหมือนกับมีชีวิต ราวกับว่ามันต้องการที่จะกระโดดออกมาจากชุดที่ ตงฟางเนี่ยสวมใส่

 

นี่คือรูปลักษณ์ดั้งเดิมของ ตงฟางเนี่ย ที่ทั้งโดดเด่นภูมิฐานและพรั่งพร้อมไปด้วยความสง่างามที่ไม่มีอันเปรียบ

 

“พลังชีวิตของข้าอ่อนแอมากดังนั้นข้าจึงไม่สามารถสอนวิชายุทธให้เจ้าได้มากนัก แต่ข้าจะมอบของขวัญชิ้นสุดท้ายที่มีค่าแก่เจ้า ข้าใช้กำลังที่เหลืออยู่ของข้าเพื่อชำระล้างไขกระดูกและทะลวงเส้นลมปรานให้เจ้า “ในทันทีที่ ตงฟางเนี่ย เริ่มเคลื่อนย้ายมือของเขา ร่างกายของหยางติงเทียน ดูเหมือนมันถูกห้อมล้อมไปด้วยความร้อนบางอย่างและมันก็ทำให้ร่างกายของหยางติงเทียนลอยขึ้นมาอยู่กลางอากาศ

 

“เกี่ยวกับการฝึกวิชายุทธแห่งเต๋า  สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการชำระล้างไขกระดูกและเส้นลมปราน ข้าเคยได้กล่าวว่าเส้นใยกล้ามเนื้อของมนุษย์นั้นเป็นเหมือนดังแม่น้ำและสายธารนับไม่ถ้วน แล้วทะเลลมปรานภายในท้องของเจ้าก็เป็นเหมือนดั่งมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ลมปรานก็เปรียบเหมือนน้ำทุกครั้งที่เจ้าฝึกฝนมัน มันก็จะเพิ่มปริมาณมากขึ้นไหลผ่านกล้ามเนื้อเส้นลมปรานไปสู่มหาสมุทรลมปรานของเจ้า

 

“วันนี้อาจารย์จะช่วยเจ้าชำระล้างไขกระดูกและเส้นลมปราน อย่างไรก็ตาม จะสำเร็จในการทะลวงชำระถึงขั้นไหนนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับโชคของเจ้า”

 

หลังจากพูดจบ ตงฟางเนี่ยเมี่ย ก็หงายฝ่ามือขึ้นส่งพลังแล้วประทับตรงไปยังตรงกลางหัวใจของหยางติงเทียน

 

********

 

“อ้า!!!!!  เดี่ยวเย็น เดี่ยวก็ร้อนสลับกันไป!” หยางติงเทียนอยากจะกรีดร้องตะโกนออกมา แต่เขาก็ไม่สามารถทำร้องออกมาได้

 

มันแปลกมาก!  สิ่งที่ตงฟางเนี่ยเมี่ยใช้ออกนั้นคือพลังปรานแห่งไฟหยางที่มีความบริสุทธิเป็นอย่างมาก มันแข็งแกร่งและดุดันเช่นเดียวกับไฟนรก  แต่หลังจากถ่ายส่งพลังนี้เข้าสู่ร่างกายของหยางติงเทียนแล้ว เขาไม่เพียงแต่จะไม่รู้สึกว่ามันร้อนราวกับจะถูกเผาไหม้ให้เป็นเถ้า แต่มันกลับให้ความรู้สึกที่หนาวเย็นมากไปพร้อมๆกัน ราวกับว่ามันต้องการแช่แข็งให้ตัวเขาแตกเป็นชิ้น ๆ

 

