เล่มที่ 6 บทที่ 23 ผนึก

หนงซิเตารีบกล่าวตอบว่า “ค่ายกลนี้มีนามว่า ‘มังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์’ ซึ่งเป็นประหนึ่งค่ายกลในตำนาน แม้ว่าที่ตระกูลจี้ใช้ออกจะเป็นเพียงแค่รูปแบบที่จำลองลงสู่อันดับมนุษย์ แต่ก็เป็นอันดับมนุษย์ขั้นสูงสุดที่แทบเทียบได้กับอันดับพิภพ อานุภาพของมันจึงไม่อาจดูแคลน แม้แต่ท่านอาจารย์ลุงเอง หากพาตัวเข้าสู่ค่ายกลก็อาจจะถูกกักอยู่ภายในได้…”

“ร้ายกาจถึงเพียงนั้น?” ปรมาจารย์ซู่สะท้านขึ้นเล็กน้อย

อันดับมนุษย์ขั้นสูงสุดที่แทบเทียบได้กับอันดับพิภพ? นี่เท่ากับว่าค่ายกลนี้มีอานุภาพใกล้เคียงกับตราประทับวิเศษของมัน

“ศิษย์พี่ซิเตา แล้วพวกเราควรทำอย่างไรต่อไป?”

“หรือจะปล่อยให้พวกมันดำเนินแผนถ่วงเวลาต่อไปเช่นนี้?”

หนงซิเตากล่าวตัดบทคำถามที่เต็มไปด้วยความกังวลของสาวกตำหนักม่วงเหล่านั้น “หากข้าไม่เคยเข้าสู่ค่ายกลด้วยตนเองข้าคงมิอาจตอบได้เช่นกัน แต่เมื่อข้าเคยเข้าไปและใช้เวลาไม่น้อยในการสำรวจวิเคราะห์มัน ข้าจึงพอจะมีความมั่นใจอยู่บ้าง… ไม่ต้องร้อนรุ่มไป ข้าจะเริ่มจากการทำลายค่ายกลหมอกดำก่อน”

มันก้าวเดินไปด้านหน้าโดยมีปรมาจารย์ซู่ติดตามคุ้มกันอยู่ด้านหลัง

“ค่ายกลหมอกดำหลอนประสาทนี้เพียงเป็นค่ายกลอันพื้นเพเท่านั้น” หนงซิเตาหัวเราะอย่างเย็นชา “ก่อนหน้านี้ข้าก็เกือบจะทำลายลงได้แล้ว เพียงแต่พวกมันใช้ค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์กักข้าเอาไว้ก่อน”

หนงซิเตาเขม้นมองหมอกดำที่ปกคลุมเขาหัววัวทั้งลูกเอาไว้ “หากการคำนวณของข้าไม่ผิดพลาด หนึ่งในธงค่ายกลสมควรอยู่ห่างออกไปไม่เกินสามร้อยเมตรทางด้านนี้” ขณะกล่าววาจาแส้ปัดก็ปรากฎขึ้นในมือของมันพร้อมกับเส้นใยสีขาวหลายพันเส้นที่พุ่งเป็นวงโค้งหายเข้าไปในค่ายกลอย่างรวดเร็ว

หมอกดำที่ปกคลุมทั่วบริเวณเริ่มจางหายเมื่อธงค่ายกลถูกถอนดึงขึ้นจากพื้น แสงตะวันที่สาดส่องลงมาอีกครั้งเผยร่างมหึมาของมังกรที่ขดตัวอยู่รอบขุนเขาให้ปรากฎแก่สายตาของคนทั้งหมด แม้ร่างยาวเหยียดสีดำทมิฬของมันจะยังแผ่ซ่านความมืดมนอนธการออกมา แต่อาณาบริเวณที่ปกคลุมนั้นแคบเล็กลงกว่าเดิมมากนัก

………

บนยอดเขา

ยอดฝีมือของตระกูลจี้ล้วนวิตกกังวลจนเคร่งเครียดเมื่อเห็นหนงซิเตาไปแล้วย้อนกลับมา ทั้งยังทำลายค่ายกลหมอกดำหลอนประสาทจากภายนอกได้อย่างง่ายดาย

“เหตุใดมันจึงย้อนกลับมาอีก?” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีเอ่ยด้วยความท้อแท้ “หากปราศจากมัน ต่อให้ปรมาจารย์ซู่เข้มแข็งถึงเพียงไหน เมื่อเข้าสู่ค่ายกลก็ยังต้องถูกกักอยู่ภายใน”

“หนงซิเตา!”

