Chaotic Sword God ตอนที่ 12 พี่ใหญ่ฉางหยางหู่


แปลไทยโดย : Subaru-Kyun


=======================================================


เมื่อนั่งลงบนสัตว์เวทย์เวหา ใบหน้าของเจี้ยนเฉินก็ไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะบินด้วยความเร็วสูง อยู่บนอากาศสูงกว่าหนึ่งพันฟีต เมื่อมันบินด้วยความเร็วสูงขนาดนี้ หูของเขาจึงได้ยินเสียงลมดังก้องไปมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด


เมื่อมองที่สีหน้านิ่งเฉยของเจี้ยนเฉิน ลุงฉางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกยอมรับ เด็กทั่วไปส่วนใหญ่จะมีสีหน้าซีดเซียวด้วยความกลัวอย่างมาก หลังจากที่ได้บินกับสัตว์เวทย์เป็นครั้งแรก เด็กบางคนสั่นไปด้วยความกลัวตลอดเวลาขณะที่มีส่วนน้อยที่ถึงกับฉี่ราดออกมา แต่ก็มีเพียงน้อยคนที่อยู่อย่างเงียบสงบเช่นเดียวกับเจี้ยนเฉิน


ลุงฉางลองคิดกลับไปในตอนที่ฉางหยางหู่ได้ไปที่สถาบันคาไกซื่อเมื่อไม่กี่ปีก่อน หลังจากที่นั่งลงบนสัตว์เวทย์เวหา ทั่วร่างของฉางหยางหู่สั่นไปด้วยความหวาดกลัวขณะที่เขาจับไปที่ขนคอของมัน


“นายน้อยสี่ดูไม่เหมือนกับคนอื่นๆมันทำให้สงสัยว่าเขาจะมีความสำเร็จในอนาคตขนาดไหนกันแน่”ลุงฉางคิดกับตัวเอง


เจี้ยนเฉินจ้องมองที่สัตว์เวทย์ที่อยู่ด้านใต้ตัวเขาและถามออกมาว่า “ลุงฉาง เจ้านี่เป็นสัตว์ประเภทใดกัน ถึงได้บินได้รวดเร็วเช่นนี้?”


“นี่เป็นเพียงแค่ธรรมดาเท่านั้น !” ลุงฉางพูดด้วยเสียงน่าเกรงขาม ท่านไม่ควรดูถูกสัตว์เวทย์ตัวนี้ สัตว์เวทย์นี่เรียกว่าอสูรอินทรีย์ มันเป็นสัตว์เวทย์ระดับสี่ที่เทียบเท่ากับระดับยอดเซียนผู้ยิ่งใหญ่ มันสามารถบินผ่านท้องฟ้าด้วยความเร็วที่สูงมาก แม้ว่ามันจะเป็นแค่ระดับสี่ ยอดเซียนปฐพีบางคนก็ไม่อาจสู้กับมันบนฟ้าได้


“นั่นก็หมายความว่า เจ้าอสูรอินทรีย์นี่ มีราคาที่แพงมาก” เจี้ยนเฉินพูด


ลุงฉางผงกหัวของเขาแล้วพูดว่า “ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาเช่นกัน สัตว์เวทย์เวหานี้มีราคาที่แพงมาก ไม่เพียงแต่ยากที่จะจับมันเท่านั้น แต่มันก็ยากที่จะควบคุมเช่นกัน ถึงแม้ว่าสัตว์เวหาเวทย์จะเป็นการเดินทางที่รวดเร็วที่สุด การขี่มันก็เป็นเรื่องที่อันตรายมาก ในกรณีที่สัตว์เวทย์นั้นหลุดจากการควบคุม คนขี่มันก็จะร่วงหล่นนับพันเมตรในอากาศ แม้จะมีพลังระดับยอดเซียนปฐพีร่วงลงมาเช่นนี้ ถึงแม้จะโชคดีก็ยังได้รับบาดเจ็บสาหัส ถึงแม้ว่ามันจะเป็นระดับหนึ่งหรือระดับสอง ราคาของมันก็ยังคงแพงอยู่ดี โดยเฉพาะมันมีลักษณะที่บ้าคลั่งและไม่ยอมรับมนุษย์ ดังนั้น ก็ฝึกมันจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายต่อความสำเร็จเป็นอย่างมาก”