“ข้ามีร่างกายหยางบริสุทธิ ดังนั้นข้าจึงฝึกฝนบ่มเพาะทักษะแห่งไฟ แต่หลังจากข้าได้ฝึกมันจนถึงจุดสูงสุดแล้ว หยางก็เหมือนกับหยินและหยินก็เหมือนกับหยาง ไฟของข้ากลายเป็นสีฟ้าสดใสและท้ายที่สุดแล้วพลังก็ไม่ได้แบ่งออกเป็นเย็นหรือร้อน มันมีทั้งเย็นและร้อนรวมเข้าอยู่ด้วยกัน ข้าใช้เวลาถึง 39 ปีเต็มเพื่อจะไปถึงขอบเขตนี้ แต่เจ้าเป็นนั้นแตกต่าง ด้วยเส้นลมปรานเก้าหยางที่พิสดารของเจ้า ข้าเชื่อว่าเจ้าใช้เวลาเพียง 10 ถึง 20 ปีก็สามารถที่จะบรรลุขอบเขตนี้ เมื่อถึงเวลานั้นเปลวไฟบนแหวนที่นิ้วมือของเจ้ามันก็จะเปิดเผยตัวเองของมันเองและเจ้าก็สามารถเปิดเผยต่อสาธารณชนว่าเจ้าคือประมุขของนิกายหยินหยางคนปัจจุบัน ”

 

ขณะที่ ตงฟางเนี่ย กำลังพูดถึงความแข็งแกร่งที่น่าเกรงขามและลึกซึ้งอย่างต่อเนื่องเขาก็ยังถ่ายเทพลังไปยังใจกลางของหัวใจของหยางติงเทียน มันทะลวงผ่านเส้นลมปราน เส้นเลือดไปตามกล้ามเนื้อของหยางติงเทียนทีละนิ้ว ทีละนิ้ว มันดูเหมือนจะชำระล้างทุกเส้นทางที่มันผ่าน ทุกปลายประสาทถูกชำระล้างอย่างต่อเนื่อง

 

กระบวนการทั้งหมดนั้นนำมาซึ่งความทุกข์ทรมานที่หนักหนายิ่งนัก มันราวกับว่าเขานั้นกำลังถูกเผาด้วยเปลวไฟที่ร้อนแรงนับพันองศาและในเวลาเดียวกันก็ถูกแช่แข็งจากความหนาวเย็นที่ติดลบมากกว่าร้อยองศา ความทุกข์ทรมานนี้มันไม่อาจมีคำบรรยายพรรณนาออกมาได้ แต่เมื่อเทียบกับหยางติงเทียนที่มีจุดเด่นของร่างกายเกี่ยวกับเปลวไฟโดยธรรมชาติแล้ว การเผาผลาญนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับการเล่นของเด็กน้อย

 

ความรุนแรงของพลังปรานที่น่าเกรงขามได้ชะระล้างเส้นใยกล้ามเนื้อของหยางติงเทียน ไปทีละนิ้ว ในตอนเริ่มต้นนั้นมันดูรวดเร็วมาก แต่หลังจากนั้นก็เริ่มช้าลงช้าลงและช้าลง ความทุกข์ทรมานของหยางติงเทียน นั้นเริ่มมากขึ้นจนทำให้ร่างกายถึงกับสั่นไหว ตอนนี้ร่างกายของเข้าปรากฎให้เห็นว่าครึ่งนึงนั้นมีสีแดงและอีกครึ่งก็เป็นสีฟ้า มันช่างดูแปลกประหลาดมาก

 

ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมง!

 

ความทุกข์ยากที่เกินมนุษยธรรมดาจะทานทน ได้สิ้นสุดลง หยางติงเทียนถึงกับหมดสติ ในการทำชำระล้างไขกระดูกและเส้นลมปรานครั้งแรกนี้เสร็จสิ้นลงอย่างสมบูรณ์ เขายังคงลอยอยู่กลางอากาศเช่นปลาที่ได้รับการล้างจนสะอาดและกำลังถูกตากแห้งจากแสงอาทิตย์ นอกเหนือจากการหายใจแล้วก็ไม่มีสิ่งอื่นใดที่บ่งบอกว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ร่างกายของเขาไม่ได้บ่งบอกถึงความปลอดโปร่งโล่งสบายเลย ตั้งแต่หัวจรดเท้ามันถูกปกคลุมไปด้วยสิ่งสกปรกเหลวสีดำที่ถูกขับออกมา มันคือขยะภายในของเส้นใยกล้ามเนื้อลมปรานที่ถูกชำระล้างออกโดย ตงฟางเนี่ย ดังนั้นแม้ว่าหยางติงเทียนจะ มีอาการชาและอาการเจ็บปวดตั้งแต่หัวจรดเท้าเขาไม่สามารถเอื้อนเอ่ยคำพูดเพื่อแสดงความรู้สึกที่ขมขื่นเช่นนี้ได้ แม้นว่าร่างกายของเขาจะให้ความรู้สึกเบาเช่นขนนกและเส้นเลือดของเขาดูเหมือนจะมีลมไหลผ่านได้ก็ตาม

