ตอนที่2 – จงใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ และจงตายอย่างไร้ความเสียใจ

ตอนที่2 – จงใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ และจงตายอย่างไร้ความเสียใจ

 

ปีก่อนหลังจากที่ต้าซือ ซื้อเรือฟู่เอวียน เซอเอียนได้ออกจากงานที่ทำเพื่อกลับมาช่วย ต้าซือ โดยไม่ลังเล ในเวลานั้นเขาเป็นผู้ควบคุมงานของเรือบรรทุกสินค้าขนาด 500 ตัน จากปานามา และกัปตันกำลังจะเกษียณตัวในอีกหนึ่งปี แม้หลังจากที่โดนชวนจากกัปตันแล้วก็ตามเซอเอียนก็ยังคงไม่เปลี่ยนใจ และกลับไปที่เรือที่ทั้งโกโรโกโสและใกล้จะพัง ฟู่เอวียน เพื่อเป็นชาวประมงธรรมดา เขาใช้เงินของเขาเพื่อจ่ายหนี้ของ ต้าซือ และโรงเก็บของเล็ก ๆ ที่เขาและ ซันจือสร้างจากสิ่งที่เหลืออยู่

 

หลังจากเดินไปได้ไม่กี่นาที รองเท้าของเขาก็เปียกแฉะด้วยน้ำโคลนที่เย็นจัด ให้ความรู้สึกที่เย็นยะเยือกไปถึงกระดูก และเสียงที่แผ่วเบาในแต่ละก้าวทำให้รู้สึกอึดอัดมาก เมื่อเดินมาถึงกระท่อมของซันจือ เขาไม่ได้มองกลับไป แต่ยื่นหน้าผ้าเช็ดหน้าเล็กๆราวกับว่าเป็นคำทักทาย จากนั้นเขาก็ผลักประตูและเดินเข้าไปในกระท่อม

ในขณะที่ เซอเอียน กำลังจะเดินกลับที่ห้องของเขา ประตูบ้านได้เปิดขึ้นอย่างแรงพร้อมกับ ซันจือ โผล่ออกมาด้วยใบหน้าที่แสดงความอิจฉาและความเคารพ

 

พี่ เอียน จำได้ไหมเวลาที่เราโดนคลื่นสูงราว 2-3 เมตร แม้แต่ลุงต้าซือและลุงฟาก็ทำอะไรไม่ได้ แล้วพี่สามารถจัดการกับสัตว์ร้ายหัวใหญ่ได้ยังไง?

 

แม้ว่า ซันจือ จะอายุน้อยกว่า เซอเอียน แค่2-3เดือนแต่ความคิดและประสบการณ์ของเขาไม่สามารถเทียบกับ เซอเอียน ที่ทำงานข้างนอกถึง 5 ปีได้ มันอยู่ไม่ใกล้เลยแต่ก็ยังยิงโดน นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม ซันจือ จึงมีความเคารพนับถือและคิดจะเอาเป็นแบบ อย่างพี่ชายบุญธรรมของเขา เซอเอียน เมื่อได้ยินก็หัวเราะเล็กน้อย ขณะที่เขามองไปที่ซันจือ

 

“ฉันเพียงแค่เล็งมั่วๆและมันโชคดียิงโดนก็แค่นั่นแหละ”

 

เซอเอียน ได้จุดตะเกียงข้างๆเขาและนำผ้าเช็ดหน้าที่ยังคงแห้งอยู่ออกมาจากเสื้อคลุมที่เปียกโชกของเขาเพื่อเช็ดศีรษะ เขาสูงประมาณ 1.8 เมตร มีร่างกายที่แข็งแรงและคิ้วหนาๆสีดำ ที่อยู่ใต้เสื้อกล้ามคับๆของเขาเป็นเค้าโครงของกล้ามหน้าอก และไม่กี่ปีที่ผ่านมานี่ในทะเลทำให้เขามีผิวพรรณที่ดูมีสุขภาพดี ด้วยเส้นผมที่เรียบเนียนและเป็นระเบียบเรียบร้อยควบคู่กับคิ้วคมเข้ม ให้ความรู้สึกว่าเป็นครูฝึกฟิตเนสระดับสูง  อย่างไรก็ตามจากริมฝีปากโค้งที่ขึ้นให้ความรู้สึกน่าเกรงขามบวกกับสายตาที่เย็นชา ทำให้ผู้คนต้องการไปให้ห่างจากเขาอย่างน้อยก็พันไมล์(1 ไมล์ = 1.6093 กิโลเมตร)

