ตอนที่แล้วAST บทที่ 61 – ถึงกับน้ำลายไหล
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปAST บทที่ 63 – รับประทานอาหารร่วมโต๊ะกับสตรีผู้เลอโฉม

AST บทที่ 62 - เผลอชนอย่างไม่ตั้งใจ


บทที่ 62 - เผลอชนอย่างไม่ตั้งใจ

“เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่อย่างนั้นหรือ ไอ้เด็กเสเพล น้ำลายเจ้านี้แทบจะหกแล้วนะ?”

ชิงสุ่ยเผลอยกมือทั้งสองขึ้นมาเช็ดข้างปากของเขา แต่มันกลับไม่พบร่องรอยน้ำลายใดๆ การกระทำของเขานั้นช่างตลกยิ่งนัก และมันทำให้ชิงอี้งั้นถึงกลับหัวเราะออกมา

ชิงสุ่ยยืนอยู่ข้างๆชิงอี้ เขาสังเกตปลา กุ้ง ปูและเต่าขนาดแตกต่างกันกำลังว่ายอย่างเชื่องช้าในบ่อน้ำแห่งนี้ 1 วันในดินแดนห้วงมิติเท่ากับ 100 วันในโลกภายนอก ดังนั้นแผนของชิงสุ่ยคือการทำให้ปลาบ่อนี้นั้นเรากลับอยู่ในดินแดนห้วงมิติ

อย่างไรก็ตาม วันต่อมาก็เกิดปัญหาที่ไม่คาดคิด ปลาดำชุดก่อนหน้านี้จะถูกปล่อยลง ในทะเลสาบคริสตัลมีการเติบโตที่รุนแรงและบ้าพลัง พวกมันเริ่มหิวโหยและกินปลาตัวเล็กตัวน้อยเป็นอาหาร “.........” ชิงสุ่ยคิดว่าเขาได้พิจารณาทุกตัวแปรก่อนที่จะใช้แผนนี้ แต่สุดท้ายเขากลับมองข้ามเรื่องง่ายๆไป

ชิงสุ่ยถอนหายใจพร้อมใบหน้าที่เศร้าหมองขณะมองไปยังปลาและเต่าที่เหลืออยู่ในทะเลสาบคริสตัล ปลาที่เหลืออยู่นั้นทุกตัวเรียกว่าเป็นหัวกระทิ แต่ไม่รู้ด้วยเหตุผลใด ปลาทั้งหมดนั้นถึงเป็นปลาดำสายพันธุ์เดียว หรือว่าพวกมันคือปลานักล่า หรือว่าจะเหตุผลใดก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ยังมีเต่าที่ปลอดภัย ดูเหมือนว่าฟันของปลาดำนั้นจะไม่สามารถเจาะทะลุกระดองเต่าได้

เมื่ออยู่ในห้วงมิติที่กระทบต่อการเวลา ในช่วงสองสามวันนี้ปลาดำเติบโตขึ้นมาตัวใหญ่ประมาณ 1 ฟุต ในขณะที่เต่าดำโตขึ้นขนาดเท่าฝ่ามือ ที่น่าแปลกคือปลาดำนั้นดุร้ายยิ่งขึ้น ส่วนเต่าดำกลับว่องไวรวดเร็วยิ่งขึ้น

ในบ่อน้ำของสวนหนึ่งร้อยโอสถนั้น เหล่าปลาและเต่าที่ชิงสุ่ยเอามาปล่อยจากดินแดนห้วงมิติยังคงอยู่รอด บางทีมันอาจจะเป็นเพราะได้บ่อนี้มีดอกบัวอยู่ หรืออาจจะมีสัตว์ประเภทอื่นๆอยู่ในบ่อนี้ หรืออาจจะเป็นเพราะสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ปลาดำเหล่านี้กลับไม่ได้ดูดุร้าย พวกมันไม่ได้กินปลาตัวอื่นเลยในตอนนี้

การบ่มเพาะพลังปราณคือสิ่งที่ชิงสุ่ยเน้นที่สุด ดังนั้นเขาจะใช้เวลาส่วนใหญ่ทั้งหมดในดินแดนห้วงมิติทำการบ่มเพาะพลัง เวลาทั้งหมดนั้นชิงสุ่ยใช้ในการทะลวงผ่านรอบที่ 48 ในการโคจรพลังปราณ แม้ว่าชิงสุ่ยจะยังคงติด อยู่ที่การโคจรพลังรอบที่ 48 แต่การฝึกฝนของเขานั้นได้ทำให้พลังของเขานั้นแข็งแกร่งขึ้นและดูเหมือนจะเสริมสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อของเขาให้ใหญ่ยิ่งขึ้นอีกด้วย ทั้งหมดนั้นเคล็ดวิชากายาบรรพกาลเป็นเคล็ดวิชาที่เน้นปลดปล่อยพลังอารมณ์ออกจากร่างกาย ไม่น่าแปลกใจเลยที่ชิงสุ่ยจะได้รับประโยชน์อย่างอื่นๆแม้ว่าจะไม่สามารถทะลุผ่านมันไปได้ นอกจากนี้ชิงสุ่ยยังรู้สึกถึงสัญชาตญาณที่บอกว่าเขาจะสามารถผ่านการโคจรรอบที่ 49 ไปได้ก็ต่อเมื่อเขาได้บรรลุที่จุดสูงสุดของระดับอาณาจักรพลังปราณโฮ่วเทียน