เจี้ยนเฉินผงกหัวของเขาก่อนที่จะค่อยๆเงียบอีกครั้ง


ลุงฉางจ้องมองเจี้ยนเฉินกำลังนั่งเงียบและพูดขึ้นว่า “นายน้อยสี่ขอรับ พี่ชายใหญ่ของท่าน ฉางหยาง หู่ เขาอยู่ที่สถาบันคาไกซือ มันผ่านมาหลายปีแล้ว ดังนั้นการจะกลายเป็นเซียนก็ไม่ห่างไกลจนเกินไปสำหรับเขา หากท่านมีปัญหาที่สถาบันแห่งนี้ ไม่ต้องเกรงใจขอให้พี่ใหญ่ของท่านช่วยแก้ปัญหาให้ได้”


“อื้ม ข้ารู้แล้ว” เจี้ยนเฉินตอบ แต่ในใจเขายังรับสึกซับซ้อนเมื่อคิดเกี่ยวกับพี่ใหญ่ที่เต็มไปด้วยปริศนา เจี้ยนเฉินไม่เคยเห็นเขามาก่อน และเขาก็ไม่รู้ว่าพี่ใหญ่ของเขาเป็นคนเช่นไร เขาเป็นกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้มากหากว่าพี่ใหญ่ของเขาอิจฉาทักษะการบ่มเพาะพลังเซียนของเขา เหมือนกับพี่สามฉางหยาง เค่อเป็น การอิจฉาอะไรเช่นนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องผิดปกติภายในตระกูลใหญ่ ในโลกใบก่อนของเขา เจี้ยนเฉินได้พบเจอกับความขัดแย้งในครอบครัวมาทุกประเภทเนื่องจากการแย่งชืงอำนาจระหว่างพี่น้องในช่วงเวลาที่เขาเดินทาง


ในใจของเจี้ยนเฉิน เขาหวังอย่างยิ่งว่าสถานการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นกับเขา ในโลกใบก่อน เขาเป็นเด็กกำพร้าที่ไม่เคยได้รับประสบการณ์ความรักจากครอบครัวใดๆ เมื่อสวรรค์ได้นำพาความสุขแก่เขาด้วยความครัวในเวลานี้ เขาต้องรักษามันไว้ให้ได้


หลังจากที่อสูรอินทรีย์บินมาครึ่งวันด้วยความเร็วที่สูงมาก ในที่สุดก็ได้มาถึงสถาบันคาไกซือ ภายใต้การควบคุมของลุงฉาง มันร่อนลงที่ร้อยเมตรเหนือพื้นดิน


สถาบันคาไกซือนั้นได้สร้างอยู่บนที่ราบ มีกำแพงสูงสิบเมตรล้อมรอบมัน  สถานบันใหญ่โตเป็นพิเศษ และดินแดนที่ครอบคลุมนั้นกว้างขวางเช่นกัน แม้ว่าเจี้ยนเฉินจะอยู่เหนือพื้นดินร้อยเมตร เขาก็ยังคงไม่สามารถมองเห็นได้ทั่วทั้งสถาบันแห่งนี้


สถาบันคาไกซือเป็นสถาบันที่ดีที่สุดในอาณาจักรเก้อซุน และในวันนี้เป็นพิธีเปิดภาคการศึกษา ด้วยเหตุผลเช่นนี้ ประตูหน้าจึงเต็มไปด้วยชีวิตชีวาอย่างมาก มีผู้คนมากมาย ตลอดจนรถที่หรูหราประดับอยู่ไม่ไกลออกไป อย่างไรก็ตาม เจี้ยนเฉินก็ไม่อาจระบุชื่อประเภทของสัตว์เวทย์ที่ลากรถได้ ความจริงแล้วรถทุกคันต่างก็มียามคอยคุ้มกันพวกมันอยู่


ในท้องฟ้า มีสัตว์เวทย์เวหาจำนวนหนึ่งใกล้เข้ามา ร่อนลงบนสนามของสถาบัน แต่ละตัวพาเด็กเล็กมาด้วย