 

ถ้ามองอย่างไม่อคติ กระท่อมแห่งนี้มันเรียบง่ายมาก พื้นที่วัดได้ 78 ตารางเมตร ทำจากเศษวัตถุและวัตถุดิบที่มีคุณภาพต่ำแม้ภายในไม่มีจะอะไรมาก เตียงเดี่ยวเล็กๆหนึ่งอัน อ่างซักผ้าและเสื้อผ้าที่เรียบง่าย อย่างไรก็ตามเมื่อเข้ามาจะให้ความรู้สึกที่อบอุ่นมาก ความรู้สึกของบ้านหลังนี้ไม่อาจถูกแทนที่ได้แม้กระทั่งโรงแรมระดับ 5 ดาวก็ตาม

 

เครื่องประดับภายในบ้านมีเพียงอย่างเดียวคือรูปภาพที่ใส่กรอบแขวนอยู่บนหัวเตียง

เมื่อเวลาผ่านไปสีกรอบรูปนี้ก็ได้เปลี่ยนเป็นสีเหลือง ข้างมนกรอบเป็นรูปภาพคนสามคน เซอเอียน ลุงต้าซือ และซันจือ ภาพนั้นถ่ายก่อนที่ เซอเอียน จะออกจากบ้านไปทำงานมองไปที่ลุงต้าซือในภาพ มีสายตาที่มีเคารพและความชื่นชมในดวงตาของ เซอเอียน เขาเป็นคนที่ซื่อสัตย์และเรียบง่ายที่ซึ่งพยายามทำงานอย่างหนักเพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาและซันจือดีขึ้น จุดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่เขาไม่ปิดบังชาติกำเนิดของพวกเขา และไม่อนุญาตให้พวกเขาเรียกเขาว่าพ่อ เป็นเพราะ ต้าซือ เป็นผู้ที่เชื่อใน ฮวงจุ้ย และเขายังบอกอีกว่าโชคชะตาของเขาจะต้องมีชีวิตที่ลำบากอยู่แล้ว เขาปฏิเสธที่จะยอมให้ชะตากรรมอันเลวร้ายนี้ติดไปกับเด็กทั้งสองคน เขาเลยเลือกที่จะแก่ตายไปคนเดียวโดยไร้บุตร (@ใจลุงโครตหล่อเลยเลยอ่ะ)

 

อย่างไรก็ตามนี่เป็นความคิดที่โง่เขลา แต่ก็รู้สึกชอบที่ได้เกี่ยวข้องกับต้าซือ

 

คิดย้อนกลับไปในอดีต เซอเอียน ถอนหายใจ เขาเป็นคนที่ใจแข็งมากคนหนึ่ง ยิ่งเขาอายุมากขึ้น เขาก็ไม่ได้เกลียดพ่อแม่ที่ทิ้งเขาไว้แต่เขารู้สึกกลับขอบคุณมากกว่า สำหรับลุงต้าซือ แม้เขาจะเรียกต้าซือว่าลุงแต่ลึกๆในใจเขาถือว่าต้าซือเป็นพ่อ ที่วางบนหัวเตียงของเขาเป็นกระดาษที่เขียนด้วยตัวหนังสือเป็นระเบียบเรียบร้อย – จงใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการและจงตายอย่างไม่เสียดาย! คำพูดเหล่านี้มาจากนิยายขาดๆที่เซอเอียนอ่านซึ่งเขาได้อ่านตกหลุมรักกับความหมายของประโยคและได้นำมาไว้บนหัวเตียงของเขา

 

หลังจากนึกถึงอดีตเสร็จในขณะที่มองภาพ เซอเอียน ดับโคมไฟและนอนหลับ ด้วยความเหนื่อยล่าเขาได้นอนหลับลึก ในหัวใจเขาได้ซ่อนความวิตกกังวลบางอย่างเช่นเดียวกับที่เรื่องใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น

