ตอนที่ 38 วิกฤติที่ซ่อนอยู่

“เจ้าพึ่งจะพูดว่าอะไรนะ” เหรินโมสุ่ยถามขึ้นอย่างใจจดใจจ่อถึงขนาดทิ้งไก่ย่างของเขาไป

“ช่างมีเสน่ห์และกล้าหาญจริงๆ” กงหยู๋ เฟิ่งลุกขึ้นอย่างช้าๆ ดวงตาของเขาเมอลอย ขณะที่เขามองไปข้างหน้าในความงุนงง ราวกับว่าแคลร์ผู้มีเสน่ห์ได้มาอยู่ตรงหน้าของเขาในขณะนี้

“อะ” เหรินโมสุ่ยคายชิ้นสุดท้ายของกระดูกออกไปบนใบหน้าของกงหยู๋ เฟิ่งอย่างจัง

กงหยู๋ เฟิ่ง เช็ดมันออกจากใบหน้าของเขาและหัวเราะคิกคักขึ้น

“เหรินโม เธอมีเสน่ห์จริงๆ นะ”

เหรินโมสุ่ยถึงกับเปิดปากของเขากว้าง เขาถึงกับ เหวอ เมื่อเขาเห็นว่าคนตรงหน้าหัวเราะคิกคักราวกับคนโง่เขลา ความไม่พอใจในหัวใจของเขาขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ นี้เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นกงหยู๋ เฟิ่ง ตกหลุมรักเช่นนี้

มันกลายเป็นว่าชายผู้นี้ตกหลุมรักเข้าให้แล้วจริงๆ

ไอ้บ้าคนนี้มักจะปฏิบัติกับผู้หญิงอย่างเหยียดหยันราวกับว่าพวกเขาอยู่ต่ำกว่าเขาเสมอ มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาไม่สามารถทนดูท่าทางรักใครที่มีต่อเขาจากลูกพี่ลูกน้องหญิงของเขาได้ เขาถึงกับพ่นน้ำชาออกมาอย่างไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น จนแม่ทีเร็กซ์ของเขาคิดว่ามีบางอย่างผิดปกติกับร่างกายของเขา ถึงกับแอบตัวสอบอย่างลับๆ ผลออกมาว่าทุกอย่างในร่างกายของเขานั้นทำงานได้ปกติดีทุกอย่าง มันเป็นเพียงเพราะเขาไม่สามารถที่จะตกหลุมรักผู้หญิงเหล่านั้นได้ก็เท่านั้น

ตอนนี้เขากำลังตกหลุมรักผู้หญิงคนหนึ่ง

แต่

เป็นผู้หญิงคนนี้ไม่ได้

เธอมาจากอัมพารค์แลนด์ และเป็นหลานสาวของผู้มีอิทธิพลอย่างดยุคฮิลล์

ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างอัมพารค์แลนด์ และ ลากาคดูเหมือนว่าจะดี แต่พวกเขาทุกคนรู้ว่าความสัมพันธ์ในความเป็นจริงนั้นค่อนข้างเคร่งเครียด คลื่นปั่นป่วนได้แอบซัดเข้ามาอย่างเงียบๆ สมเด็จพระราชาของลากาค คนปัจจุบันไม่ได้เป็นคนที่พอใจกับสิ่งที่เขามีอยู่ในขณะนี้

ดังนั้นจึงเป็นผู้หญิงคนนี้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ดูเหมือนว่าเอกอัครราชทูตจะมีวิธีคิดที่ต่างไปเช่นกัน

ก่อนที่กงหยู๋ เฟิ่งจะได้พูดอะไรออกมา เหรินโมสุ่ยก็กระโดดขึ้นไป ดึงผ้าห่มขึ้นมา และหลังจากการสั่นสะเทือนเล็กน้อย เหรินโมสุ่ยก็ฉีกมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วเหรินโมสุ่ยก็มัดตัวของกงหยู๋ เฟิ่งเอาไว้โดยปราศจากคำพูดใด อย่างแน่นหนาและมั่นใจ