ลุงฉางสั่งให้อสูรอินทรีย์บินลงมาที่สนามเช่นกัน พวกเขาลงจอดอยู่ถัดจากหอคอยสูงร้อยเมตร เขาพาเจี้ยนเฉินตรงเข้าไปในหอคอย   ภายนอกยังคงมีสัตว์เวทย์เวหาจำนวนหนึ่งพักผ่อนอยู่


เจี้ยนเฉินและลุงฉางเดินจนถึงยอดของหอคอยเพื่อพบกับครูใหญ่ของสถาบันคาไกซือนี้  ครูใหญ่นั้นอายุไม่แตกต่างกับลุงฉางสักเท่าไร และเจี้ยนเฉินก็รู้สึกว่าสองคนนี้มีอะไรบางอย่างที่คุ้นเคย


เพราะความคุ้นเคยนี้ เจี้ยนเฉินจึงสามารถเข้ามายังสถาบันนี้ได้โดยไม่มีปัญหาใดๆ ภายใต้คำสั่งของครูใหญ่ พี่ชายของเจี้ยนเฉิน ฉางหยาง หู่ ก็ถูกเรียกขึ้นมาบนหอคอยเช่นกัน ปล่อยให้เขาได้เจอกับพี่ชายที่แสนลึกลับที่เขาไม่เคยพบมาก่อน


ฉางหยางหู่อายุสิบแปดปีแล้ว เช่นเดียวกับพี่สองของเขา ฉางหยาง หมิงเยว์ แต่ ฉางหยาง หมิงเย่ว์นั้นอายุน้อยกว่าสามเดือน


ฉางหยางหู่เป็นชายหนุ่มที่ดูหนักแน่นพอสมควร เขาสูงกว่าเจี้ยนเฉินและสวมเครื่องแบบสถาบัน เขาได้เข้าเรียนในสถาบันมากว่าสองปีแล้ว พลังเซียนของเขาไปถึงจุดสูงสุดของระดับสิบ ถึงอย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่ได้รวมเป็นศาตราวุธเซียน


ระยะห่างระหว่างระดับสิบกับศาตราวุธเซียนนั้นไม่ได้กว้างมากซักเท่าไร แต่ในระหว่างนั้นสำคัญมาก การรวมพลังเซียนเข้าไปในศาตราวุธเซียนนั้นเป็นภารกิจที่ท้าทายมาก บนทวีปเทียนหยวน มีหลายคนที่ไม่อาจจะก่อรูปศาตราวุธเซียนได้ตั้งแต่เกิด เพราะว่าขาดความเหมาะสม ดังเช่นที่ครูใหญ่ได้กล่าวว่า ฉางหยางหู่ได้ถึงจุดสูงสุดของระดับสิบเมื่อปีก่อน และได้พยายามก่อรูปศาตราวุธเซียนถึงสามครั้ง แต่ก็พบแต่เพียงความล้มเหลวทุกครั้ง


ถึงอย่างนั้น การที่จะได้เห็นเด็กอายุสิบแปดปี สามารถก่อรูปศาสตราวุธเซียนได้ด้วยอายุเท่านี้นั้น ยากที่จะเห็นในทวีปเทียนหยวน อายุเฉลี่ยประมาณยี่สิบปีก่อนที่จะสามารถสร้างศาสตราวุธเซียนขึ้นได้ แต่ส่วนใหญ่ที่สร่างได้ล้วนเป็นอัจฉริยะ แน่นอนว่าคนธรรมดาก็สามารถสร้างศาสตราวุธเซียนในช่วงอายุเช่นเดียวกัน แต่ส่วนใหญ่ไม่สามารถก้าวเดินในเส้นทางผู้ฝึกยุทธได้ยาวนานนัก


เพราะว่าจิตปราณในทวีปเทียนหยวนสมบูรณ์ยิ่งนัก ช่วงชีวิตเฉลี่ยของคนอยู่ที่สองร้อยปี สำหรับคนที่สามารถก่อรูปศาตราวุธเซียนขึ้นตอนอายุยี่สิบปีนั้นถือว่าเหมาะสมแล้ว


ลุงฉางชี้ที่ฉางหยางหู่และพูดกับเจี้ยนเฉินว่า “นายน้อยสี่ขอรับ คนผู้นั้นเป็นพี่ชายของท่าน ฉางหยางหู่ขอรับ” มองตรงไปทางนั้นและส่งเสียงเรียก “นายน้อยใหญ่ นี่น้องชายของท่าน ฉางหยาง เสียงเทียนขอรับ”