 

สัญชาตญาณของ เซอเอียน มักถูกต้องเสมอไปนี่เป็นเหตุผลที่เขาถูกยกย่องจากคนอื่นบ่อยๆเนื่องจากเขามักจะสามารถหาต้นตอของปัญหาและหาแนวทางแก้ไขได้ นานๆจะมีคนมาพนันกับเขา และเขามักจะได้รับชัยชนะอย่างไม่น่าเชื่อแม้ว่าจะไม่มีมือไม่ขึ้นในตอนเริ่มต้นก็ตาม ก่อนหน้านี้ที่ซันจือถามว่าทำไมเขาถึงสามารถฆ่าสัตว์ร้ายหัวใหญ่ได้แม้จะอยู่ในพายุที่บ้าคลั่ง แต่ในความเป็นจริงแล้วมันเป็นเพราะเซอเอียนใช้สัญชาตญาณตั้งหาก

 

ฝนยังตกอย่างต่อเนื่องกระทบกับหลังคา ในขณะที เซอเอียน ยังคงนอนพลิกไปมาบนเตียง อยู่ๆเขาก็ลุกขึ้นยืนและจุดตะเกียง เขาบังเอิญเหลือบไปบางอย่างสีแดงในกระจก มองลงอย่างงุนงงเขาพบกับรอยแผลเป็นสีแดงลากผ่านกันบนหน้าอกของเขา ราวกับใครบางคนข่วนเขาและคว้าตัวเขา หลังจากนั่นเขาก็ตระหนักว่ามันไม่รู้สึกเจ็บดังนั่นจึงไม่ต้องคิดมากเกี่ยวกับมัน

 

ขณะนี้เซอเอียน รู้สึกกระหายน้ำเขาหยิบแก้วน้ำ ขณะที่ฮัมเพลงกับตัวเอง จู่ ๆเขาก็ได้ยินเสียงน้ำสาดกระเซ็นจากที่ไหนซักที่ เสียงแปลกๆนี่ยังกับมีใครบางคนพยายามดิ้นรนในโคลน ภายในไม่กี่วินาทีก็มีเสียงทุบอย่างแรงที่ประตูของเซอเอียนดังก้องไปทั่วทั้งกระท่อม ตามมาด้วยเสียงตะโกนที่ไม่ชัดเจน ซึ่งในเสียงนั่นทั้งหยาบคายและยังมีความหวาดกลัวปนอยู่ด้วย

 

“เข้ามา!!” หัวใจของ เซอเอียน สั่นเล็กน้อย ขณะตรงดิ่งไปเปิดประตู เพียงแค่ประตูเปิดออกเพียงเล็กน้อยลมเย็นข้างนอกก็พุ่งเข้ามา ทันใดนั่นก็มีมือที่โชกเลือดโผล่ออกมาจับกรอบประตูอย่างแน่น ใช้แรงทั้งหมดคนที่เต็มด้วยเลือดและโคลนก็เข้ามา เป็นคนที่อาศัยอยู่กับลุงต้าซือ เกาเชียง!! เซอเอียนพยายามช่วยเขา แต่มันก็ก็ไร้ประโยชน์เมื่อ เกาเชียง ทรุดตัวลงบนพื้น ขณะที่มือทั้งสองข้างจับขาของเซอเอียนแน่น  เกาเชียงร้องครวญครางอย่างสิ้นหวัง

 

“น้องเอียน มันเป็นหายนะ!!”

 

เซอเอียน ยกคิ้วสีดำขึ้น แต่ในใจเขารู้สึกเดจาวูเล็กน้อย: มีบางอย่างเกิดขึ้นจริงๆ ความไม่สบายใจที่เขารู้สึกมันอยู่ที่นี่แล้ว แม้ว่าเขายังสับสันอยู่ แต่เซอเอียนก็ถามกลับไปอย่างใจเย็น

 

“เกิดอะไรขึ้น?”

