Chaotic Sword God ตอนที่ 13 การแข่งขันระหว่างนักเรียนใหม่

 

แปลไทยโดย   Takumi Kun , Subaru Kyun


ตรวจทานโดย  Takumi Kun , Subaru Kyun


แก้* หินผลึกเวทย์ ==>แกนสัตว์เวทย์  Eng มันแปลมางี้อ่ะ

=====================================================


ใจของเจี้ยนเฉินเต้นหลังจากได้ยินเช่นนั้น “พี่ใหญ่ ไม่ใช่ว่าแกนสัตว์เวทย์ระดับสามเป็นสิ่งล้ำค่าหรอกรึ?” ถึงแม้ว่าเจี้ยนเฉินจะรู้เกี่ยวกับแกนสัตว์เวทย์ เขายังไม่รู้ราคาเกี่ยวกับมัน


“แน่นอน แกนสัตว์เวทย์ขั้นสามสามารถที่จะขายได้ถึง หนึ่งร้อยเหรียญม่วง ข้าได้เข้าสถาบันแห่งนี้มาเมื่อสี่ปีก่อน แต่ข้าไม่อาจใช้แกนสัตว์เวทย์ได้ ระดับสูงสุดที่ข้าสามารถใช้ได้คือระดับสองและต้นทุนที่ใช้คือห้าสิบเหรียญม่วง” ใบหน้าของฉางหยางหู่แสดงสัญญาณความปวดร้าวใจหลังจากพูด


เจี้ยนเฉินเริ่มวางแผนทั้งหมดไว้ในหัวของเขา เขาตัดสินใจอย่างรวดเร็วที่จะพยายามให้ดีที่สุดเพื่อที่จะได้แกนสัตว์เวทย์ขั้นสามจากการประลองยุทธ แม้จะไม่เคยใช้แกนสัตว์เวทย์ขั้นสามมาก่อน เขารู้ว่าการดูดซับพลังที่บรรจุอยู่ภายในทำให้เขาเพิ่มพูนระดับการบ่มเพาะของเขา เขาไม่รู้ว่าจะดูดซับพลังแก่นแท้โลกหลังจากจัดการกับแกนสัตว์เวทย์ขั้นสามได้รวดเร็วเพียงใด แต่เขารู้ว่าหากได้ใช้มัน เขาจะไปถึงจุดสูงสุดของขอบเขตเซียนระดับสิบได้


ท้องฟ้าค่อยๆมืดลง ฉางหยางหู่นำเจี้ยนเฉินลงไปห้องอาหาร หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จแล้วพวกเขาก็แยกกันไปทางของพวกเขากลับไปยังหอพัก


หลังจากกลับมายังห้องของเขาแล้ว เจี้ยนเฉินปิดประตูและนั่งลงบนเตียงของเขาและเริ่มทำการบ่มเพาะอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ทันใดนั้นเขาได้ยินเสียงเคาะประตู เจี้ยนเฉินมองไปยังประตูด้วยความสับสน ก่อนเดินไปที่ประตูแล้วเปิดประตูให้


ผู้ที่ยืนอยู่ด้านนอกเป็นผู้หญิงวัยสามสิบสวมชุดเดรสสีเขียวอ่อน แม้ว่านางจะไม่งดงามมากถึงขนาดทั่วทั้งเมืองต่อสู้กันเพื่อได้ตัวนางมา นางยังถือได้ว่าเป็นคนที่งดงาม ผมสีเขียวเข้มยาวถึงบ่าของนาง และมันให้ความประทับใจราวกับว่ามันกำลังลอยอยู่


“ต้องการอะไรหรือเปล่า?” เจี้ยนเฉินถามด้วยความงุนงง


“เจ้าเป็นหนึ่งในนักเรียนใหม่ของสถาบันคาไกซื่อสินะ พรุ่งนี้เป็นวันแข่งขันของเด็กใหม่ประจำสถาบันคาไกซื่อ มันจำเป็นต้องให้นักเรียนใหม่ทุกคนมีส่วนร่วม อย่าลืมมาล่ะ” นางพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกลางและจ้องมองอย่างไม่แยแส


