ตอนที่แล้วเล่มที่ 6 บทที่ 21 ประกายชาดเก้าชั้นฟ้าขั้นที่เจ็ด
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปเล่มที่ 6 บทที่ 23 ผนึก

“สิ่งนั้นคือ…?”

“ตระกูลจี้ซุกซ่อนสิ่งใดไว้กันแน่?”

“ปรมาจารย์ซู่ ตระกูลจี้…”

เหล่าสาวกตำหนักม่วงของภูเขามังกรหิมะต่างพากันอุทานด้วยความแตกตื่น เพียงเห็นปลายกลีบบุปผาที่โผล่พ้นเหนือกลุ่มหมอกสีดำทะมึนพวกมันก็พอจะคาดเดาได้ว่านี่เป็นดอกไม้ที่มีขนาดใหญ่โตจนน่ามหัศจรรย์ถึงพียงใด

สุดท้ายพวกมันก็ทำได้เพียงหันไปมองปรมาจารย์ซู่หลี่ด้วยสายตาที่คาดหวัง ตัวของซู่หลี่เองก็ขมวดคิ้วเข้าหากันก่อนกล่าวตอบออกไป “นี่เป็นบุปผาชาติขนาดใหญ่ กลีบเป็นสีแดงเพลิงและน้ำเงินวารี น่าจะเป็นรูปแบบหนึ่งของพลังธาตุวารีและอัคคี”

ด้วยระยะที่ห่างถึงเพียงนี้ทั้งยังถูกกั้นขวางด้วยหมอกดำ มันไหนเลยสามารถหาข้อสรุปของบุปผชาติพิสดารดอกนี้ได้

“ให้ข้าลองทดสอบมันดู” ปรมาจารย์ซู่หลี่ตวาดพลางชี้นิ้วไปยังยอดเขา “จงสาดส่อง!”

หัตถ์แห่งแสงที่ก่อตัวขึ้นจากประกายจันทราปรากฎขึ้นอีกครั้ง มันยึดกุมตราประทับวิเศษแล้วกดกระแทกลงบนกลีบบุปผาที่โผล่พ้นสายหมอก ทันใดนั้นเองร่างของมังกรก็ผุดขึ้นจากหมอกดำเข้ารับการโจมตีเอาไว้ แม้ว่าหลังจากการปะทะลำตัวของมังกรจะเสียหลักทรุดลง แต่ก็นับว่าสามารถรับท่าจู่โจมนี้เอาไว้ได้

“เฮอะ พวกมันเพียงรู้จักหลบซ่อนอยู่หลังค่ายกลเท่านั้น หากต่อสู้กันซึ่งหน้าข้ามั่นใจว่าจะสามารถบดขยี้มังกรดำนั้นได้ภายในกระบวนท่าเดียว” ปรมาจารย์ซู่ส่ายศีรษะด้วยความขัดใจ

………

ภายในค่ายกล

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีสับสนร้อนรุ่มดังถูกไฟเผา มันรีบส่งเสียงทางจิตออกไป “จี้หนิงกำลังอยู่ในห้วงคับขันของการฝึกฝีมือ ไม่ว่าอย่างไรพวกเราต้องช่วยกันหยุดยั้งปรมาจารย์หมื่นสำแดงผู้นี้เอาไว้!”

ทุกคนล้วนตอบรับคำสั่งด้วยความมุ่งมั่น พวกมันทราบดีว่าจี้หนิงคือผู้ที่แบกอนาคตของตระกูลจี้เอาไว้ พวกมันไหนเลยยินยอมให้ผู้ใดมาทำร้ายหรือกีดขวางความก้าวหน้าของจี้หนิงได้?