 

“เป็นมันไอ้แก่ฟา! ลุงต้าซือต้องการใช้เงินที่ได้จากครีมที่มีกลิ่นหอม(อำพันทะเล)เป็นมรดให้นายและซันจือ แต่เมื่อทุกคนกำลังนอนหลับอยู่ ไอ้แก่ฟาก็แอบออกไปหา ฮวาซัน และขายทุกสิ่งทุกอย่างให้ มีอำพันทะเลตั้ง 9 กิโลกรัม! แต่ ฮวาซันให้แค่ร้อยเหรียญเท่านั้น!”

(* Huashan Fei ฮวาซัน เป็นเจ้าพ่อของเมืองจากบทที่ 1 ครับ เป็นคนที่ใครๆก็ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการป้องกันให้)

 

เมื่อได้ยินชื่อ “ฮวาซัน” ใจของเซอเอียนวูบลง พังก์นั้นสามารถกล่าวได้ว่าเป็นกฎของเมือง ซือเชียว และทุกคนที่พอมีจะต้องจ่ายเงินค่าป้องกันให้เขา มันเองก็มีส่วนร่วมในการลักลอบค้ายาเสพติดที่ผิดกฎหมาย ในขณะเดียวฉากหน้าก็ทำธุรกิจถูกกฎหมาย และยังมีผู้คุ้มกันหลายสิบคนอยู่รอบตัวเขา มีข่าวลือว่าเขาเป็นกระดูกสันหลังของ ghost clan ที่ชั่วร้ายเป็นอันดับ 3 ในเวียดนาม และเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีความสามารถของหัวหน้าตระกูลที่รู้จักกันในชื่อ Black Devil เมื่อเขาได้หมายตาอำพันทะเลไว้แล้ว แม้ว่าฟันของคุณจะร่วงหมดปากและกระเพาะเต็มไปด้วยเลือดแค่ไหนเขาก็จะไม่หยุด

 

เกาเชียง ตัวสั่นในขณะที่กลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงไปและพูดต่อด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว

 

“ไม่ว่าลุงต้าซือจะเต็มใจหรือไม่ก็ต้องปล่อยให้ฮวาซันเอาไป อย่างน้อยๆมันก็ให้สัญญาว่าลุงต้าซือไม่ต้องจ่ายค่าคุ่มครองอีกต่อไป อย่างไรก็ตามฉันไม่สามารถทนกับไม่ยุติธรรมแบบนี้ได้ จึงสาปแช่งมันเบาๆกับตัวเองด้วยความโกรธ และถูกได้ยินโดยซีเตอที่ยืนใกล้กับ ฮวาซัน ซวยมาก! มันเป็นคนที่โหดร้ายแม้ว่า ฮวาซันจะอยู่ด้วย แถมไอ้แก่ฟามันยังใส่ไฟเขาไปโดยไม่จำเป็นอีก ซีเตอมันเลยสั่งให้เผาเรือ ฟู่เอวียน (ไอ้แก่ฟามันยุครับเลวจริงๆ)

 

ถ้าไม่ได้โตขึ้นมากับทะเลแล้วละก็ คงจะไม่เข้าใจความรู้สึกของชาวประมงที่มีต่อเรือ พวกเขาเติบโตขึ้นมาพร้อมกับเรือของพวกเขาและเรือกลายเป็นบ้านหลังที่สองของพวกเขา แม้กระทั่งใช้เวลาอยู่กับมันมากกว่าอยู่กับครอบครัว ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้เรือได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชาวประมงโดยธรรมชาติ แม้ในยามที่ใกล้จะตายชาวประมงยังร้องขอให้โลงศพของเขามีรูปร่างเหมือนเรือลำนี้

 

ความรู้สึกของต้าซื้อที่มีต่อเรือฟู่หยวนยังนั่นมากว่าเงินที่เสียไปไกลแล้ว ถ้าทำได้เขาก็อยาก ถ้าซีเตอมันคิดจะเผาเรือจริงๆ เขาก็อยากจะเสนอชีวิตตัวเองแทน

 

หลังจากที่ได้ฟังเรื่องนี้ เซอเอียน ก็ขมวดคิ้วขึ้น เกาเชียง ยังคงร้องไห้ไม่หยุด

 