“อ่า ไอ้คนเถื่อน เจ้ากำลังจะทำอะไร” กงหยู๋ เฟิ่งตะโกนขึ้นด้วยความโกรธหลังจากที่เขากลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง และมองเห็นเหรินโมสุ่ยที่ได้มัดเขาเอาไว้ มันเปล่าประโยชน์ที่จะต่อสู้แล้วในตอนนี้

“อย่าแม้แต่จะคิด คืนนี้พวกเราจะกลับ เป็นผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ เธอเป็นคนของอัมพารค์แลนด์ และเป็นหลานสาวของดยุคกอร์ดอน” เหรินโมสุ่ย ห่อเขาอย่างระมัดระวัง จากหัวจรดเท้าจากนั้นก็ผูกมันให้แน่นหนาเข้าไปอีก

“เจ้ากำลังมองหาความตายอยู่ใช่ไหม ปล่อยข้าออกไป ข้าจะไปหาเธอเดี๋ยวนี้” กงหยู๋ เฟิ่ง ดิ้นรนราวกับไส้เดือน แต่เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้กับนักรบอย่างเหรินโมสุ่ย

เหรินโมสุ่ยยกร่างของกงหยู๋ เฟิ่งขึ้นมาและโยนเขาลงไปที่เตียง จากนั้นกงหยู๋ เฟิ่งคนที่ถูกห่อเป็นวงกลม ก็ยิ่งถูกห่อมากยิ่งขึ้น และเขาก็ยังคงดิ้นรนต่อไป

“ไอ้คนป่าเถื่อน กล้ามามัดข้าหรือ ข้าจะทำให้เข้า..อืม..อืม..อืม..” คำพูดสุดท้ายไม่ได้ถูกปล่อยออกมา เหรินโมสุ่ยได้ยัดผ้าห่มเข้าไปอุดปากของเขาเอาไว้ก่อน

เหรินโมสุ่ยไม่สนใจกงหยู๋ เฟิ่งคนที่ดิ้นไปมาอย่างบ้าคลั่ง อยู่บนเตียง ในทางตรงกันข้ามเขาเพียงสนใจในสิ่งที่เขาต้องทำนั้นคือการเก็บข้าวของ เพียงที่จะเดินทางกลับในคืนนี้เท่านั้น อีกอย่างด้วยนิสัยส่วนตัวของเอกอัครราชทูต เขาคงจะไม่ปล่อยให้ผู้หญิงที่ชื่อแคลร์หลุดมือไปได้ง่ายๆ นักรบเวทย์คู่ แม้ว่าระดับความสามารถของเธอจะยังไม่สูงนัก แต่ไม่มีใครสามารถคาดเหตุการณ์ได้ว่าในอนาคตข้างหน้า มันจะเป็นเช่นนี้อยู่ เอกอัครราชทูตจะไม่ยอมเสี่ยงให้เธอได้มีโอกาสเติบโตอย่างแน่นอน

นอกจากนี้เขาไม่สามารถให้ กงหยู๋ เฟิ่งรู้ข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างเด็ดขาด เหรินโมสุ่ย มองไปที่คนที่ดิ้นรนอยู่บนเตียงและตัดสินใจ พวกเขาจะจากไปตอนนี้เลย ข้าจะพาชายผู้นี้กลับไปที่บ้านของเขา และให้แม่ของเขาจัดการกับเขาเอาเอง ยิ่งถึงบ้านเร็วเท่าไหร่ เขาก็ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกับมันอีกเท่านั้น

ขณะนักเรียนและอาจารย์ที่เข้าร่วมเลี้ยงกลับมาถึง พวกเขาต่างมองเห็นเหรินโมสุ่ย แบกมัมมี่ที่ดูคลายกับกงหยู๋ เฟิ่ง เข้าไปในรถม้า คนที่กำลังดิ้นรนอย่างสุดกำลังของเขา ในขณะที่เหรินโมสุ่ยเผชิญหน้ากับอาจารย์ที่เต็มไปด้วยความงุนงงก่อนจะพูดขึ้น

