บทที่ 449 妖神宗 นิกายเทพอสูร

สำหรับหลิงคงนั้น ในเวลานี้เขารู้สึกว่า กำลังถูกนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์นั้นใช้ภูเขากดทับศีรษะอยู่ ซึ่งนั่นทำให้เขาหายใจได้ไม่ทั่วท้องนัก

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ก็เป็นเพราะเพราะเหตุผลที่ว่า หากล่วงเกินหรือว่าทำให้นิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ไม่พอใจ สิ่งที่ต้องเผชิญนั้นจะน่ากลัวยิ่งนัก

และการที่เนี่ยลี่ ส่งลู่เพียวมาก็เพื่อตรวจสอบการเคลื่อนไหวของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจะต้องทำทุกสิ่งด้วยความระมัดระวัง เขากลัวว่าหากทำสิ่งใดที่ผิดพลาดไป เพียงแค่ยอดฝีมือระดับเทพสงครามที่ลู่เพียวนำมา ก็มากพอที่จะทำลายนิกายมหาเมฆาให้สิ้นซากได้

และอีกไม่นานหลังจากนี้ ลู่เพียวจะนำพานิกายมหาเมฆา โดยการย้ายนิกายมหาเมฆาทั้งหมดไปยังภูเขาหมื่นวิถี

ไม่เพียงนิกายมหาเมฆาเท่านั้น ยังมีนิกายอีกมากมายที่จะต้องยอมจำนนต่อนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์

นิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ในตอนนี้ ไม่ต่างไปจากยักษ์หรืออสูรที่ยิ่งใหญ่

แม้แต่เหล่าศิษย์ของนิกายขนนกสํกดิ์สิทธ์ก็แข็งแกร่งเกินกว่าที่จะจินตนาการได้ นิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ภายใต้การปกครองของเนี่ยลี่ ได้ก้าวขึ้นไปสู่จุดสูงสุดอย่างเห็นได้ชัด

การที่ศิษย์ของนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ทุกคนนั้น เต็มไปด้วยความทะนงตน ด้วยกำลังของนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ในเวลานี้ ก็ย่อมเหมาะสมแล้วหากพวกเขาจะเป็นเช่นนั้น

เทือกเขาเหลยหมิง [เสียงอัสนี หรือ ฟ้าร้อง]

เป็นภูเขาขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่าน ราวกับแขวนภูเขานี้เอาไว้บนท้องฟ้าที่ว่างเปล่า เช่นเดียวกับการโคจรของดวงดารา ราวกับเป็นการว่างค่ายกลลึกลับเอาไว้

และมีเพียงมังกรเกล็ดเพลิงสีชาดที่มีปีกเป็นเปลวไฟที่ลุกโชนลุกเท่านั้นที่สามารถบินผ่านไปได้

และที่ปลายยอดเขาลูกนั้น มีสิ่งก่อสร้างที่งดงามตั้งตระหง่านอยู่ที่นั่น อาจเรียกได้ว่าเป็นพระราชวังที่งดงามยิ่งนัก ซึ่งงดงามยิ่งกว่าที่ใดที่เคยได้พบเห็น

ซึ่งจะมองเห็นเพียงมังกรเกล็ดเพลิงสีชาดที่มีปีกเป็นเปลวไฟที่ลุกโชนลุกเท่านั้น ที่บินโฉบไปยังพระราชวังนั้น และดวงตาสีแดงราวกับเลือดคู่นั้น เป็นดั่งเปลวไฟที่สามารถเผาไหม้ได้ทุกสิ่ง

นั่นคือที่ตั้งของนิกายเทพอสูร

นิกายเทพอสูรนั้นตั้งอยู่ที่นี่มานานหลายพันปีแล้ว

ความแข็งแกร่งของนิกายเทพอสูรนั้น ไร้ข้อกังขาโดยสิ้นเชิง เพราะเป็นความแข็งแกร่งที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก หลายสิบนิกายที่อยู่โดยรอบ ต่างยอมสยบในความแข็งแกร่งของนิกายเทพอสูร และยินยอมที่จะเป็นนิกายย่อยของนิกายเทพอสูร