 

อย่างไรก็ตาม ตงฟางเนี่ยดูเหมือนจะมีอายุเพิ่มขึ้นกว่า 10 ปี ผมที่เคยเป็นสีดำอมสีม่วงของเขาได้เริ่มกลายเป็นสีเทา

 

“มันไม่น่าเชื่อ! ภายในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเส้นเลือดภายในกล้ามเนื้อและเส้นลมปรานของเจ้าได้รับการชำระเสร็จสิ้น เมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่ผ่านมาแล้วหลังจากทำการชำระล้างเส้นลมปรานขั้นที่หนึ่งเสร็จแล้วนั้น ความเร็วในฝึกฝนบ่มเพาะของเจ้าจะรวดเร็วกว่าก่อนหน้านี้ประมาณ 3 ถึง 4 เท่า ”

 

“สมแล้วที่เป็นเส้นลมปรานเก้าหยาง มันน่าอัศจรรย์มาก แค่เพียงชำระล้างเส้นลมปรานขั้นที่หนึ่ง มันก็รวดเร็วกว่าคนปกติทั่วไปหลายเท่านัก ข้าจำได้ว่าเมื่อครั้งแรกที่ข้าทำการชำระเส้นลมปราน มันต้องใช้เวลาถึง 1 วันและ1คืนเต็มๆ แต่ความรวดเร็วอย่างคาดไม่ถึงของเจ้านั้นมันใช้เวลาเพียงเศษเสี้ยวของคนอื่น ๆ ความสามารถนี้มันช่างเป็นอะไรที่น่าประหลาดใจมาก! ”

 

“ตอนแรกข้าคิดว่าพลังลมปรานที่เหลือของข้าจะสามารถชำระล้างไขกระดูกแล้วเส้นลมปรานได้เพียงหนึ่งขั้นเท่านั้น แต่คาดไม่ถึงจริงๆว่าจะใช้พลังเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ เท่านั้นก็สำเร็จได้อย่างสมบูรณ์-!

 

“มา มาต่อกันเถอะ ข้าอยากจะเห็นว่าเส้นลมปรานเก้าหยางของเจ้านั้นจะน่าอัศจรรย์แค่ไหน ”

 

เมื่อพูดจบ ตงฟางเนี่ย ยื่นฝ่ามือออกมาอีกครั้ง คราวนี้ความรุนแรงและความหนาแน่นของพลังนั้นน่ากลัวมากกว่าเดิม มันบีบลงไปในใจกลางของหัวใจของ หยางติงเทียน พลังนั้นมันรุนแรงกว่าครั้งก่อนหน้าถึงสี่หรือห้าเท่า

 

“ในการชำระล้างเส้นไขกระดูกและเส้นลมปรานขั้นที่ 2นั้นจำเป็นต้องใช้ออกด้วยพลังปรานเป็นหลายเท่าของขั้นที่หนึ่งและต้องใช้ออกมันหลายสายพร้อมกันด้วย และในท้ายที่สุดหลังจากขั้นที่สามเป็นต้นไป ก็ไม่สามารถที่จะพึ่งพาพลังปรานจากคนอื่นได้ เนื่องจากการชำระล้างเส้นลมปรานในจุดนั้นต้องใช้พลังปรานที่มากและต้องอาศัยความพยามมากกว่าเป็นสิบหรือร้อยเท่าในการทะลวงชำระล้าง ดังนั้นมันจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะพึ่งพาพลังของคนอื่น มันมีเพียงแต่ต้องพึงความพยามและความเข็มแข็งในพลังของตัวเองเท่านั้น เพื่อชำระล้างไขกระดูกและเส้นลมปราน