“พวกเราจะกลับไปก่อนท่านอาจารย์ ชายผู้นี้กำลังทรมานอย่างมาก ข้ากลัวว่าเขาจะหดหู่เกินไปและพยายามที่จะฆ่าตัวตาย ดังนั้นข้าจึงไม่อยากเสียง” ในขณะที่เหรินโมสุ่ยพูดสิ่งเหล่านี้ เขาไม่ได้รู้สึกอับอายเลยแม้แต่น้อย การแสดงออกและการเต้นของหัวใจเขาราวกับเป็นหนึ่งเดียวกัน

อาจารย์ที่ปรึกษายืนตะลึง เขาไม่รู้ว่าควรจะพูดหรือทำอะไรดี นักเรียนคนอื่น ๆ ยังยืนตะลึงมองดูเหตการณ์ที่แปลกประหลาดนี้ ราวกับฉากตลก

เอกอัครราชทูตพยักหน้าและปล่อยให้พวกเขาจากไป เริ่มแรกเอกอัครราชทูตกลัวว่ากงหยู๋ เฟิ่งจะได้รับผลกระทบที่มากเกินไปและทำสิ่งที่จะมีผลต่อความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างเงียบสงบของทั้งสองประเทศ เหรินโมสุ่ยพาเขาจากไปในตอนนี้เป็นเรื่องที่ดี ยิ่งเร็วยิ่งดี

ไม่มีใครสังเกตว่าเมื่อ เหรินโมสุ่ยได้กล่าวคำพูดเหล่านั้นจบลง แล้วคนที่อยู่บนไหล่ของเขา กงหยู๋ เฟิ่งก็ยิ่งเริ่มที่จะดิ้นมากขึ้นไปอีก ในขณะที่ กงหยู๋ เฟิ่ง ยังคงทำเสียงอู้อี้ขึ้นตลอดเวลาที่เขาถูกแบกไปยังรถม้า มีเพียงเหรินโมสุ่ยที่สามารถเดาคำพูดอู้อี้ของกงหยู๋ เฟิ่งได้

“เหรินโมสุ่ยเจ้าคนต่ำช้า ข้าจะกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตของเจ้า ข้าจะฆ่าเจ้าอย่างทารุณ”มันเป็นสิ่งที่น่าเสียดาย ที่เสียงอู้อี้เหล่านี้ถูกกลบไปในค่ำคืนที่มืดมิด

รถม้าได้จากไป พร้อมกับกงหยู๋ เฟิ่งผู้ที่ถูกห่ออย่างแน่นหนา และการมองอย่างไม่สนใจจากเหรินโมสุ่ย รถม้าก็ได้หายไปในคืนนั้น หลังจากที่พวกเขาได้แสดงเอกสารของพวกเขา รถม้าก็ได้จากไปอย่างไม่มีปัญหาขัดข้องใดๆ

และแล้ว กงหยู๋ เฟิ่งก็ถูกบังคับให้จากไปอย่างไม่เป็นธรรมโดยน้ำมือของเหรินโมสุ่ย จากไปไกลแสนไกลจากดวงใจของเขาแคลร์ผู้กล้าหาญและมีเสน่ห์

หลังจากงานเลี้ยงจบลง แคลร์และดยุคกอร์ดอนนั่งรถม้ากลับมาพร้อมกัน

ดยุค กอร์ดอนราวกับรอบตัวเขานั้นเต็มไปด้วยแสงของความสุข อารมณ์ของเขานั้นดีเป็นพิเศษ ในช่วงเวลาที่เขาได้รู้ว่าแคลร์เป็นนักรบเวทย์คู่ เขานั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและเข้าใจได้อย่างชัดเจน ว่าแคลร์นั้นได้เรียนรู้พลังลมปราณจากจีน หลานสาวผู้นี้ฝึกฝนหนักเกินไปแล้ว ครั้งนี้มันทำให้เขาประหลาดใจมากจริงๆ มันทำให้เขาประหลาดใจมาก จนหัวใจของเขาเกือบจะกระโดดออกมาจากลำคอของเขาเสียด้วยซ้ำ