ค่ำคืนที่ไร้ซึ่งความฝันผ่านไปอย่างรวดเร็วและแล้วยามเช้าก็ปรากฏ ชิงสุ่ยแนะนำชิงสือเกี่ยวกับความลึกลับซับซ้อนของเคล็ดวิชาหมัดอสูรสันโดษ หลังจากมื้อเช้าเสร็จสิ้นชิงสุ่ยก็เดินทางออกจากร้านค้าของตระกูล เขาเดินตรงไปในสถานที่ที่ห่างไกลก่อนจะเคลื่อนย้ายตัวตนของเขาเข้าสู่ดินแดงห้วงมิติ เขาจับปลาดำ 2 ตัวขึ้นมาและย้ายพวกมันไปในถังน้ำที่มีน้ำอยู่ครึ่งถัง ชิงสุ่ยปิดฝาถังก่อนที่เขาจะออกจากที่แห่งนี้และเดินไปตามถนนเพื่อไปที่โรงเตี๊ยมอวี้เหอ และแน่นอนเขายังคงจับจ้องทัศนียภาพของผู้หญิงสวยๆที่เรียงรายตามท้องถนน

เพียงเวลาไม่นานเขาก็มาถึงโรงเตี๊ยมอวี้เหอ

“นายท่าน ท่านมาคนเดียวฉันนั้นหรือ?”เด็กสาวสวมชุดรัดรูปยั่วยวน ยิ้มขณะที่เธอกล่าวเชิญชวนชิงสุ่ย

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการค้าของโรงเตี๊ยมอวี้เหอนั้นเจริญก้าวหน้าได้ดีขนาดไหน เสี่ยวเอ้อหรือพนักงานเสิร์ฟทั้งหมดไม่เพียงแต่พวกเธอนั้นจะสวมชุดยั่วยวนรัดรูป ใบหน้าของพวกเธอนั้นมีความสวยในระดับโดดเด่นเลยทีเดียว!! ก่อนหน้านี้นั้นชิงสุ่ยมุ่งความสนใจไปที่แม่นางอวี้เหอทำให้ไม่มีโอกาสได้รับชมความงามเหล่านี้

“โอ้ ข้ามาที่แห่งนี้เพื่อหาเจ้านายของเจ้า รบกวนเจ้ากะบอกว่าข้ามีนามว่า ชิงสุ่ย เธอจะต้องให้ค่าเข้าพบอย่างแน่นอน”ชิงสุ่ยยิ้มเบาๆขณะชื่นชมความงามของเสี่ยวเอ้อคนนี้

“เอาล่ะ ท่านโปรดรอสักครู่”

หลังจากเสี่ยวเอ้อจากไป ชิงสุ่ยยังคงจับจ้องที่เสี่ยวเอ้อคนอื่นๆในโรงแรม ชุดที่รัดรูปเหล่านั้นทำให้ยิ่งมองเห็นถึงความยั่วยวน แต่ชุดเหล่านั้นก็ไม่ได้เปิดเผยให้เห็นถึงทุกสิ่ง มันเปิดให้เห็นถึงพื้นที่บางส่วนเช่นครึ่งหนึ่งบริเวณหน้าอก คอ ไหล่ และหัวเข่า ราวกับว่าชุดเหล่านั้นเรียกร้องให้คนที่มองดูบทปล่อยจินตนาการทางด้านกามอารมณ์เล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่รูปร่างดี ผิวขาราวกับผิวหิมะ บริเวณแน่นอกที่อัดแน่นราวกับจะแตกระเบิดออกมา ปัจจัยเหล่านี้นั้นดึงดูดให้เหล่าชายชาตรีมาเยี่ยมเยียนที่นี่แม้ว่าอาหารรสชาติห่วยแตกก็ตาม ในโลกก่อนหน้านี้ของชิงสุ่ยงั้น เขาสามารถแตะต้องลูบไล้พวกเธอได้นิดหน่อย แต่อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่กล้าที่จะลองทำกับที่นี่

บรรดาสะโพกที่กลมมน ขาที่เรียวยาวพร้อมผิวขาวราวหิมะของเสี่ยวเอ้อทำให้ชิงสุ่ยรู้สึกอึดอั้นตันใจ

“คนเหล่านี้ดูดียิ่งนักใช่หรือไม่?”เสียงที่ทรงเสน่ห์ราวกับแม่เหล็กที่ดึงดูดกระซิบผ่านหูของชิงสุ่ย