“ทำไมจึงกลับกลายเป็นเช่นนี้ได้?”

เหล่าสมาชิกตระกูลจี้ล้วนอุทานออกมาด้วยความรู้สึกราวกับร่วงหล่นลงสู่ห้วงแห่งความสิ้นหวัง การมาถึงของหนงซิเตาไม่ต่างกับการเพิ่มปีกให้แก่พยัคฆ์ร้ายเช่นปรมาจารย์ซู่

………

หนงซิเตาและปรมาจารย์ซู่หลี่ต่างจ้องมองร่างอันใหญ่โตของมังกรทมิฬที่ขดตัวรอบเขาหัววัว

“นั่นคือร่างจำแลงของมังกรโลกันตร์ที่เกิดจากความอำนาจของค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์” หนงซิเตากล่าวขึ้นก่อน

“มังกรโลกันตร์” ปรมาจารย์ซู่หลี่ทวนคำพลางพยักหน้าให้มันกล่าวต่อไป

“ค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์นี้ยังแฝงคุณสมบัติอีกประการเอาไว้ ‘หมอกนรกานต์’ ที่แผ่ออกมาจากร่างของมังกรดำยังมีผลในการหลอนประสาทอีกด้วย การทำลายค่ายกลนี้จึงยุ่งยากขึ้นไปอีก”

“แม้แต่เจ้าก็ไม่สามารถงั้นหรือ?” ปรมาจารย์ซู่ขมวดคิ้วลง

“ที่จริงการทำลายหมอกนรกานต์นั้นไม่ยากเย็นนัก” หนงซิเตาเปล่งเสียงหัวเราะออกมา “ท่านอาจารย์ลุงโปรดฟังผู้หลานกล่าวจนจบ ค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์นี้แบ่งออกเป็นสองส่วน คือส่วนของมังกรโลกันตร์ที่ใช้จู่โจมทำลาย และส่วนของหมอกนรกานต์ที่ใช้ล้อมกักศัตรู แม้ว่าข้าจะไม่สามารถทำลายค่ายกลทั้งหลังลงในคราเดียว แต่หากมีท่านอาจารย์ลุงคอยพิทักษ์อยู่ด้านข้างขณะที่ข้าทำการศึกษาวิเคราะห์และลงมือทดสอบ ข้าเชื่อว่าจะสามารถทำลายหมอกนรกานต์ลงได้ในชั่วเวลาไม่นาน”

ปรมาจารย์ซู่หลี่แตกตื่นยินดียิ่ง “เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว หากไร้ซึ่งค่ายกลหลอนประสาทคอยคุ้มศีรษะ ตระกูลจี้จะถูกบังคับให้ต้องใช้มังกรโลกันตร์ต่อสู้กับข้าอย่างซึ่งหน้า เมื่อนั้นจะเป็นเวลาตายของพวกมันทุกคน”

ปรมาจารย์หมื่นสำแดงเช่นมันไหนเลยเกรงกลัวสาวกตำหนักม่วงเพียงไม่กี่คนนี้ ที่มันอดกลั้นรอคอยจนถึงบัดนี้ก็เพราะยังกังวลต่อการถูกกักตัวในค่ายกลเท่านั้น

“มังกรโลกันตร์นั้นประกอบขึ้นจากห้าองค์ประกอบย่อย หมอกนรกานต์ก็ถือกำเนิดจากห้าองค์ประกอบย่อยเช่นกัน” หนงซิเตากล่าวต่อไป “ก่อนหน้านี้ข้าถูกกักอยู่ในส่วนของกรงเล็บมังกรและสามารถตีความมันได้ในระดับหนึ่งแล้ว น่าเสียดายที่อาศัยเพียงพลังของเทพบุตรหยกยังไม่เพียงพอที่จะกระทำการใดได้ ทว่าตราประทับวิเศษของท่านอาจารย์ลุงซึ่งเป็นสมบัติอันดับพิภพย่อมสามารถตัดทำลายกระแสพลังแห่งฟ้าดินของค่ายกลที่ก่อกำเนิดหมอกนรกานต์ลงได้อย่างแน่นอน”

“ประเสริฐ!” ปรมาจารย์ซู่หลี่กล่าวอย่างชื่นชม แม้มันจะมิใช่ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งค่ายกลแต่ยังเคยได้ยินหลักการขั้นพื้นฐานที่ว่า หากกระแสพลังแห่งฟ้าดินซึ่งเป็นแหล่งพลังที่ขับเคลื่อนค่ายกลถูกตัดขาด ค่ายกลย่อมไม่อาจคงสภาพอยู่ได้