 

แน่นอนว่าชั้นที่ 2 นั้นของการชำระไขกระดูกและเส้นลมปรานนั้นช้ากว่าขั้นที่หนึ่งมากทีเดียว ระดับของความทุกข์ทรมานก็เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวและในที่สุดมันก็มาถึงจุดที่มันเกือบจะไม่สามารถทนต่อไปได้อีก หยางติงเทียน รู้สึกเจ็บปวดทรมานจากการเผาผลาญอย่างมาก ความเหี้ยมโหดที่หนาวเหน็บทำให้ร่างกายของเขาปรากฎเส้นเลือดฝอยก็จางๆภายดวงตาของเขา เขารู้สึกเหมือนลูกตาแทบจะหลุดออกมาจากเบ้า

 

“การฝึกวิชาการต่อสู้ของเรานั้นมันไม่เหมาะสำหรับคนที่อ่อนแอ คนที่อ่อนแอนั้นมีเส้นประสาทกล้ามเนื้อค่อนข้างอ่อนด้อย ดังนั้นจึงไม่มีความสามารถในการทนต่อความเจ็บปวดที่มาพร้อมกับการชำระล้างไขกระดูกและเส้นลมปรานได้ ทุกครั้งที่ต้องชำระล้างไขกระดูกของพวกเขา มันก็คล้ายกับการเข้าใกล้ประตูนรก ยิ่งระดับของการชำระสูงขึ้นเท่าไหร่อันตรายก็ยิ่งทวีคูณ แม้กระทั่งจะพบกับความล้มเหลวในการชำระล้างไขกระดูกและเส้นลมปราน พวกเขาก็ไม่มีแม้โอกาศจะถอนตัว ผู้คนจำนวนมากต้องเสียชีวิตด้วยเหตุผลที่ว่าเส้นลมปรานของพวกเขาระเบิด ดังนั้นเมื่อเจ้าต้องการล้างชำระไขกระดูกและเส้นลมปรานนั้น เจ้าต้องมีความพร้อมและความมั่นใจอย่างสมบูรณ์ที่สุด เพราะโอกาศที่จะถอยกลับหรือหลบหนีนั้นมันแทบจะเป็นไปไม่ได้ ”

 

แม้ว่า หยางติงเทียน จะได้ยินคำพูดของ ตงฟางเนี่ย แต่ในขณะที่สียงกระจายไปถึงหูของเขานั้นมันก็เหมือนกับว่าเขากำลังฟังเสียงใครพูดอยู่ในน้ำ แม้ว่าร่างกายของหยางติงเทียนยังมีลมหายใจอยู่ แต่ก็ดูเหมือนว่าเขานั้นจะมีอาการบาดเจ็บอย่างรุนแรง

 

เวลาผ่านไปนาที ต่อนาที

 

ความรุนแรงของพลังปรานที่ถูกส่งมาจาก ตงฟางเนี่ยเมี่ยนั้น มันเริ่มรุนแรงเพิ่มขึ้นทีละนิดทีละนิดมันโคจรพาดผ่านทำการชำระล้างไปยังทุกเส้นสายลมปรานของหยางติงเทียน

 

ห้าชั่วโมงต่อมา ระดับขั้นที่2ของการชำระไขกระดูกและเส้นลมปรานก็เสร็จสิ้นลงอย่างสมบูรณ์ หยางติงเทียน เป็นหมือนดังคนตายที่ลอยอยู่กลางอากาศ ร่างกายของเขาถูกปกคลุมไปด้วยสารสีดำ ภายในกล้ามเนื้อและเส้นลมปรานของเขามันเหมือนมีกระแสลมแรงพัดผ่านไปได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกราวกับว่าเขาเหมือนจะลอยขึ้นและบินไปในอากาศได้ทุกๆเมื่อ

One thought on “Chepter 005 หมั้นหมายบุตรสาว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น