ในนิกายเทพอสูร มียอดฝีมือที่มีความแข็งแกร่งระดับเทพสงครามอยู่สิบตน ยอดฝีมือระดับวิถีแห่งมังกรอีกนับพันตน จึงเรียกได้ว่าเป็นความแข็งแกร่งที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ไม่ว่าพวกเขาจะทำเรื่องที่ดีหรือเลวร้ายเพียงใด เหล่านิกายใหญ่ ก็ไม่กล้าที่จะสร้างความขุ่นเคืองใจแก่นิกายเทพอสูร

ในตอนนี้ ที่ห้องโถงใหญ่ของนิกายเทพอสูร ชายผู้หนึ่งที่สวมใส่ชุดเกราะสีเงิน นั่งอยู่บนบัลลังก์ที่สูงที่สุด ทั่วร่างของเขาห้อมล้อมไปด้วยคลื่นลมปราณอันไร้ที่สิ้นสุด ที่แผ่กระจายออกมาจากร่างกายของขาย ราวกับน้ำที่ผุดออกมาจากตาน้ำ

ชายผู้นี้คือประมุขของนิกายเทพอสูร ปรมาจารย์เหยียนหุน [炎魂:วิญญาณอัคคี]

สำหรับปรมาจารย์เหยียนหุนนั้น มีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับเทพสงครามขั้นที่เจ็ด เรียกได้ว่าแข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรซากมังกร

“ท่านประมุข พวกเรานั้นได้รับแจ้งข่าวมาว่า แผนการณ์ของหลงเทียนหมิงนั้นล้มเหลว และเขายังถูกนำตัวไปคุมขังอีกด้วย และไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด นิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์จึงได้ให้เด็กหนุ่มที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้าขึ้นเป็นประมุขขอรับ” ผู้ศิษย์ผู้หนึ่งคุกเข่าและก้มศีรษะรายงาน

ปรมาจารย์เหยียนหุนเปิดตาของเขาอย่างช้า ๆ จับจ้องศิษย์ผู้นั้นด้วยดวงตาที่แดงฉานราวกับเลือด มือข้างหนึ่งของเขาส่วงขึ้นด้วยเปลวไฟ ที่เป็นประกาย

“เจ้าสามารถตรวจสอบต้นกำเนิดของเจ้าเด็กผู้นั้นได้หรือไม่?”

“จากที่ข้าตรวจสอบมาได้ เจ้าเด็กผู้นั้นมาจากโลกใบเล็ก ข้าเองก็ไม่ทราบว่าเหตุใด เด็กผู้นี้จึงได้รับการสนับสนุนจากผู้ยิ่งใหญ่ทั้งห้า”

“และเมื่อเร็ว ๆ นี้นิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ยังมีการเคลื่อนไหวหลายครั้ง มีนิกายเล็ก ๆ นับสิบนิกายที่เข้ามาสวามิภักดิ์ และได้ข่าวว่าพวกเขาส่งยอดฝีมือที่มีความแข็งแกร่งระดับเทพสงครามขั้นที่เจ็ดออกไปอีกด้วย”

“ยอดฝีมือระดับเทพสงครามขั้นที่เจ็ดเช่นนั้นหรือ?” ปรมาจารย์เหยียนหุนพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา

บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่นั้นรับรู้ได้ถึงความตื่นตระหนก

“ถูกต้องแล้วขอรับ เป็นเพราะนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ไม่ติดต่อกับภายนอกเป็นเวลานาน จึงเป็นเรื่องยากที่พวกเราจะสืบข่าวจากภายในได้ หลังจากที่นิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์เริ่มเปิดประตูออกมาภายนอกอีกครั้ง ก็มียอดฝีมือระดับเทพสงครามปรากฏตัวเป็นจำนวนมาก ส่วนยอดฝีมือระดับวิถีแห่งมังกรอีกนับไม่ถ้วนขอรับ” ศิษย์ผู้นั้นกล่าวออกไป ในเวลานี้เขารับรู้ได้ถึงบรรยากาศอันร้อนแรง หากเขาทำอะไรผิดพลาดเพียงเล็กน้อย เขาคงจะถูกเผาเป็นเถ้าถ่านด้วยเปลวไฟนี้เป็นแน่

“การที่เขามาจากโลกใบเล็ก อาจจะมีความหมายอะไรบางอย่างก็เป็นได้” ปรมาจารย์เหยียนหุน ขมวดคิ้วเล็กน้อย

“ไม่เพียงนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ ยังมีนิกาย ที่อยู่โดยรอบ รวมไปถึงนิกายเทพอัคคี นิกายเสียงสวรรค์ และนิกายอื่น ๆ อีกด้วย ที่มียอดฝีมือระดับเทพสงครามปรากฏขึ้นมา และพวกเขาได้คัดเลือกศิษย์ส่วนหนึ่งที่มาจากโลกใบเล็ก ศิษย์คาดว่าพวกเขาอาจจะได้รับการถ่ายทอดเทคนิคการบ่มเพาะพลังจากโลกใบเล็กก็เป็นได้ขอรับ”

“อาณาจักรซากมังกรประกอบไปด้วยดินแดนเล็ก ๆ ถึงสามพันแห่ง โลกใบเล็กนั้นมีความลึกลับเป็นที่สุด และมีข้อบังคับที่ยิ่งใหญ่ ที่คนที่อยู่ภายในนั้นจึงจะสามารถเข้าออกได้ และบุคคลภายนอกนั้น ไม่อาจที่จะข้ามผ่านไปได้ ผู้ที่มาจากโลกใบเล็กล้วนแต่เป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่ง แม้ว่าพวกเขามักจะซ่อนเร้นตัวตนเอาไว้ แต่ก็ไม่ที่จะประมาทพวกเขา!” ผู้อาวุโสที่สวมเสื้อคลุมสีเทาที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ พูดขึ้นมา ชายผู้นี้ถูกเรียกว่า ปรมาจารย์เหยียนซี [炎虚:เปลวไฟที่ว่างเปล่า] เป็นผู้อาวุโสของนิกายเทพอสูร ตำแหน่งของเขานั้นเป็นรองเพียงแค่ปรมาจารย์เหยียนหุนเท่านั้น เขามีความแข็งแกร่งในระดับเทพสงครามขั้นที่ห้า

“ส่งอสูรเสวียนเม่ย [玄魅:ความลุ่มหลงอันลึกลับ] ไปยังโลกใบเล้กและตรวจสอบมาให้ละเอียด ว่าต้นกำเนิดและเป้าหมายของพวกเขาคือสิ่งใดกัน” ปรมาจารย์เหยียนหุนหรี่ตาเล็กน้อยก่อนที่จะพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา พวกที่อยู่ในโลกใบเล็ก กำลังสร้างกองกำลังของตนเองขึ้นมาเช่นนั้นหรือ

“ทางด้านนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ พวกเราควรทำเช่นใดกัน?” ปรมาจารย์เหยียนซีมองไปที่ปรมาจารย์เหยียนหุนและถามออกไป

“ยอดฝีมือระดับเทพสงครามจำนวนมากปรากฏขึ้นมาในนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ หากปล่อยให้เวลาเนิ่นนานออกไป นิกายเทพอสูรก็จะยิ่งเสียเปรียบมากขึ้น การที่นิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ปิดประตูไม่ติดต่อกับโลกภายนอกมาเป็นเวลานาน แต่ในเวลานี้กลับแสดงความแข็งแกร่งออกมาให้ได้เห็น หมายความว่าพวกเขานั้นมีความมั่นใจว่าจะเผชิญหน้ากับนิกายเทพอสูรได้ ถ้าหากเราประกาศสงครามออกไป ข้าเกรงว่าจะไม่อาจรับมือพวกเขาได้!” ปรมาจารย์เหยียนหุนพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ไม่ทราบว่าท่านประมุขวางแผนอันใดไว้?” ปรมาจารย์เหยียนซีประสานมือพร้อมกับเอ่ยถาม

“นิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ยังคงปิดประตูไม่ติดต่อกับโลกภายนอก แต่เขากลับส่งยอดฝีมือออกไปโลกภายนอก หมายความว่าพวกเขาต้องการที่จะทำเรื่องเร่งด่วนอันใดบางอย่าง พวกเราควรที่จะตรวจสอบให้แน่ชัดก่อน ยิ่งไปกว่านั้น เราต้องรายงานเรื่องนี้ไปยังอาณาจักรบรรพชนแห่งเทพ และเมื่ออาณาจักรบรรพชนแห่งเทพทราบเรื่องนี้ พวกเขาจะต้องส่งกำลังเสริมมาให้พวกเราเป็นจำนวนมาก” ปรมาจารย์เหยียนหุนเผยรอยยิ้มให้เห็นที่มุมปากเล็กน้อย

ปรมาจารย์เหยียนซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นดวงตาก็เป็นประกายเขาพูดขึ้นมาว่า

“ท่านประมุขเฉียบแหลมยิ่งนัก”

เมื่อนิกายเทพสงครามส่งข่าวเรื่องนี้ออกไป อาจจะมองว่าเป็นการสวามิภักดิ์ต่ออาณาจักรบรรพชนแห่งเทพ แต่ในทางลับ พวกเขาก็แอบเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตนเอง เป็นการแอบต่อต้านอาณาจักรบรรพชนแห่งเทพอย่างเงียบ ๆ

เพราะถึงอย่างไร อาณาจักรบรรพชนแห่งเทพก็เป็นอาณาจักรอสูรที่ยิ่งใหญ่ที่เหนือกว่าพวกเขาอย่างเห็นได้ชัด

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ปรมาจารย์เหยียนหุนก็ไม่คิดที่จะสวามิภักดิ์ต่อผู้ใด ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนแต่ต้องการเป็นหนึ่ง เมื่อเขานั้นนั่งอยู่ในตำแหน่งประมุขนิกายเทพอสูร เหตุใดเขาจะต้องยอมจำนนแก่ผู้อื่น

เพียงแต่ อาณาจักรบรรพชนแห่งเทพนั้นแข็งแกร่งเกินไป และประมุขของเขาก็มีความแข็งแกร่งอย่างน่าอัศจรรย์ และพื้นหลังของเขาก็ยังคงลึกลับเป็นอย่างมาก การที่ขอให้อาณาจักรบรรพชนแห่งเทพนั้นรับมือกับนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ ก็อาจจะช่วยให้การตรวจสอบความจริงของอาณาจักรบรรพชนแห่งเทพได้

อาณาจักรบรรพชนแห่งเทพนั้น มีการดำรงอยู่ที่ลึกลับและน่าหวาดกลัวยิ่งนัก โดยที่ไม่มีนิกายใด ๆ ซึ่งเขาต้องเผชิญหน้ากับความหวาดกลัวนี้ให้ได้

ในนิกายขนนกศักดิ์สิทธิ์ ในตอนนี้เนี่ยลี่ ยังคงบ่มเพาะพลังอย่างบ้าคลั่ง การฝึกฝนในบทหลังของเทคนิคการบ่มเพาะพลังเทพวิถีฟ้า มีความลำบากกว่าครึ่งแรกมากนัก แต่ความแข็งแกร่งนั้นก็ยิ่งเหนือล้ำกว่าเดิม

นอกจากนี้ เนี่ยลี่ยังมีประสบการณ์ในการต่อสู้ของชีวิตก่อนหน้านี้ และสมบัติล้ำค่าอีกมากมาย ในตอนนี้เนี่ยลี่นั้น แม้ว่าจะมีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับวิถีแห่งมังกร เมื่อต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับเทพสงคราม เขาก็หาได้อ่อนด้อยกว่าแต่อย่างใด แม้ว่าไม่อาจจะเอาชนะได้ แต่อย่างน้อยเขาก็สามารถรักษาชีวิตได้เป็นแน่

……………..จบตอน

แปลโดย นายมะพร้าว

ที่มา : http://readtdg2.blogspot.com/2017/02/tales-of-demons-gods-449.html