ในคืนที่เงียบสงบ แคลร์นอนอยู่บนเตียงดวงตาของเธอนั้นเปิดสนิท แต่กลับไม่ได้หลับลึกแต่อย่างใด

ขณะนี้ในการหนังสือนั้นกลับมีบรรยากาศที่เคร่งขรึมและเครียด

“เรียนท่านยดุค ชายหนุ่มที่พายแพ้ให้กับท่านหญิงแคลร์นั้นคือ กงหยู๋ เฟิ่ง และนักรบที่กล้าหาญผู้นั้นคือ เหรินโมสุ่ย พวกเขาได้จากไปแล้วขอรับ”มีชายคนหนึ่งสวมเสื้อผ้าแน่นหน้าได้รายงานดยุคกอร์ดอน ในโทนเสียงที่ต่ำ

ดยุคกอร์ดอนขมวดคิ้ว แล้วพยักหน้าอย่างช้าๆ เสียงต่ำเขาพูดขึ้น

“ส่งคนจำนวนมากขึ้นเพื่อติดตามแคลร์ พวกเราต้องปกป้องแคลร์ แม้ว่าแคลร์จะแสดงความสามารถในการเอาชนะในการแข่งขัน จนกลายเป็นนักรบเวทย์คู่ แต่ข้ากลัวว่าด้วยนิสัยของคนผู้นั้น…”

เอ็มเมอรี่เงียบ ความรู้สึกกังวลเกิดขึ้นในหัวใจของเขาอย่างไม่หยุดหย่อน วันนี้แคลร์นั้นเจิดจรัสอย่างแท้จริง แต่การเป็นต้นไม้สูงย่อมต้องดึงดูดลมเป็นธรรมดา คนที่มีชื่อเสียงมักจะดึงดูดปัญหามากเกินไปเสมอ เอกอัครราชทูตที่ระมัดระวังและโหดร้ายผู้นั้น ผู้ที่สามารถจะสังหารผู้บริสุทธิ์หนึ่งพันคนเพื่อที่จะคุกคามแคลร์เท่านั้น ถ้าหากว่าเอกอัครราชทูตได้รู้ว่าแคลร์พึ่งจะมีความแข็งแกร่งไม่นานมานี่เอง เขาจะต้องทำทุกอย่างเพื่อที่จะกำจัดแคลร์อย่างแน่นอน

“ขอรับ ผู้ใต้บังคับบัญชาผู้นี้ของสาบานว่าจะปกป้องท่านหญิงแคลร์ด้วยชีวิตของข้าเอง”ชายคนที่สวมชุดแน่นหนา ทุบหน้าอกของเขาในขณะที่สาบานที่จะปกป้องเธอ

“พวกเราจะคอยเฝ้ายาม พวกมันจะไม่ประสบความสำเร็จได้อย่างง่ายดาย แต่แน่นอนว่าพวกเราจะไม่ประมาทอย่างเด็ดขาด อีกอย่างตอนนี้ แคลร์เป็นนักรบเวทย์คู่ และยังมีคลิฟอยู่ด้วย….” ดยุคกอร์ดอนขมวดคิ้ว เขาเป็นจอมเวทย์ที่เหนือชั้น แต่ลูกศิษย์ของเขากลับไม่ได้เรียบเพียงเวทมนต์จากเขาเท่านั้น แล้วคนผู้นั้นจะคิดอย่างไร ดยุคกอร์ดอนครุ่นคิดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