“จี้หนิงกลับปลดปล่อยบุปผชาติวารีอัคคีออกมา เขากำลังฝึกฝนวิชาอันใดกันแน่?” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีลอบรำพึงในใจ มันแม้รับรู้ได้ถึงการกำเนิดของดอกไม้ยักษ์แต่กลับไม่อาจทำความเข้าใจในมันได้แม้แต่น้อย

………

กลีบบุปผาขนาดมหึมากว่าสามร้อยเมตรซึ่งกำเนิดจากวารีและอัคคีห่อหุ้มร่างของจี้หนิงไว้ภายใน

พลังหยางแท้และพลังหยินแท้ที่แก่นกลางของมันชักนำพลังแห่งสุริยันจันทราเข้าสู่ร่างของจี้หนิงผ่านทางอักขระศักดิ์สิทธิ์บนแผ่นหลังไม่หยุดหย่อน ร่างกายของเขาเริ่มบังเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเชื่องช้าและเป็นธรรมชาติ ในขณะที่กล้ามเนื้อ กระดูก และเส้นเอ็น ตลอดจนอวัยวะภายในทำการดูดซับพลังงานที่ถูกส่งผ่านเข้ามาอย่างหิวกระหาย

การจะรุดหน้าเข้าสู่ระดับถัดไปในเคล็ดวิชาประกายชาดเก้าชั้นฟ้านั้น ผู้ฝึกจะต้องค่อยๆชักนำพลังศักดิ์สิทธิ์เข้าสู่ร่างกายผ่านการฝึกฝน เมื่อสั่งสมถึงระดับค่อยทะลวงเข้าสู่ขั้นถัดไปได้ ทว่าระยะห่างระหว่างขั้นที่หกและขั้นที่เจ็ดซึ่งเป็นการเลื่อนระดับจากเหนือธรรมชาติเข้าสู่ตำหนักม่วงนั้นกว้างใหญ่ไพศาลนัก

ปริมาณของพลังศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องใช้เพื่อเพิ่มพูนสมรรถภาพของกายาเทพอสูรให้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตที่สูงขึ้นยังมากมายยิ่งกว่าพลังทั้งหมดที่จี้หนิงสั่งสมมาตลอดระยะเวลาห้าปีที่เขาฝึกปรือจากขั้นที่สี่ถึงขั้นที่หกด้วยซ้ำ ไม่น่าแปลกใจที่เคล็ดวิชากายาเทพอสูรอันดับหนึ่งนี้ได้รับการกล่าวขานว่าฝึกปรือได้ยากเย็นที่สุด เพราะกระทั่งจี้หนิงที่กอปรด้วยพรสวรรค์และความพากเพียรจนบรรลุขอบเขตแห่งเต๋าไปแล้วก็ยังเพิ่งสามารถบรรลุขั้นที่เจ็ดในวันนี้

หากทว่าในขั้นตอนของการทะลวงผ่านและในการฝึกฝนหลังจากนี้ไป ผู้ฝึกจะสามารถดึงดูดพลังหยางแท้และพลังหยินแท้จากดวงตะวันและจันทราซึ่งเป็นจ้าวแห่งดาราทั้งสองมาช่วยในการชักนำพลังศักดิ์สิทธิ์เข้าสู่ร่างกายและเริ่มต้นพัฒนาขีดความสามารถอย่างก้าวกระโดด

บุปผชาติแห่งวารีอัคคีพลันกลับกลายเป็นโปร่งใส มันสยายกลีบเบ่งบานเผยให้เห็นร่างเปลือยเปล่าที่งดงามราวกับอัญมณีไร้ตำหนิของเด็กหนุ่มซึ่งอยู่ภายใน ก่อนที่เสื้อขนสัตว์สีขาวอันเกิดจากอำนาจของสมบัติวิเศษประเภทเกราะจะเข้าห่อหุ้มร่างของเขาไว้อีกครั้ง

จี้หนิงเผยอยิ้มออกมา เขารู้สึกได้ถึงพลังศักดิ์สิทธิ์และพลังชีวิตอันมหาศาลไร้สิ้นสุดซึ่งได้รับจากประกายชาดเก้าชั้นฟ้าขั้นที่เจ็ดกำลังไหลเวียนเอ่อท้นจนแทบทะลักทลายออกจากร่าง ต่อแต่นี้ไปถึงแม้หลงเหลือโลหิตเพียงหยดเดียวเขาก็สามารถฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้

“ในที่สุดข้าก็จะสามารถใช้เทพวิชาได้อย่างแท้จริง” จี้หนิงกล่าวด้วยความยินดี

ผู้ฝึกกายาเทพอสูรจะปลดปล่อยพลังของเทพวิชาออกมาได้ก็ต่อเมื่อบรรลุระดับตำหนักม่วงแล้วเท่านั้น