“ขอรับ ข้าทราบแล้ว มีเรื่องอื่นอีกหรือไม่ขอรับ?” เจี้ยนเฉินถาม


“ไม่” หลังจากพูดจบ ผู้หญิงคนนั้นได้หันกลับและออกไปยังห้องถัดไป มันดูเหมือนว่านางจะไปแจ้งแก่เหล่านักเรียนเป็นรายคน


ปิดประตูเสร็จ เจี้ยนเฉินได้กลับไปยังเตียงของเขาและนั่งลง ทันใดนั้นข้าได้กลับไปทำการบ่มเพาะเงียบๆ


เช้าวันถัดมา เจี้ยนเฉินได้ทำการบ่มเพาะเสร็จสิ้นทั้งคืน ออกจากห้องแล้วตรงไปยังห้องอาหารตามลำพัง เมื่อเขาออกไปแต่เช้า ยังมีคนมาไม่มากดังนั้นเขานั่งลงบนโต๊ะว่างเนื่องจากทั่วทั้งห้องอาหารว่างเกือบทั้งหมด


หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ เจี้ยนเฉินตรงไปยังสนามใจกลางสถาบันซึ่งมีสนามกีฬาอยู่ที่นั้น การประลองยุทธจะจัดขึ้นที่สถานที่แห่งนี้


ตลอดทางเจี้ยนเฉินสังเกตุเห็นว่ามีเด็กใหม่อยู่รายล้อมเขาเฉกเช่นเขา และพวกเขามุ่งไปยังสนามกีฬาแห่งนั้นด้วย เพราะนักเรียนที่อาวุโสกว่าต่างสวมเครื่องแบบของสถาบัน เจี้ยนเฉินสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าผู้ใดเป็นเด็กใหม่ ถึงแม้ว่าจะมีนักเรียนที่อยู่ชั้นสูงกว่าไม่มากนัก บางทีพวกเขาอาจไม่สนใจในการแข่งขันของเด็กใหม่ก็เป็นได้


เมื่อเจี้ยนเฉินมาถึงสนามกีฬา เขาเห็นวงกลมอยู่ห้าแห่ง แต่ละแห่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางสามสิบฟุต อยู่ด้านบนของสนามกีฬา มีคนรายล้อมอยู่รอบๆมัน


เจี้ยนเฉินได้มาถึงที่ต้นไม้อยู่ห่างจากสนามไม่กี่เมตร วิ่งตรงไปยังต้นไม้ เขาผลักไปยังต้นไม้และกระโดดขึ้นไปบนยอดต้นไม้ และปักหลักอยู่บนกิ่งไม้ เจี้ยนเฉินเริ่มพักผ่อนในที่ร่ม ในเมื่อมันเช้าเกินไปกว่าการแข่งขันจะเริ่มขึ้น เขาไม่จำเป็นต้องเร่งรีบมาที่แห่งนี้แต่เช้า และต้องทนทุกข์กับการตากแดด


เวลาได้ผ่านไป ไม่นานนักการแข่งขันได้เริ่มต้นขึ้น เวลานั้น ทั่วทั้งสนามแข่งขันแน่นไปด้วยนักเรียนนับพัน มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สวมเครื่องแบบสถาบัน คนอื่นๆต่างเป็นนักเรียนใหม่


อย่างไรก็ตาม เจี้ยนเฉินสังเกตุเห็นนักเรียนที่ประสบความสำเร็จในระดับขั้นที่เก้าหรือเหนือกว่านั้น แน่นอนว่าส่วนใหญ่มาจากตระกูลสามัญชน เขาได้ตัดสินฐานของเครื่องแบบของนักเรียนใหม่ที่พวกเขาทุกคนสวมใส่อยู่ เหล่าคนที่สวมใส่ชุดดิบและหยาบ นี่ทำให้รู้สึกว่าอาณาจักรเก้อซุนประกอบไปด้วยสามัญชนเป็นส่วนใหญ่ และเด็กจากตระกูลยากจนต่างพยายามอย่างหนัก ดังนั้น เด็กเหล่านี้ได้พยายามอย่างหนักเพื่อพัฒนาการฝึกฝนพลังเซียน และสามารถถึงระดับขั้นที่แปดและเข้าร่วมสถาบันคาไกซึได้