“ท่านดยุค ท่านไม่จำเป็นต้องกังวลไป ข้าเชื่อว่าแคลร์จะจัดการกับเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี”เอ็มเมอรี่ ปลอบโยนดยุคกอร์ดอนด้วยเสียงต่ำ เขาเชื่ออย่างสมบูรณ์ว่าแคลร์จะสามารถจัดการกับสถานการณ์นี้ได้เป็นอย่างดี

“ใช่ นั่นก็ถูก ถ้าไม่มีปัญหาอะไรแล้ว ก็กลับไปได้แล้ว”ดยุคกอร์ดอนโบกมือเบาๆ แสดงว่าให้ทุกคนออกไปได้

“แคลร์ มีคนมา”วอลเตอร์จู่ ๆ ก็พูดขึ้นอย่างเงียบๆ ในหัวของแคลร์ เสียงฝีเท้าด้านนอกแตกต่างจากปกติ แน่นอนว่ามันไม่ได้เป็นข้ารับใช้หรืออัศวินหน้าตายคนนั้น อีกอย่างเอ็มเมอรี่ชายผู้นั้นมักจะเข้ามาทางหน้าต่าง แล้วมันจะเป็นใคร

แคลร์ไม่ได้พูดอะไร แน่นอนว่าเธอรู้สึกได้ถึงเสียงจากนอกประตู จีนไม่ได้ทำอะไร แสดงว่าเขารู้จักกับบุคคลผู้นั้น และเขาจะทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้แคลร์เป็นอันตรายได้ในตอนนี้

คนที่อยู่หน้าประตูเหมือนว่าจะเดินไปเดินมา เสียงฝีเท้านั้นเบามาก มันดูเหมือนว่าเขากำลังลังเลใจอยู่

ห้องพักที่เงียบสงบ มีแสงจันทร์สีเงินผ่านเข้ามาในรอยแยกของหน้าต่าง

คนที่นอกประตูจู่ๆ ก็หยุดและยืนอยู่ที่นั่นอย่างเงียบ ๆ

หลังจากเวลาผ่านไปสักพัก คำพูดเบา ๆ ก็ได้ลอยผ่านตะเข็บของประตูเข้ามา

“ขอบคุณ ขอบคุณสำหรับวันนี้ ที่ช่วยข้าเอาไว้”

เวลาต่อมา เสียงฝีเท้าก็ได้จากไปอย่างรวดเร็ว ราวกับว่ากำลังหลบหนีสิ่งใดอยู่

เสียงนั้นเป็นเสียงของลาเชียร์นั่นเอง

“เด็กหญิงตัวเล็กๆ ผู้นั้นจริงๆ แล้วก็ยังรู้จักการแสดงคำของคุณอยู่”เสียงของวอลเตอร์นั้นดังราวกับว่าเขาได้ค้นพบทวีปใบใหม่ ในขณะที่มันเห่าหอนอยู่หัวของแคลร์

“จำได้ไหม ใครที่เดินเชิดจมูกขึ้นจนเกือบจะถึงขอบฟ้า”

“นอน”แคลร์หาวขึ้นก่อนจะล้มตัวลงไปนอนที่เตียง โดยไม่มีคำฟุ่มเฟือยใด ๆ ออกมา

วอลเตอร์เงียบกระพริบตา คิดบางสิ่งบางอย่าง

ในส่วนกลางของวิหารแห่งแสง

ในห้องที่มืดสนิท

ผมสีเขียวผู้มีดวงตาของญาณทิพย์แปลกๆ เธอเผชิญกับลูกบอลคริสตัลของเธอพร้อมกับขมวดคิ้ว

เธอยังคงไม่สามารถอ่านดวงชะตาการเกิดของบุคคลที่เทพธิดาต้องการให้เธอค้นหาได้

ถ้ามันยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ถ้าพวกเขายังไม่สามารถค้นห้าคนผู้นั้นภายในเร็ววัน พวกเขาอาจจะมีปัญหาได้

ถ้าหากว่าคนผู้นั้นไม่ได้อยู่ในขอบเขต…

เช่นนั้นแล้วเทพธิดาคงจะลงมาชำระความอย่างแน่นอน