แม้ท่าร่างปีกวายุจะมุ่งเน้นไปที่การฝึกฝนกระบวนท่าและความเคลื่อนไหวจนสามารถใช้ออกได้ด้วยการหนุนส่งของพลังปราณ แต่เทพวิชาก็คือเทพวิชา มันต้องการพลังศักดิ์สิทธิ์ในการขับเคลื่อนเพื่อเปล่งประสิทธิภาพที่แท้จริงออกมา

จี้หนิงในยามนี้แม้เพิ่งบรรลุขั้นแรกเริ่มของของกายาเทพอสูรระดับตำหนักม่วง แต่ด้วยอานุภาพของประกายชาดเก้าชั้นฟ้า พลังของเขาจึงเทียบได้กับยอดฝีมือกายาเทพอสูรระดับตำหนักม่วงขั้นสูง

“กายาเทพอสูรของข้าในตอนนี้เพียงด้อยกว่าเทพบุตรหยกเล็กน้อยเท่านั้น” จี้หนิงกล่าวกับตนเอง “แต่หากต้องเผชิญหน้ากันอีกครั้ง ข้ามั่นใจว่าจะสังหารมันลงได้ด้วยการต่อสู้แบบซึ่งหน้า”

“จี้หนิง” เสียงเรียกนามของเขาแว่วขึ้นข้างหู

“ท่านผู้นำ?” จี้หนิงขานรับอย่างยิ้มแย้ม

“รีบกลับมาที่นี่” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวอย่างร้อนรนพร้อมกับที่หมอกดำเบื้องหน้าของจี้หนิงแหวกเปิดออกเป็นเส้นทาง

จี้หนิงไม่กล้าชักช้า ร่างกลับกลายเป็นลำแสงพุ่งทะยานไปตามทางทันที

………

ผู้เฒ่าเก้าอัคคี จี้ยี่ฉวน และกระเรียนเทพในร่างของสตรีชุดขาวยืนอยู่พร้อมหน้า

“ท่านผู้นำตระกูล” เมื่อโผล่พ้นจากสายหมอกจี้หนิงก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติในทันที ทั้งผู้เฒ่าเก้าอัคคีและบิดาของเขาล้วนปราศจากเค้าแห่งความตื่นเต้นยินดี สีหน้าของพวกมันปกคลุมไปด้วยความกังวลจนเคร่งเครียดด้วยซ้ำ

“เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”

“ตอนแรกเมื่อเทพบุตรหยกถูกกำจัด พวกเราล้วนคาดคิดว่าจะรอดพ้นจากคราเคราะห์ครั้งนี้ไปได้ แต่แล้วภูเขามังกรหิมะกลับส่งกำลังหนุนเข้ามาอีก โดยที่ผู้นำขบวนยังเป็นถึงปรมาจารย์หมื่นสำแดงอีกด้วย” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวตอบด้วยเสียงทุ้มต่ำ

“ปรมาจารย์หมื่นสำแดง?” จี้หนิงตกตะลึงไปกับสิ่งที่ได้ยิน “เหตุใดจึงเดินทางมาได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้? สาขาหลักของพวกมันมิใช่อยู่ห่างออกไปไกลอย่างยิ่งหรอกหรือ?”

“ข้าเองก็ไม่อาจทราบได้เช่นกัน” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีส่ายหน้า

“ไม่ว่าอย่างไรมันก็มาแล้ว ก่อนหน้านี้มันยังอาศัยพลังแห่งปรากฎการณ์ผลักดันตราประทับวิเศษเข้าจู่โจม พวกเราอาศัยความล้ำลึกของค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์จึงต้านรับเอาไว้ได้อย่างเต็มฝืน” จี้ยี่ฉวนกล่าวขึ้นอย่างเคร่งขรึม

ยิ่งรับฟังสีหน้าของจี้หนิงก็ยิ่งเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งค่ายกลมังกรโลกันตร์ปิดสวรรค์ก็เพียงช่วยให้ต้านรับเอาไว้ได้อย่างเต็มฝืน?

“ปรมาจารย์หมื่นสำแดงผู้นั้นสมควรมีนามว่าซู่หลี่” สตรีชุดขาวเอ่ยขึ้นบ้าง

“ข้าติดตามหนงซิเตามาเนิ่นนานหลายปีและมีโอกาสได้พบกับปรมาจารย์ซู่หลี่ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักของภูเขามังกรหิมะครั้งหนึ่ง” กระเรียนเทพเอ่ยต่อไป

“นี่มิใช่บุคคลที่ศิษย์อันพื้นเพเช่นเทพบุตรหยกจะเผยอขึ้นเทียบเทียมได้ เทพบุตรหยกนั้นต่อให้ใช้ออกด้วยเทพวิชา พลังของมันก็เทียบเท่ากับปรมาจารย์หมื่นสำแดงขั้นแรกเริ่มเท่านั้น ปรมาจารย์ซู่หลี่กลับบรรลุระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงมานานกว่าหกสิบปีแล้ว”

“ท่านปรมาจารย์เป็นยอดฝีมือด้านพลังปราณ ยอดวิชาที่ฝึกปรือก็ล้วนเป็นเคล็ดวิชาระดับสูงสุดที่ภูเขามังกรหิมะมีในครอบครอง หลังจากที่เวลาผ่านมาหกสิบกว่าปี อย่างน้อยที่สุดท่านสมควรอยู่ในระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงขั้นกลางแล้ว”

นางหยุดเล็กน้อยแล้วจึงกล่าวต่อไป “นอกจากนี้ ระดับความรู้แจ้งในเต๋าของท่านยังสูงล้ำ และภูเขามังกรหิมะก็มอบสมบัติวิเศษอันดับพิภพให้ท่านถือครองอีกด้วย หากท่านปรมาจารย์คิดสังหารเทพบุตรหยกแล้วย่อมลำบากเพียงแค่ยกมือเท่านั้น”

ผู้เฒ่าเก้าอัคคีและจี้ยี่ฉวนลอบสบตากัน ก่อนหน้านี้แม้อยู่ในยามคับขัน สตรีชุดขาวยังคงสงบนิ่งไม่เอ่ยวาจา แต่พอจี้หนิงปรากฎกายนางกลับแจ้งข้อมูลอันมีประโยชน์มากมาย เห็นได้ชัดว่าผู้ที่นางภักดีด้วยมีเพียงจี้หนิง มิใช่ตระกูลจี้ทั้งหมด

จี้หนิงครุ่นคิดทบทวนสิ่งที่กระเรียนเทพกล่าวมา เขามิใช่เด็กน้อยโง่เขลาไม่รู้ความอีกต่อไป หลังจากได้เห็นสมบัติวิเศษมากมายในนิเวศน์ใต้วารี เขารู้ดีแล้วว่าสมบัติวิเศษแต่ละอันดับนั้นมีความแตกต่างกันถึงเพียงไหน

เป็นดังเช่นที่หญิงสาวชุดขาวกล่าว หากปรมาจารย์ซู่ต้องการสังหารเทพบุตรหยกแล้วย่อมลำบากเพียงแค่ยกมือเท่านั้น

“จี้หนิง” ใบหน้าของผู้เฒ่าเก้าอัคคีแดงก่ำด้วยความอึดอัดกังวล “พวกเราไม่เคยต่อสู้กับยอดฝีมือระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงมาก่อน เพียงเคยได้ยินตำนานเล่าขานเกี่ยวกับเรื่องของพวกเขาเท่านั้น พลังของปรมาจารย์หมื่นสำแดงแตกต่างจากสาวกตำหนักม่วงอย่างลิบลับ พวกเขาสามารถสังหารสาวกตำหนักม่วงได้อย่างง่ายดายเช่นเดียวกับที่เราสามารถสังหารสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ ส่วนสมบัติวิเศษอันดับพิภพ… พวกเราเพียงเคยได้ยินแต่ชื่อของมันเท่านั้น ไม่ว่าอย่างไรเจ้าห้ามประมาทเป็นอันขาด เจ้าเป็นผู้ถือครองทั้งป้ายพระราชทานของนครหมื่นกระบี่และเครื่องรางเร้นรอย จดจำไว้ว่าหากถึงยามคับขันจงรีบหนีไปเสีย!”

จี้หนิงนิ่งงันไป

หลบหนีเช่นนั้นหรือ?

“ตราบเท่าที่เจ้าหลบหนีไปได้ ตระกูลจี้จะสามารถฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งยังจะยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าเดิม” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีกล่าวย้ำ

จี้หนิงบังเกิดลางสังหรณ์อันเลวร้าย จิตวิญญาณอันทรงพลังของเขาส่งสัญญาณเตือนถึงหายนะที่ย่างกรายใกล้เข้ามาทุกขณะ

“ปรมาจารย์หมื่นสำแดง?” จี้หนิงไม่เคยต่อสู้กับยอดฝีมือระดับนี้มาก่อนเช่นกัน

“จำไว้ว่าเจ้าไม่อยู่ในฐานะที่จะเอาชีวิตเข้าเสี่ยง” ผู้เฒ่าเก้าอัคคีจ้องมองจี้หนิงอย่างคาดคั้น ในขณะที่ดวงตาของจี้ยี่ฉวนทอแวววิตกกังวล

“ข้าเข้าใจแล้ว” จี้หนิงพยักหน้ารับแต่โดยดี “ปรมาจารย์หมื่นสำแดงผู้นี้… ข้าจะระมัดระวังให้ถึงที่สุด และหากเห็นผิดท่าจะรีบหลบหนีทันที”

“ดีแล้ว” เมื่อได้ยินเช่นนั้นผู้เฒ่าเก้าอัคคีค่อยพยักหน้าอย่างวางใจ

………

ด้านนอกค่ายกล

ยอดฝีมือของภูเขามังกรหิมะจ้องมองไปทางเขาหัววัวในสายหมอกสีดำที่อยู่ห่างออกไป ปลายกลีบของบุปผาได้เลือนหายไปแล้ว

“ปรมาจารย์ซู่ พวกเราจะทำเช่นไรต่อไป?”

ทุกคนต่างหันไปทางปรมาจารย์ซู่ รอคอยคำสั่งขั้นต่อไป

ปรมาจารย์ซู่หลี่เพ่งมองไปเบื้องหน้าด้วยแววตาเย็นเยียบพลางกล่าวสั้นๆ “รอคอย”

ทั้งเทพบุตรหยกและหนงซิเตาต่างพลาดพลั้งไปแล้ว ต่อให้ระดับพลังระหว่างเขาและคนทั้งสองต่างกันอย่างลิบลับแต่เขายังต้องระมัดระวัง ต่อหน้าค่ายกลอันแปลกประหลาดนี้ ต่อให้เขาทรงพลังเพียงใดก็ไม่อาจบุกเข้าไปอย่างผลีผลามได้ อย่างเลวร้ายที่สุด… พวกเขาก็แค่ล้มเลิกความตั้งใจครอบครองแหล่งผลึกธาตุเท่านั้น

“ท่านอาจารย์ลุงซู่ ท่านอาจารย์ลุงซู่” ลำแสงสายหนึ่งพุ่งใกล้เข้ามา

ซู่หลี่เงยหน้าขึ้นมอง

ภายในลำแสงนั้นเป็นชายในชุดขนสัตว์ผู้หนึ่ง

“หลานศิษย์ซิเตา” ใบหน้าของซู่หลี่เผยแววแตกตื่นยินดี รีบสาวเท้าเข้าไปทักทายอีกฝ่าย ในบรรดาคนทั้งหมดที่เข้าค่ายกลไป หนงซิเตาเป็นคนที่ซู่หลี่กังวลสนใจมากที่สุด มันเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลและเคยมีประสบการณ์เผชิญหน้ากับค่ายกลนี้มาก่อน จึงนับเป็นบุคคลที่ซู่หลี่ต้องการตัวมากที่สุดในยามนี้

“ท่านอาจารย์ลุงซู่” หนงซิเตารีบกล่าว “ผู้หลานกำลังกลัวว่าท่านจะเข้าค่ายกลไปแล้วเสียอีก”

“ว่ากระไร?” ซู่หลี่ขมวดคิ้วขณะมองหนงซิเตา “ค่ายกลนี้น่าหวาดหวั่นถึงเพียงนั้น?”

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/desolateera

อ่าน Desolate Era แปลไทย ตอนล่าสุดที่:

https://thaidesolateera.wordpress.com/