นอกเหนือจากนักเรียนเหล่านี้ เหล่านักเรียนใหม่คนอื่นๆก็อยู่รุ่นราวสิบหกถึงสิบเจ็ดขวบปี มีกระทั่งxxxขวบปี  ตัวของเจี้ยนเฉินเองก็อายุสิบห้าขวบปีเมื่อเขาถึงระดับขั้นที่แปด การที่จะประสบความสำเร็จได้ในช่วงอายุเพียงเท่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และมันทำให้เจี้ยนเฉินเป็นนักเรียนที่อายุน้อยที่สุดในที่แห่งนี้ อย่างไรก็ตามการเติบโตด้านความแข็งแกร่งของเจี้ยนเฉินอยู่เหนือทุกๆคน แม้ว่าเขาจะอายุเพียงแค่สิบห้าขวบปี เขาได้สร้างความแข็งแกร่งราวกับว่าเขามีอายุมากกว่านี้สองสามปี


หลังจากที่พักผ่อนมาชั่วขณะหนึ่งแล้ว เจี้ยนเฉินได้กระโดดลงบนพื้นอย่างคล่องแคล่วและเดินไปยังบริเวณจัดการแข่งขัน แม้ว่าฝูงชนจะเนืองแน่น เจี้ยนเฉินไม่ได้พยายามที่จะเข้าไปอย่างยากลำบาก เขากลับยืนอยู่ด้านนอก ในเรื่องประลองยุทธของเด็กใหม่นั้น เจี้ยนเฉินไม่ได้สนใจอะไรมากนัก แม้กระทั่งดูยังไม่ปรากฎกับเขาเลย มีเพียงเหตุผลเดียวที่เขาเข้าร่วมคือเพราะแกนสัตว์เวทย์ขั้นที่สาม


“ทุกๆคน เงียบๆหน่อย!”


ทันใดนั้น เสียงดังเสียดแทงได้ดังออกมา เสียงนั้นดังมาก ทุกๆคนที่อยู่ในสนามกีฬาต่างได้ยินและเงียบในทันที ทันใดนั้น ทั่วทั้งสนามได้เงียบฉี่


ชายวัยกลางคนสวมชุดสีขาวเดินขึ้นบนแท่น ชายผู้นี้ดูเหมือนๆกับชายคนอื่นๆในรุ่นราวคราวเดียวกับเขา ไม่มีความโดดเด่นอยู่เลย อย่างไรก็ตาม แสงที่อยู่ที่ดวงตาของเขาส่องสว่างมาก มันดูราวกับว่าศาตราวุธเซียนซ่อนอยู่ภายในนั้น ทำให้ผู้คนหวาดกลัวที่จะจ้องมองไปยังดวงตาของเขา


มองไปยังทุกๆคน ชายคนนั้นยิ้มอย่างอ่อนโยน พูดออกมาเสียงดังด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตร เขากล่าวว่า “นักเรียนที่รัก ข้าเป็นรองอาจารย์ใหญ่ของสถาบันคาไกสึ ไป๋เอิน 白恩 ข้าจะเป็นหนึ่งในผู้เปิดงานประลองยุทธในวันนี้ ตลอดจนเป็นผู้ออกกฎ ข้าเข้าใจว่าทุกๆคนต่างเข้าใจกฎที่ประกาศไว้ที่บอร์ดประตูสถาบัน และข้าจะไม่พูดซ้ำอีก รางวัลของปีนี้เหมือนทุกๆปี อันดับที่หนึ่งได้รับแกนสัตว์เวทย์ขั้นสาม ถัดมาจะเป็นแกนสัตว์เวทย์ขั้นสอง และรางวัลที่สามแกนสัตว์เวทย์ขั้นที่หนึ่ง นอกเหนือจากนั้นผู้ที่อยู่อันดับหนึ่งในห้าสิบจะได้รับเหรียญม่วงหนึ่งเหรียญเป็นของรางวัล”


เมื่อได้ยินเช่นนี้ นักเรียนที่สวมเครื่องแบบของสามัญชนก็เริ่มเชียร์อย่างสนุกสนาน วันๆหนึ่งพวกเขาไม่ได้ใช้จ่ายอะไรมากมาย มีเพียงแค่อาหารธรรมดาๆในทุกวัน  เหรียญทองเพียงเหรียญเดียวก็พอค่าอาหารของสามคนได้เป็นเดือน และเหรียญม่วงมีค่าเท่ากับร้อยเหรียญทอง แม้ว่าแกนสัตว์เวทย์จะเป็นของล้ำค่า แต่ไม่มีใครคาดหวังสูงเช่นนั้น แกนสัตว์เวทย์มีโอกาสได้แค่สามคนเท่านั้น ส่วนเหรียญม่วงโอกาสได้รับมันถึงห้าสิบคน