เมื่อใดที่ผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลสามารถทำความเข้าใจในหลักการทำงานและความลึกซึ้งของค่ายกลอย่างถ่องแท้ พวกมันย่อมสามารถค้นหาสารพัดวิธีการมาขัดขวางการทำงานของค่ายกลได้ หนงซิเตาเองแม้ไม่อาจทำลายค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์โดยตรง แต่ยังค้นพบวิธีบั่นทอนประสิทธิภาพของค่ายกลด้วยการทำลายการก่อกำเนิดของหมอกนรกานต์

“ท่านอาจารย์ลุง” หนงซิเตาหัวเราะออกมาอย่างชั่วร้าย “เมื่อใดที่หมอกนรกานต์ถูกทำลายลงและตระกูลจี้จะถูกบีบคั้นให้ต้องต่อสู้กับพวกเราโดยซึ่งหน้า เมื่อถึงเวลานั้นข้าเกรงว่าตระกูลอันต่ำต้อยนี้จะขลาดเขลาจนพากันหลบหนีไป”

“แต่เมื่อจุดประสงค์ที่แท้จริงของพวกเราคือการแย่งชิงป้ายพระราชทานของนครหมื่นกระบี่ พวกเราย่อมไม่อาจปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นได้ ข้าขอเสนอให้ท่านอาจารย์ลุงจัดตั้ง ‘อาณาเขตผนึก’ รอบเขาหัววัวเอาไว้ก่อน”

ปรมาจารย์ซู่ผงกศีรษะชมเชย “ข้อเสนออันยอดเยี่ยม!”

วาจาพอสิ้นสุด ร่างของมันก็กลับกลายเป็นลำแสงเหินบินไปโดยรอบเขาหัววัวพร้อมกับจัดตั้งอาณาเขตขึ้น

ระลอกคลื่นแห่งแสงที่โปร่งใสราวกับสายน้ำแผ่ขยายออกปกคลุมขุนเขาทั้งลูก ไม่เพียงจากบนท้องฟ้าหากยังรวมไปถึงใต้พื้นดินอีกด้วย

เขาหัววัวทั้งลูกถูกตัดขาดออกจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง!

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีและสมาชิกตระกูลจี้บนยอดเขาทำได้เพียงเหม่อมองขณะที่อาณาเขตแห่งแสงปิดผนึกเขาหัววัวเอาไว้ สีหน้าของพวกมันล้วนบิดเบี้ยวยากจะบรรยาย

“อาณาเขตผนึก” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวด้วยเสียงที่แหบแห้ง “ทั้งยังเป็นอาณาเขตที่ปรมาจารย์หมื่นสำแดงจัดตั้งขึ้นด้วยตนเอง… ต้องอาศัยผู้ที่มีพลังเหนือล้ำกว่าปรมาจารย์ซู่เท่านั้นจึงจะทำลายมันลงได้”

“ถูกแล้ว” ท่านยายเงารับคำอย่างเลื่อนลอย ดวงตาทั้งสองหลงเหลือเพียงแววแห่งความสิ้นหวัง

“จะอย่างไรพวกเราก็ไม่ได้หวังที่จะกลับออกไปแต่แรกแล้ว” จี้หลิวเจินกล่าวเสียงแผ่วเบา “เมื่อปราศจากหนทางให้หลบหนีก็มีแต่ต้องต่อสู้ให้ถึงที่สุด”

จี้ยี่ฉวนพยักหน้าเห็นด้วย “ตระกูลจี้เราสมควรภาคภูมิใจที่สามารถก่อกวนจนปรมาจารย์หมื่นสำแดงต้องออกหน้ามาจัดการกับพวกเราด้วยตนเอง”

“จี้หนิง อย่าได้ลืมเลือนว่าหากรับมือปรมาจารย์ซู่ไม่ได้ ให้รีบหลบหนีไปทันที” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวย้ำอีกครั้ง

“เจ้าเป็นความหวังแห่งอนาคตเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลจี้เรา” ท่านยายเงาจ้องมองมาทางจี้หนิงเช่นเดียวกับจี้หลิวเจินและอาสิง

“อย่าได้ทำเรื่องโง่เขลา” จี้ยี่ฉวนกำชับบุตรชายอย่างเฉียบขาด

ชั่วขณะนั้น… จี้หนิงรับรู้ได้ถึงระลอกแห่งอารมณ์ตลอดจนความสิ้นหวังจากก้นบึ้งหัวใจของเหล่าผู้อาวุโส ทันทีที่อาณาเขตผนึกถูกก่อตั้งขึ้น สมาชิกตระกูลจี้ทุกคนยกเว้นตัวเขาที่ครอบครองเครื่องรางเร้นรอยก็ถูกลิขิตให้ต้องต่อสู้จนตัวตาย

“ทราบแล้ว” จี้หนิงกล่าวรับคำอย่างเคร่งขรึม

“ซู่หลี่!” สายตาอาฆาตของจี้หนิงเบือนลงไปจับที่กลุ่มยอดฝีมือของภูเขามังกรหิมะ “หมื่นดาราร่วมสำแดงแล้วจะเป็นไร? ข้าจะขอรับทราบความร้ายกาจของมันเอง!” หัวใจของเขาลุกไหม้ไปด้วยเพลิงแค้นที่มีต่อศัตรูร้ายของตระกูลจี้ผู้นี้

มันต้องตาย!

………

ที่เชิงเขา กลุ่มยอดฝีมือที่นำโดยปรมาจารย์ซู่ย่างเท้าเข้าสู่ภายในพื้นที่ของอาณาเขตผนึก

“มีเรื่องอีกประการที่ข้าต้องแจ้งให้อาจารย์ลุงทราบไว้” หนงซิเตากล่าวขึ้น ขณะที่ปรมาจารย์ซู่เหลียวมองมาทางมันด้วยความสงสัย

“ตระกูลจี้มีสาวกตำหนักม่วงเพียงไม่กี่คนและพวกมันส่วนใหญ่ก็ไม่คู่ควรให้ต้องเอ่ยถึง ทว่าในหมู่พวกมันยังมีอัจฉริยะปิศาจผู้หนึ่งซึ่งมีนามว่าจี้หนิง มันผู้นี้มีอายุเพียงสิบหกปีเท่านั้น”

“เจ้าจะบอกให้พวกเราระมัดระวังเด็กหนุ่มอายุสิบหกปีผู้หนึ่ง?” ปรมาจารย์ซู่และสาวกตำหนักม่วงคนอื่นแทบไม่อาจเชื่อหูตนเอง

“ถูกแล้ว” หนงซิเตากล่าวด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดจริงจัง “พลังฝีมือของมันเข้มแข็งจนน่าสะพรึงกลัว ก่อนหน้านี้ที่สาวกตำหนักม่วงสิบเก้าคนและสัตว์อสูรอีกสองตนเดินทางเข้าสู่ค่ายกลนั้น พวกเราสามารถใช้รูปขบวนผสานพลังต้านทานการโจมตีของมังกรโลกันตร์เอาไว้จนตระกูลจี้ไม่อาจทำอย่างไรพวกเราได้ แต่ท้ายที่สุดนอกจากข้าแล้วทุกคนล้วนตกตายด้วยน้ำมือของจี้หนิง”

“เด็กหนุ่มอายุเพียงสิบหกปีผู้นี้สามารถสังหารกระทั่งเทพบุตรหยก?” ปรมาจารย์ซู่ตื่นตัวขึ้น เหล่าสาวกตำหนักม่วงคนอื่นที่รับฟังอยู่ด้านข้างก็ล้วนนิ่งตะลึง ตระกูลท้องถิ่นเยี่ยงตระกูลจี้กลับให้กำเนิดสัตว์ประหลาดที่เปี่ยมพรสวรรค์เยี่ยงนี้ออกมาได้?

“เมื่อเผชิญหน้ากันท่านอาจารย์ลุงย่อมทราบได้เอง คนผู้นี้มีความสำเร็จทั้งในด้านพลังปราณและกายาเทพอสูร เพลงกระบี่ของมันยิ่งเลิศล้ำจนบรรลุถึงขั้นเขตแดนแห่งเต๋า”

‘เขตแดนแห่งเต๋า’ คำพูดนี้บีบเค้นหัวใจของทุกผู้คนไม่เว้นแม้แต่ปรมาจารย์ซู่หลี่ มันแม้ฝึกฝีมือจนถึงขั้นหมื่นดาราร่วมสำแดง แต่ในด้านความรู้แจ้งกลับยังไม่เพียงพอที่จะเข้าสู่ระดับของเขตแดนแห่งเต๋าได้ สาวกตำหนักม่วงคนอื่นยิ่งไม่ต้องพูดถึง นั่นเป็นระดับที่พวกมันไม่เคยแม้แต่จะฝันถึงด้วยซ้ำ

เด็กหนุ่มอายุสิบหกปีที่มีความรู้แจ้งถึงระดับเขตแดนแห่งเต๋า? พวกมันแทบไม่อาจยอมรับว่านี่จะเป็นเรื่องจริงไปได้

“เขตแดนของมันคือเขตแดนแห่งหยาดพิรุณ” หนงซิเตาบอกเล่าต่อไป “เมื่อใดที่สายพิรุณโปรยปรายลงมา พวกท่านต้องระวังให้ดี เพราะนั่นหมายความว่าจี้หนิงกำลังจะลงมือจู่โจม”

ปรมาจารย์ซู่หลี่พยักหน้าเล็กน้อย เดิมทีมันยังถือดีว่าตนเองเป็นถึงปรมาจารย์หมื่นสำแดงที่มีสมบัติวิเศษอันดับพิภพในครอบครองจึงมิได้เห็นคู่ต่อสู้อยู่ในสายตา แต่เมื่ออีกฝ่ายสามารถสร้างเขตแดนแห่งเต๋าขึ้นมา มันย่อมไม่อาจประมาทศัตรูอีกต่อไป

“ข้าเองก็ถูกจี้หนิงผู้นี้คุกคามจนต้องใช้ผนึกเต๋าเคลื่อนย้ายระยะสั้นหลบหนีไป จนถึงบัดนี้เมื่อหวนคิดดูยังรู้สึกหวาดหวั่นไม่คลาย… ท่านอาจารย์ลุง ผู้หลานคิดหยิบยืมผนึกเต๋าเคลื่อนย้ายระยะสั้นจากท่านเพื่อเป็นหลักประกันในการรักษาชีวิต ไม่เช่นนั้นผู้หลานคงมิอาจรวบรวมความกล้ากลับเข้าสู่ค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์เป็นครั้งที่สอง…”

ปรมาจารย์ซู่ลังเลไปชั่วขณะ กำลังหลักของภูเขามังกรหิมะเช่นมันยังได้รับมอบผนึกเต๋าเคลื่อนย้ายระยะสั้นจากสำนักมาเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น ต่อมาภายหลังเมื่อมันรวบรวมสมบัติวิเศษส่วนตัวได้มากพอค่อยแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมมาได้อีกสองชิ้น ของวิเศษพิทักษ์ชีวิตเยี่ยงผนึกเต๋าเคลื่อนย้ายระยะสั้นนั้นล้ำค่าเกินบรรยาย มีเพียงสภาพแวดล้อมอันพิเศษเฉพาะบางประเภทเท่านั้นที่จะปิดกั้นมันเอาไว้ได้

“ตกลง ข้าจะให้เจ้าหยิบยืมไว้ชั่วคราว” มันเข้าใจดีว่าหากไม่ทำเช่นนี้แล้ว หนงซิเตาคงไม่ยินยอมกลับเข้าไปเสี่ยงอันตรายเพื่อมันอย่างแน่นอน

หนงซิเตาเมื่อได้รับผนึกเต๋าเคลื่อนย้ายระยะสั้นมาถือในมือค่อยรวบรวมกำลังขวัญกลับมาอีกครั้ง มันรีบกล่าวขึ้นว่า “ท่านอาจารย์ลุงโปรดวางใจ จี้หนิงต่อสู้กับศิษย์พี่เทพบุตรหยกเป็นเวลานานก็ยังไม่อาจเอาชัยได้ ที่มันสามารถสังหารศิษย์พี่ก็เพราะใช้วิธีการอันต่ำช้าหลอกล่อถ่วงเวลาจนพลังศักดิ์สิทธิ์ของศิษย์พี่เหือดแห้งหมดสิ้น ครั้งนี้เมื่อท่านอาจารย์ลุงลงมือด้วยตนเอง พวกเราจะสามารถกวาดล้างตระกูลจี้และแย่งชิงป้ายพระราชทานของนครหมื่นกระบี่มาได้อย่างแน่นอน”

“ประเสริฐ” ปรมาจารย์ซู่หัวร่อออกมาอย่างย่ามใจก่อนกวาดตามองสาวกตำหนักม่วงที่หลงเหลือ “พวกเราเข้าไปพร้อมกัน”

สาวกตำหนักม่วงเหล่านั้นไหนเลยกล้าปฏิเสธ พวกมันได้แต่ลอบสบตากันก่อนติดตามหลังปรมาจารย์ซู่กับหนงซิเตามุ่งหน้าเข้าหามังกรโลกันตร์ที่หมอบซุ่มอยู่ในหมอกนรกานต์

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/