“หลังจากได้ยินเรื่องนี้แล้ว ฉันก็ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้อีกต่อไป และสู้กับเขา ฮวาซัน ส่งสัญญาณให้กับลูกน้องของเขาและในตอนท้าย … ฮ่ะ!!ไอ้ขี้ขลาด ซีเตอมันปอดแหก มันไปซ่อนตัวอยู่ข้างหลังคนอื่นพร้อมกับเห่าเหมือนหมาบ้า หลังจากที่ฉันหนีไปฉันได้ยินเสียงตะโกนว่าให้เผาลุง ต้าซือ พร้อมกับเรือของเขา ที่นี่เพื่อนบ้านนาย กุยต้องการเข้ามาหยุด แต่จบลงด้วยฟันร่วงไม่น้อยกว่า 7 ซี่ ด้วยหนึ่งหมัดของ ฮวาซัน น้องเอียน!!เราจะทำยังไงดี??” (@เจอแบบนี้ต้องบวกสิครับ)

 

เกาเชียง พูดถึง กุย ซึ่งเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในเมือง ซือเชียง และยังมีข้อตกลงที่ดีกับ ฮวาซัน แต่ก็ยังเจอตอกหน้าแบบนี้ งั้นชะตากรรมของต้าซือก็อยากที่จะจินตนาการได้ สถานการณ์ค่อนข้างเลวร้ายแต่ เซอเอียน ยังคงสงบ อย่างแรกเขาได้รักษาเกาเชียงก่อนและจัดหาเสื้อผ้าใหม่ให้เขา ขณะที่จุดบุหรี่ที่ปาก เขาก็พูดอย่างใจเย็น

 

“ไปบอกเรื่องนี้กับซันจือ แล้วพวกนายทั้งสองรับไปรายงานเรื่องทั้งหมดกับผู้ว่าราชการจังหวัด”

 

นับตั้งแต่ เกาเชียง มาถึงเขาก็สั่นสะท้านตลอดราวกับว่าเขาหนาวหรืออาจจะกลัวมาก อย่างไรก็ตามหลังจากได้ยินวิธีแก้ปัญหาภายใต้น้ำเสียงที่มั่นคงของ เซอเอียน เขาก็เรียกความกล้าคืนมาได้ และสูดหายใจลึกๆ ก่อนจะตอบไปว่า

 

“เข้าใจแล้ว น้องเอียน ฉันจะไปทันที”

 

ทันใดนั้นเขาก็ตระหนักถึงบางสิ่งบางอย่างและเริ่มตื่นตระหนกในขณะที่เขาพูด

 

“แล้วนายล่ะจะไม่ไปกับพวกเราเหรอ?”

 

เซอเอียนตอบอย่างสงบนิ่งและใจเย็น

 

“ฉันจะไม่ยอมให้ลุงต้าซือและเรือของเขาถูกเผาโดยไม่ทำอะไร ฮวาซัน จัดเก็บค่าคุ้มครองเป็นจำนวนมากมาหลายปี แต่เขาก็ยังคิดจะปล้นอำพันทะเลของพวกเราหน้าด้านๆ ผมจะไปถามหาเหตุผลกับเขา!คงจะสามารถถ่วงเวลาไปอีกสักพัก รีบไปเร็วถ้าเกิดอะไรขึ้นกับฉัน ฉันจำเป็นต้องให้พวกนายช่วย!”

 

หลังจากได้ยิน เกาเชียง พบว่ามันฟังดูดีเขาเป็นคนที่ไม่คิดมากพออยู่แล้ว พยักหน้าให้และออกไปหาซันจือ เซอเอียน รอให้เขาออกไปด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอำมหิตจากนั่นเขาก็ดึงมีดแหลมคมออกจากด้านหลังประตู

 

มีดนี้ถูกนำมาใช้เพื่อฆ่าปลาขนาดใหญ่และแยกชิ้นส่วน มันมีความยาวประมาณหนึ่งฟุตและทำด้วยเศษโลหะผ่านความพยายามอย่างหนักของ เซอเอียน มีดสีดำทมิฬส่องแสงระยิบระยับใต้แสงจันทร์ ทำให้เกิดออร่าที่น่ากลัวเนื่องจาก เซอเอียน เช็ดด้วยผ้าเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการใช้งานที่ยังไงก็หลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น