ในตอนนี้ จากนักเรียนทั้งหมดเหล่าคนที่ครอบครัวยากจนอดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นออกมา พวกเขาทั้งหมดสาบานกับตนเองในใจว่า เพื่อเหรียญม่วงนี้พวกเขาต้องพยายามเอาห้าสิบอันดับแรกมาให้ได้


มองไปที่ท่าทางปิติยินดีของเหล่าสามัญชน ชนชั้นสูงบางกลุ่มจ้องมองพวกเขาอย่างรังเกียจ เหรียญม่วงอาจจะเป็นเงินจำนวนไม่น้อยสำหรับสามัญชน แต่สำหรับชนชั้นสูงแล้วมันมีค่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แม้แต่เจี้ยนเฉินก็ยังมีเหรียญม่วงห้าสิบเหรียญติดตัวเพื่อใช้จ่ายตามใจปรารถนา


การแข่งขันประลองยุทธหน้าใหม่เริ่มขึ้นได้เพียงไม่นาน เหล่านักเรียนก็ได้เขียนชื่อแล้วหย่อนลงภายในตู้ขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ชื่อเหล่านั้นก็ถูกปกคลุมไปด้วยเศษกระดาษทำให้เป็นไปไม่ได้ที่จะมองเห็นตัวเลขของพวกมัน


ทั้งสองหม้อติดป้ายที่แตกต่างกัน หม้อหนึ่งสำหรับผู้ที่ถึงขั้นเซียนระดับแปด ขณะที่อีกหม้อหนึ่งสำหรับผู้ที่ถึงขั้นเซียนระดับเก้า  วิธีนี้ทำให้มั่นใจว่าไม่มีนักเรียนคนไหนจะต้องสู้กับนักเรียนที่ระดับแตกต่างกันและทำให้ผลการแข่งขันคาดการณ์ได้ตั้งแต่เริ่มต้น


แม้ว่าสถาบันคาไกซือนั้นจะมีเกณฑ์ขั้นต่ำในการรับถึงขั้นเซียนระดับแปด  ในหมู่หน้าใหม่ทุกปีก็มักจะมีอัจฉริยะที่ไม่ได้ขาดแคลนเงื่อนไขการบ่มเพาะ มันสามารถพูดได้ว่ามีอัจฉริยะเพียงไม่กี่คนที่มาจากตระกูลชั้นสูงและได้รับสมบัติบางอย่าง ทำให้เหล่าหน้าใหม่ที่ประสบความสำเร็จถึงระดับเก้าได้สมัครเข้าเรียนอยู่ทุกปี


หมายเลขจำนวนมากเพียงไม่นานก็เสร็จเรียบร้อย มันมากพอที่เจี้ยนเฉินกลับไป เมื่อมองไปที่หม้อ เจี้ยนเฉินก็หยิบป้ายชื่อออกมา แกะป้ายชื่อออก เขาก็เปิดมันอ่าน “สนามที่สาม หมายเลขหกสิบสี่”


เมื่อเห็นหมายเลขบนป้ายชื่อ เขาก็เข้าใจได้อย่างชัดเจนว่าคู่ต่อสู้ของเขาคือหมายเลขหนึ่งร้อยสามสิบหก บนสนามที่สาม เพราะว่าการแข่งขันนี้จับคู่กับคู่ต่อสู้ที่เมื่อนำตัวเลขทั้งสองรวมกันแล้วจะได้ผลรวมเท่ากับสองร้อย (หกสิบสี่ บวก หนึ่งร้อยสามสิบหก เท่ากับ สองร้อย)


หลังจากที่ได้ป้ายชื่อของตนเอง นักเรียนทุกคนก็เดินไปที่สนามของตนเองอย่างช้าๆ ขณะที่เจี้ยนเฉินก็เดินไปที่สนามที่สาม


กระบวนการแข่งขันเริ่มอย่างรวดเร็ว ในการแข่งขันรอบแรกนั้นใช้เวลาเพียงครึ่งวันเท่านั้น เพราะว่าคู่ต่อสู้ของเจี้ยนเฉินไม่ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับการประลองยุทธเท่าไร เจี้ยนเฉินจึงชนะอย่างง่ายดายและเข้าสู่รอบที่สอง


หลังจากรับประทานมื้อเที่ยง การแข่งขันหน้าใหม่ก็เริ่มดำเนินต่อ อย่างไรก็ตาม จำนวนของคู่แข่งก็ลดลงไปครึ่งหนึ่ง ดูเหมือนว่ามีเพียงห้าร้อยคนเท่านั้นหลังจากจบการแข่งขันรอบแรก


การแข่งขันรอบที่สอง คัดเลือกเช่นเดียวกันกับรอบแรกด้วยการจับฉลาก แต่เพราะว่ามีคนเหลือน้อยกว่าในรอบแรก จึงใช้เวลาเพียงสี่ชั่วโมงเท่านั้นจึงจบการแข่งขันรอบที่สอง  มีเพียงนักเรียนสองร้อยห้าสิบหกคนหลงเหลืออยู่ บังเอิญว่าจำนวนเป็นเลขคู่ จึงไม่เป็นสถานการณ์ที่น่าอึดอัดสักจนมีนักเรียนขอถอนตัวจากการจับฉลาก


ทันทีที่ถึงรอบที่สาม ผู้คนก็เริ่มจับฉลากหาคู่ต่อสู้ของพวกเขา ตกกลางคืน มีเพียงหนึ่งร้อยยี่สิบแปดคนเท่านั้นที่ผ่านเข้ารอบ พร้อมกับเจี้ยนเฉินที่ยืนในหมู่พวกเขาด้วยท่าทางขี้เกียจ


เมื่อออกจากสนามแข่งขัน เจี้ยนเฉินก็ได้สังเกตว่าท้องฟ้าได้มืดลง เขาลูบที่ท้อง และส่ายหัวด้วยความผิดหวังเล็กน้อย ในโลกที่แล้ว เขาสามารถอยู่ได้หลายวันหลายคืนโดยที่ไม่ได้กินอะไรเลยและยังไม่รู้สึกหิวแม้แต่น้อย  แต่ในตอนนี้เขาได้กินสามมื้อต่อวัน ตอนนี้เขารู้สึกหิวหลังจากที่อดไปเพียงมื้อเดียว ทำให้เจี้ยนเฉินรู้สึกผิดหวังกับตัวเองเล็กน้อย


จากนั้น เจี้ยนเฉินก็มาถึงห้องอาหาร หลังจากที่ได้รับอาหารของเขา เขาก็พบที่ว่างและเริ่มกินมัน แม้ว่าอาหารเหล่านี้จะธรรมดา เทียบไม่ได้กับในตระกูลฉางหยาง เจี้ยนเฉินก็ยังคงกินมันอย่างเพลิดเพลิน


ตั้งแต่การแข่งขันประลองยุทธหน้าใหม่ได้จบลง จำนวนของผู้คนในห้องอาหารก็ไม่ได้น้อยลงกว่าปกติ ความจริงนั้นมีผู้คนมากมายในห้องอาหาร เพียงแค่ไม่นานหลังจากที่เจี้ยนเฉินนั่งลง ที่นั่งทุกที่ในห้องอาหารก็เนืองแน่นไปด้วยผู้คน  มีคนมากมายที่ไม่สามารถหาที่ว่างนั่งได้ แม้ว่าเจี้ยนเฉินจะนั่งบนโต๊ะเพียงลำพัง แต่ก็ไม่มีใครคนไหนกล้าเข้ามานั่งด้วยกันกับเขา เมื่อนักเรียนคนอื่นทั้งหมดต่างเป็นสามัญชนคนธรรมดา มีหรือจะกล้านั่งกับเจี้ยนเฉิน ที่ใส่เสื้อผ้าหรูหรา? แค่มองเพียงแว่บแรกก็เห็นว่าเขาต้องมาจากตระกูลชั้นสูงอย่างเป็นแน่


“ปัง..!”

=====================================================

จบไปอีกตอนครับ พบกันใหม่ตอนหน้า 😉