“มันช่างสุดยอดยิ่งนัก!”ชิงสุ่ยหรือเปล่าออกมา หลังจากนั้นเขาหันศรีษะกลับไปก็พบกับอวี้เหอที่กำลังมองเขาด้วยรอยยิ้ม แต่เขากลับไม่ได้ยินด้วย “เวรเอ้ย”ชิงสุ่ยถูกล่อลวง

อวี้เหอที่มีรูปร่างสง่างาม สวมชุดสูทสีขาวราวกับนักรบให้ความรู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์ และทรงเสน่ห์ มันเป็นภาพที่น่าสารสัมพันธ์แบบเนื้อแนบเนื้ออย่างหาที่ใดเปรียบได้ ริมฝีปากสีแดงที่เต่งตึงพร้อมด้วยรอยยิ้มที่คล้ายกับไม่ได้ยิ้มบนใบหน้าของเธอ ชิงสุ่ยถึงกับอาปากค้าง

“เอ่อออออ ท่านช่างดูดีมากยิ่งกว่าทุกคนทั้งหมด!!!”ชิงสุ่ยกระซิบอย่างงุ่มง่าม

อวี้เหอเลือกตาไปมองที่ชิงสุ่ยด้วยแววตาที่สนุกสนาน แต่ถึงกระนั้นดวงตาของชิงสุ่ยงั้นกับแสดงเจตนารมณ์แห่งความจริงใจออกมา มันช่างดูน่ารักยิ่ง แม้ว่าจะมีบทคำประพันธ์ร้อยแก้วร้อยกลอนนับร้อยพันก็ไม่อาจเทียบกับหนึ่งประโยคจากชายหนุ่มคนนี้

“ไปกันเถอะ วันนี้ขอให้พี่สาวคนนี้เลี้ยงอาหารเจ้าสักมือ”อวี้เหอกล่าวอย่างมีความสุข

“ได้เลย แต่รบกวนพี่สาวส่งสิ่งนี้ให้กับหัวหน้าพ่อครัวด้วย สิ่งเหล่านี้จะเป็นวัตถุดิบสำหรับมื้ออาหารของเราในวันนี้ และแน่นอนท่านจะต้องประหลาดใจอย่างยิ่ง”ชิงสุ่ยส่งถังน้ำขนาดเล็กไปยังอวี้เหอ

อวี้เหอเหลือบมองไปที่ชิงสุ่ยก่อนที่จะเปิดฝาถังน้ำมันดู เธอถึงกับตกใจเล็กน้อย ในน้ำปรากฏเป็นปลาสีดำ 2 ตัวกำลังว่ายอยู่ด้วยความมีชีวิตชีวา ผิวที่มันวาว ดวงตาที่ใสสว่าง ปลา 2 ตัวนี้ถือได้ว่าเป็นวัตถุดิบคุณภาพสูงที่ไม่ว่าจะมีเงินแต่ก็ไม่อาจจะหาซื้อมันได้ ตอนนี้เธอรู้สึกว่าเหตุผลที่ชิงสุ่ยต้องการมาพบกับเธอนั้นคงไม่ใช่เป็นเพียงแค่การมากินอาหารกับเธอเป็นแน่

“ซินเย่ว์ เอามันไปส่งให้ท่านลุงหง แล้วบอกท่านว่ารบกวนนำมันไปปรุงเป็นอาหารให้ข้าด้วย”

อวี้เหอส่งถังเล็กๆของเธอนั้นให้กับเสี่ยวเอ้อ เพื่อทำตามที่เธอต้องการ

“ไปกันเถอะ ตามพี่สาวขึ้นมา”อวี้เหอจับมือชิงสุ่ย ขณะที่พวกเขากำลังเดินขึ้นบันได

ชิงสุ่ยใช้เวลาทั้งหมดในการชื่นชมรูปร่างอันวิจิตรงดงามของอวี้เหอที่อยู่ตรงหน้าเขา รูปร่างของเธอนั้นค่อยค่อยสั่นสะเทือนทุกๆย่างก้าวขณะเดินขึ้นบันได

เนื่องด้วยวิสัยทัศน์ของเขานั้น ชิงสุ่ยไม่ได้ตระหนักเลยว่าอวี้เหองั้นได้หยุดลง ชิงฟู่ยังคงเดินต่อไปและแล้วก็ “ปัง” เสียงแอนนาสุขสำราญปรากฏขึ้นราวกับได้ขึ้นไปยังสวรรค์ชั้น 9 ชิงสุ่ยกดใบหน้าของเขาไปยังร่างกายของอวี้เหอ ในช่วงเวลานั้นชิงสุ่ยรู้สึกลาวกับกำลังลอยตัว ความรู้สึกนุ่มนวลเช่นเดียวกับความยืดหยุ่นและกระชับของกล้ามเนื้อ มาควบคู่กับกลิ่นหอมที่ทำให้รู้สึกราวกับวิญญาณกำลังจะหลุดออกจากร่าง สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาตกอยู่ในสภาวะสุขขี

0 0 โหวต
Article Rating
12 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด