เล่มที่ 6 บทที่ 21 ประกายชาดเก้าชั้นฟ้าขั้นที่เจ็ด

“ปรมาจารย์ซู่หลี่?” หนงซิเตาตกตะลึง ในฐานะของศิษย์ที่ผ่านการฝึกฝนจากสาขาหลักและได้รับการยอมรับอย่างสูงในภูเขามังกรหิมะ หนงซิเตาย่อมคุ้นเคยกับปรมาจารย์ซู่ และรู้ดีว่าปรมาจารย์ซู่นั้นไม่มีทักษะในเต๋าแห่งค่ายกล

ซึ่งความจริงผู้ฝึกตนที่ทรงฝีมือส่วนใหญ่ล้วนขาดความเชี่ยวชาญด้านค่ายกล เนื่องจากพวกมันได้ทุ่มเทความสนใจทั้งมวลไปที่การฝึกฝนฝีมือ การค้นคว้าความรู้แจ้งในเต๋า การค้นหาสมบัติวิเศษ หรือมนตราต่างๆ

“ท่านปรมาจารย์จากไปนานเท่าใดแล้ว?” หนงซิเตารีบถาม

“เมื่อครู่นี้เอง ปรมาจารย์ซู่เพิ่งจากไปก่อนที่ท่านจะมาถึงเพียงชั่วน้ำเดือด”

หนงซิเตานิ่งอึ้งไปก่อนจะรีบสั่งการ “จำไว้ว่าหากมีสาวกตำหนักม่วงคนอื่นเดินทางมาถึงและต้องการติดตามไปยังเขาหัววัว เจ้าต้องตักเตือนพวกมัน… ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าสู่ค่ายกลในเขาหัววัวเป็นอันขาด นั่นเป็นสถานที่ซึ่งแม้แต่ศิษย์พี่เทพบุตรหยกยังมิอาจรอดชีวิตกลับมาได้”

“ข้าจะแจ้งต่อพวกมันอย่างแน่นอน” ต่งฟ่านหยูรีบรับคำทันที

“เช่นนั้นก็ประเสริฐ” หนงซิเตาไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่าอีกต่อไป มันรีบอาศัยเรือเหาะเดินทางตัดผ่านท้องฟ้ากลับไปยังเขาหัววัวอีกครั้ง

……….

เขาหัววัว

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีและคนอื่นๆ ต่างเฝ้าสังเกตพื้นที่ภายนอกค่ายกลขณะทำการรวบรวมสมบัติวิเศษ จากตำแหน่งเบื้องสูงพวกเขาสามารถมองทะลุม่านหมอกบางเบาจนเห็นป่าเขาอันรกร้างที่อยู่ห่างออกไป

“นอกจากหนงซิเตาแล้วสาวกตำหนักม่วงคนอื่นๆจากกลุ่มก่อนหน้านี้ล้วนเสียชีวิตจนหมดสิ้น ท้ายที่สุดตระกูลจี้เรากลับได้รับสัตว์อสูรระดับตำหนักม่วงเพิ่มขึ้นอีกสองตน” จี้หลิวเจินที่กำลังวุ่นวายกับการรวบรวมกระบี่บินกล่าวด้วยสีหน้าพึงพอใจ “ภูเขามังกรหิมะสาขาเทือกเขานางแอ่นมีสาวกตำหนักม่วงเพียงไม่กี่คน ตกตายไปคนหนึ่งก็ลดน้อยลงคนหนึ่ง เมื่อสูญเสียกำลังคนไปมากมายถึงเพียงนั้น ข้าคิดว่าพวกมันคงไม่กล้าบุกเข้ามาอีก”

“ข้าก็คิดเช่นนั้น” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีพยักหน้าพร้อมเผยรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจเช่นกัน

“ตระกูลจี้ของเรามีความหวังแล้ว” ท่านยายเงาพึมพำด้วยเสียงแหบแห้งของนาง

อันที่จริง ความคาดหวังของพวกมันมิใช่ไม่มีเหตุผล

ทูตตัวแทนของจักรวรรดิเซี่ยจะมาถึงในอีกสองวัน ภูเขามังกรหิมะสาขาเทือกเขานางแอ่นย่อมไม่อาจเชื้อเชิญผู้คนจากสาขาที่ห่างไกลออกไปมาช่วยเหลือได้ทันเวลา อย่างมากที่สุดก็คงทำได้เพียงระดมสาวกตำหนักม่วงจากบริเวณใกล้เคียงมาอีกสี่สิบห้าสิบคน อย่าว่าแต่ในบรรดาผู้คนเหล่านั้นผู้ที่มีพลังฝีมือสูงส่งและโด่งดังที่สุดคือเทพบุตรหยกและหนงซิเตาซึ่งบัดนี้ตกอยู่ในสภาพหนึ่งตกตายหนึ่งหลบหนี ขอถามว่ายังจะมีผู้ใดกล้าบุกเข้ามาอีก?

ทางเลือกหนึ่งเดียวของพวกมันคือรายงานเรื่องกลับไปยังสาขาหลัก แต่สาขาหลักนั้นอยู่ห่างไกลเกินไป เป็นไปได้ว่าตระกูลจี้จะได้รับการปกป้องจากจักรวรรดิเซี่ยก่อนที่สาขาหลักจะได้รับรายงานถึงเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ด้วยซ้ำ

“โชคดีที่พวกเรามีจี้หนิง” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีทอดถอนใจขณะมองไปทางจี้ยี่ฉวนที่อยู่ข้างกาย “ยี่ฉวนเจ้ามีบุตรอันประเสริฐคนหนึ่ง”

จี้ยี่ฉวนอดยิ้มออกมาไม่ได้ เมื่อมีบุตรเช่นจี้หนิง จะไม่ให้เขาภาคภูมิใจได้อย่างไร?

“หลังจากคราเคราะห์ครั้งนี้สิ้นสุดลง” ท่านยายเงากล่าวเสียงพร่า “จี้หนิงคงเดินทางออกจากตระกูลจี้ไปเผชิญโลกกว้าง ด้วยพรสวรรค์อันน่าแตกตื่นของเขา ย่อมต้องถูกขั้วอำนาจอันยิ่งใหญ่ดึงตัวไปเข้าร่วม เมื่อถึงเวลานั้นพวกเราก็ไม่ต้องเกรงกลัวภูเขามังกรหิมะอีกต่อไป”

“อนาคตในภายภาคหน้าของจี้หนิงนั้นยาวไกลไม่สิ้นสุด” จี้หลิวเจินกล่าวขึ้นบ้าง

คนเหล่านี้แม้เป็นชนชั้นผู้นำของตระกูลจี้ แต่พวกมันสำนึกตัวดีว่าเมื่อเปรียบกับผู้เยาว์เช่นจี้หนิงแล้ว ตนเองยังด้อยกว่ามากนัก

“ใครบางคนกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีพลันส่งเสียงตวาดขึ้น

“ว่ากระไร?!”

ความวุ่นวายเกิดขึ้นทันที ทุกคนต่างหันไปมองและพบว่าเรือใบขนาดใหญ่กำลังพุ่งผ่าท้องนภามาทางพวกมันพร้อมด้วยยอดฝีมือจำนวนมาก

“พวกมันเป็นใคร?”

“ข้าก็ไม่เคยพบพวกมันมาก่อนเช่นกัน”

“ข้ารู้จักคนผู้นั้น ชายชราร่างเตี้ยเล็กนั้นมาจากตระกูลหวน แต่ข้าไม่ทราบนามของมัน”

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีและผู้คนของตระกูลจี้ลอบสอดแนมคนทั้งแปดที่เดินทางมาบนเรือวิเศษ แต่กลับจดจำออกเพียงผู้เดียว

“พวกเราสมควรตามตัวจี้หนิงมาหรือไม่?” จี้หลิวเจินรีบเอ่ยถาม

“จี้หนิงกำลังฝึกฝีมือถึงขั้นคับขันภายในค่ายกล” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีส่ายหน้า “ฝ่ายศัตรูเมื่อมีเพียงแปดคนพวกเราก็ไม่จำเป็นต้องแตกตื่นไป”

………

เรือเหาะร่อนลงจอดบนพื้นก่อนสูญหายไป ผู้คนทั้งแปดต่างยืนหยัดบนพื้นดินจ้องมองหุ่นวิญญาณที่ทำจากไม้ซึ่งตั้งอยู่ห่างไปไม่ไกลนัก หุ่นไม้ก็ใช้ดวงตาที่ทอประกายสีเขียวจับจ้องมาทางพวกมันด้วยความสนใจ

“หุ่นวิญญาณ” ลู่หวงรีบสาวเท้าเข้าไปสำรวจ แต่ก่อนที่มันจะกล่าวอันใดต่อไปหุ่นวิญญาณไม้นั้นก็ชิงสอบถามขึ้นว่า

“พวกท่านใช่เป็นศิษย์ภูเขามังกรหิมะหรือไม่?”

“ถูกแล้ว” ลู่หวงพยักหน้ารับคำ ขณะที่ปรมาจารย์ซู่และคนอื่นๆต่างเดินใกล้เข้ามาเช่นกัน หุ่นไม้กล่าวอย่างนอบน้อม “ตามคำสั่งของหนงซิเตาผู้เป็นเจ้านาย ข้าน้อมรอการมาถึงของศิษย์ภูเขามังกรหิมะอยู่ที่นี่เพื่อแจ้งให้พวกท่านทราบว่า นายท่านหนงซิเตา รวมทั้งเทพบุตรหยก สาวกตำหนักม่วงอีกสิบแปดคน และสัตว์อสูรระดับตำหนักม่วงอีกสองตน ต่างล่วงหน้าเข้าไปในค่ายกลแล้ว”

“ยังมีเรื่องอื่นอีกหรือไม่?” ปรมาจารย์ซู่หลี่เอ่ยถามขึ้น

“ข้าไม่ทราบเรื่องอื่นใดอีก” หุ่นวิญญาณไม้ส่ายศีรษะ

“มีผู้ใดกลับออกมาแล้วบ้าง?” ปรมาจารย์ซู่หลี่ขมวดคิ้วขณะกล่าว “ระหว่างนี้พื้นดินมีการสั่นสะเทือนบ้างหรือไม่?”

หุ่นไม้กล่าวตอบว่า “ไม่มีผู้ใดกลับออกมา และก่อนหน้านี้ข้ารู้สึกว่าพื้นดินสั่นสะเทือนอยู่หลายครั้ง แต่ตอนนี้ข้าไม่รู้สึกถึงความสั่นสะเทือนอีกต่อไป”

ใบหน้าของปรมาจารย์ซู่และคนที่เหลือทั้งแปดต่างแปรเปลี่ยน ค่ายกลบางชนิดอาจสามารถบดบังเสียงเอาไว้ได้โดยสิ้นเชิง แต่แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะปิดกั้นความสั่นสะเทือนมิให้ถ่ายทอดผ่านพื้นดินออกมายังภายนอก อย่างน้อยก็ไม่เคยปรากฎว่ามีค่ายกลระดับมนุษย์ที่สามารถทำเช่นนั้นได้

“การสั่นสะเทือนของพื้นดินช่วงแรกบ่งชี้ว่าเกิดการต่อสู้ขึ้นหลายครั้ง แต่การที่ไม่มีแรงสั่นสะเทือนเกิดขึ้นอีกหลังจากนั้น… และจากข้อมูลที่พวกเราได้รับมาว่าเครื่องรางแห่งชีวิตของสาวกตำหนักม่วงจำนวนมากรวมถึงของต่งซีฉีต่างแตกสลายไป…” ปรมาจารย์ซู่หลี่กล่าวเสียงแผ่ว “เป็นไปได้สูงยิ่งว่าทุกคนต่างเสียชีวิตหมดแล้ว”

“ท่านปรมาจารย์โปรดชี้แนะว่าพวกเราสมควรทำอย่างไรต่อไป” ทุกคนต่างมองไปทางปรมาจารย์ซู่

ในบรรดาคนทั้งเจ็ด มีบ้างที่บังเอิญพบกับปรมาจารย์ซู่หลี่ในระหว่างทาง ขณะที่บางคนรวมตัวรอคอยที่นครภูเขามังกรหิมะอยู่ก่อน

“พวกเราไม่อาจผลีผลามบุกเข้าไป” ปรมาจารย์ซู่หลี่กล่าว “ระดับความเชี่ยวชาญด้านค่ายกลของหนงซิเตายังเหนือยิ่งกว่าข้า ส่วนเทพบุตรหยกก็มีทั้งเทพวิชาและพลังชีวิตอันแข็งแกร่งของกายาเทพอสูร… หากกระทั่งคนทั้งสองรวมพลังกันบุกเข้าไปก็ยังเงียบหายไร้ข่าวคราว ไม่ว่าอย่าไรพวกเราก็ไม่อาจผลีผลามบุกเข้าไปโดยเด็ดขาด”

คนที่เหลือทั้งเจ็ดล้วนผงกศีรษะเห็นด้วย

“ข้าจะลองใช้กำลังเข้าทำลายค่ายกลจากภายนอกดูก่อนว่าได้ผลหรือไม่” ปรมาจารย์ซู่เหลือบมองเขาหัววัวที่อยู่ห่างออกไปแล้วโบกมือคราหนึ่ง ตราประทับขนาดใหญ่ก็ล่องลอยออกมาจากฝ่ามือของมันขึ้นไปอยู่เหนือยอดเขาหัววัว ตราประทับนั้นขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็วจนมีความยาวกว่าสามร้อยเมตร

“จงสาดส่อง!”

ทันใดนั้นสีสันของโลกที่แวดล้อมก็ดูราวกับถูกเปลี่ยนย้อมไปโดยสิ้นเชิง แสงแดดสูญสิ้นอันตรธาน ทุกสรรพสิ่งกลับกลายเป็นสีดำสนิท ท่ามกลางท้องฟ้าอันมืดมิดปรากฏหมื่นดาราสำแดงประกาย ดวงจันทร์ที่สุกสกาวลอยอยู่ท่ามกลางหมู่ดาราที่ห้อมล้อม แสงจันทรารวมตัวกันขึ้นเป็นหัตถ์มหึมากุมตราประทับยักษ์บนท้องฟ้าเอาไว้แล้วกดกระแทกเข้าใส่ชั้นของหมอกดำที่ปกคลุมยอดเขาหัววัว!

เสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาท ผืนปฐพีทั่วบริเวณสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง ก่อนที่หัตถ์แห่งแสงจันทร์จะยกตราประทับนั้นกลับขึ้นไปอีกครั้ง

……..

เมื่อผู้เฒ่าเก้าอัคคีและคนอื่นๆเริ่มสังเกตเห็นปรากฏการณ์ที่อุบัติขึ้นบนโลกหล้านั้น ใบหน้าของพวกมันล้วนแปรเปลี่ยนเป็นสีขาวซีด เมื่อแสงตะวันและท้องฟ้าอันสดใสกลับกลายเป็นหมู่ดาราบนผืนนภาราตรี แทบทุกคนต่างส่งเสียงอุทานออกมาด้วยความตื่นตระหนก “หมื่นดาราร่วมสำแดง!”

“ไม่มีทางที่ปรมาจารย์หมื่นสำแดงจะมาที่นี่ได้ ภูเขามังกรหิมะสาขาเทือกเขานางแอ่นเป็นเพียงสำนักสาขาเท่านั้น จะมีปรมาจารย์หมื่นสำแดงที่เป็นกำลังหลักของภูเขามังกรหิมะมาปรากฏตัวขึ้นได้อย่างไร?” จี้หลิวเจินกล่าวพึมพำด้วยดวงตาที่เบิกค้าง

สมาชิกตระกูลจี้ทุกคนพากันตกตะลึง พวกมันล้วนไม่กล้าเชื่อสายตาตนเอง

“รีบด่วน ทุกคนเข้าประจำตำแหน่งที่ตนเองรับผิดชอบ” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีรีบเร่งสั่งการ “ต่อให้ปรมาจารย์หมื่นสำแดงมาด้วยตนเอง แต่หากมันคิดจะทำลายค่ายกลจากด้านนอกโดยใช้เพียงตราประทับยักษ์นั่น มันเท่ากับกำลังฝันไป ด้วยระยะทางห่างขนาดนี้ มันอย่างมากก็ใช้พลังได้เพียงหนึ่งในสิบเท่านั้น หากพวกเรารวมพลังกันภายใต้การสนับสนุนของค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์ ต้องสามารถต้านทานพลังของมันไว้ได้อย่างแน่นอน”

“พวกเราควรตามตัวจี้หนิงมาหรือไม่?” ท่านยายเงาเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง

“ไม่จำเป็น… มังกรธรณี เจ้ามุ่งหน้าไปยังทิศเหนือตามเส้นทางที่ข้าชี้นำ” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีร้องสั่ง “ข้าจะมอบให้เจ้าดูแลส่วนหางมังกรในค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์ไปก่อนชั่วคราว”

“รับคำสั่ง” นักรบเกราะครามส่งเสียงขานรับ

สัตว์อสูรนั้นเริ่มต้นจากการเพาะสร้างพลังอสูรขึ้นในร่าง แต่หลังจากที่จัดตั้งตำหนักม่วงขึ้นในร่างกายได้สำเร็จ พลังในร่างของมันจะแปรเปลี่ยนไปเป็นพลังปราณแห่งตำหนักม่วง มังกรพสุธานั้นมีพลังอยู่ในขั้นสูงสุดของระดับตำหนักม่วง… พลังปราณของมันยังทรงพลังยิ่งกว่าจี้หนิงอีก

………

“จงสาดส่อง!” ปรมาจารย์ซู่หลี่ใช้พลังออกอีกครั้ง

หัตถ์แสงจันทร์ขนาดยักษ์กระแทกตราประทับลงไปบนเขาหัววัวอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้เสียงคำรามของมังกรกลับดังสวนขึ้น หางมังกรอันใหญ่โตสีดำสนิทสะบัดกวาดออกจากหมอกดำเข้าหาตราประทับที่กำลังเคลื่อนที่ลงมาจากฟากฟ้า

ตราประทับและหางมังกรพุ่งเข้าปะทะกัน หางมังกรสั่นสะเทือนเล็กน้อยแต่ยังสามารถต้านทานเอาไว้ได้

“หางมังกรทมิฬ?” ปรมาจารย์ซู่หลี่ขมวดคิ้ว “และมันถึงกับต้านทานพลังแห่งปรากฏการณ์ของข้าเอาไว้ได้…”

การที่ผู้ฝึกตนจะใช้สมบัติวิเศษโจมตีนั้นมีข้อจำกัดเรื่องระยะทางอยู่ ยิ่งระยะทางไกลเท่าใด พลังโจมต็ยิ่งลดน้อยลงเท่านั้น แม้ปรมาจารย์หมื่นสำแดงจะสามารถใช้พลังของปรากฎการณ์ ‘หมื่นดาราร่วมสำแดง’ ช่วยในการโจมตีระยะไกล แต่พลังของมันก็ไม่อาจเทียบได้กับการโจมตีในระยะประชิดอยู่ดี

“นี่เป็นค่ายกลอันใดกันแน่?” ปรมาจารย์ซู่หลี่ขมวดคิ้ว “กลับสามารถหนุนเสริมจนสาวกตำหนักม่วงเพียงไม่กี่คนก็สามารถต้านทานพลังแห่งปรากฏการณ์ของข้าเอาไว้ได้…”

แม้มันมีภูมิรอบรู้อันกว้างขวาง แต่ก็ยังไม่อาจคาดเดาออกได้

เมื่อเห็นหางมังกรที่โผล่ออกมาจากหมอกดำ สาวกตำหนักม่วงอีกเจ็ดคนที่อยู่ด้านข้างก็ล้วนสับสนงุนงงไปด้วยคำถามเดียวกัน… นี่เป็นค่ายกลอันใดกันแน่?

………

แม้เหล่ายอดฝีมือตระกูลจี้จะอาศัยค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์ต้านทานตราประทับยักษ์ที่ฟาดลงมาได้ แต่พวกมันล้วนทราบกระจ่างว่านี่เป็นภาระอันสาหัสไม่น้อย

“ข้าอยากรู้นักว่าการฝึกฝีมือของจี้หนิงก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว…” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีได้แต่ครุ่นคิดด้วยความวิตกกังวลและความตื่นตระหนก มันต้องการเรียกตัวจี้หนิงกลับมา แต่ก็เกรงว่าจะอีกฝ่ายอาจกำลังอยู่ในช่วงอันคับขันของการฝึกฝีมือ

………

ภายในค่ายกล ทุกหนแห่งยังคงถูกปกคลุมเต็มไปด้วยพลังงานสีดำสนิท

จี้หนิงนั่งในท่าขัดสมาธิ ทำการครุ่นคิดทดลองและศึกษาค้นคว้าจนเข้าใจในความเปลี่ยนแปลงอันลี้ลับซับซ้อนของหยินและหยางได้มากขึ้นเรื่อยๆ จิตสำนึกของเขาจมดิ่งอยู่กับมันจนหลงลืมตัวตนไปหมดสิ้น เขากระทั่งยังไม่รับรู้ถึงความสั่นสะเทือนของพื้นดินที่เกิดจากการกดกระแทกของตราประทับ

“หยินไม่อาจคงอยู่ได้หากปราศจากหยาง”

“หยางไม่อาจคงอยู่ได้หากปราศจากหยิน”

“แม้แต่พญามังกรผู้อหังการยังรู้จักโศกเศร้า เมื่อมียอดเขาอันสุดสูงจึงบังเกิดเป็นหุบเหวอันลึกล้ำ…”

“มีเพียงยามที่หยินและหยางแปลงลักษณ์หมุนเวียนจึงสามารถก่อกำเนิดทดแทนกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุดได้” ความรู้แจ้งบังเกิดขึ้นในใจของเขา

ทันใดนั้นอักขระศักดิ์สิทธิ์แห่งสุริยันและจันทราบนแผ่นหลังของจี้หนิงก็เปล่งแสงขึ้น ความรู้สึกของเขาพลันแผ่ขยายข้ามผ่านมิติเวลาและระยะทางที่ห่างไกลแสนไกลจนรับรู้ได้ถึงการคงอยู่ของจ้าวแห่งดาราทั้งสอง ตลอดจนพลังหยางแท้แห่งสุริยันและพลังหยินแท้แห่งจันทราที่พวกมันส่งข้ามผ่านกลับมายังร่างของเขา

พื้นที่รอบกายของจี้หนิงกลายสภาพเป็นดินแดนแห่งวารีและอัคคีไปในฉับพลัน

เปลวอัคคีและวารีขนาดใหญ่คล้ายดั่งกลีบบุปผาที่ยังไม่แย้มบานปกคลุมร่างของจี้หนิงไว้ภายใน โดยมีพลังหยินแท้และหยางแท้เป็นแกนกลาง

แม้จะอยู่ห่างออกไป แต่พวกของปรมาจารย์ซู่หลี่ก็ยังสามารถพบเห็นบุปผชาติขนาดยักษ์ที่อุบัติขึ้นจากสายหมอกสีดำสนิทบนขุนเขา

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/