“พี่ใหญ่!” เจี้ยนเฉินมองฉางหยางหู่ด้วยรอยยิ้มขณะที่เขาตะโกนทักทายออกมา ในดวงตาของเขา เขารู้สึกว่าฉางหยางหู่คนนี้ดูแข็งแกร่งแถมยังเป็นคนตรงไปตรงมา แต่ใจของเขายังไม่ยอมรับโดยสมบูรณ์


เมื่อได้ยินเจี้ยนเฉินตะโกน ฉางหยางหู่ก็เกาแก้มและหัวเราะออกมา “น้องสี่ เรียกข้าได้ทุกเมื่อ หากอนาคตเจ้าถูกกลั่นแกล้ง ตามหาข้า ข้าจะสับมันเป็นชิ้นๆเอง!”


เขาหัวเราะในคำพูดของพี่ชายเขา เจี้ยนเฉินตอบกลับไปว่า “เช่นนั้นข้าคงต้องขอพึ่งพี่ใหญ่แล้ว” ความประทับใจแรก ที่เจี้ยนเฉินคิดกับฉางหยางหู่นั้นค่อนข้างดี และความกังวลเกี่ยวกับพี่ใหญ่ของเขาทั้งหมดก็เริ่มเลือนหายไปราวกับหมอกควัน


ฉางหยางหู่ส่ายหัวของเขา และหัวเราะอีกครั้ง “นั่นไม่มีปัญหา ยิ่งกว่าไม่มีปัญหาเสียอีก ไม่ว่าเจ้าจะพูดอย่างไร ข้าก็ยังคงเป็นพี่ชายของเจ้า ดังนั้น การปกป้องน้องเสียงเป็นเรื่องที่แน่นอน” หลังจากพูดเช่นนั้น ฉางหยางหู่ก็พลันนิ่งไปก่อนที่จะมองไปรอบๆ แววตาของเขาเผยข้อสงสัยอะไรบางอย่าง “ลุงฉาง น้องสองกับน้องสามอยู่ที่ไหนกัน?” เขาถามออกมา


“นายน้อยใหญ่ขอรับ นายหญิงน้อยสอง และนายน้อยสามยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะเข้ามาเรียนสถาบันนี้ มีเพียงนายน้อยสี่คนเดียวเท่านั้นที่เข้าเรียนได้” ลุงฉางตอบอย่างเยือกเย็น


“โอ้!”เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉางหยางหู่ดูท่าทางผิดหวังและเริ่มพืมพำกับตนเอง “ยังไม่ถึงเกณฑ์ระดับแปดได้อย่างไร ช่างอ่อนแอเสียจริง น้องสี่นั้นน่ากลัวยิ่งกว่า เขาถึงระดับแปดได้รวดเร็วเช่นนี้ เขานั้นวิเศษเสียยิ่งกว่าข้า พี่ชายของเขาอีก”


“นายน้อยใหญ่ขอรับ โปรดคุ้มครองนายน้อยสี่ นับแต่วันนี้ท่านจำเป็นต้องดูแลนายน้อยสี่อย่างเหมาะสมด้วยนะขอรับ ข้ายังคงมีธุระบางอย่างที่่ต้องชำระกับครูใหญ่” ลุงฉางพูด


ฉางหยางหู่ผงกหัวของเขาอย่างมั่นคงและใช้กำปั้นทุบลงบนหน้าอกของเขา “ลุงฉาง ไม่ต้องกังวลไป! ข้าไม่อนุญาตให้ใครในสถาบันนี้กลั่นแกล้งน้องสี่ได้อย่างแน่นอน!”


หลังจากนั้น เจี้ยนเฉินก็ได้รับตราสถาบัน และออกไปกับพี่ชายของเขา


หลังจากที่ออกจากหอคอย เจี้ยนเฉินจ้องตราสถาบันในมือเขา นอกจากมันจะพิสูจน์ว่าเขาเป็นนักเรียน มันยังระบุที่อยู่หอพักของเขาไว้ด้วย


แม้ว่าเจี้ยนเฉินจะไม่คุ้นเคยกับโครงสร้างของสถาบันแห่งนี้ แต่เพราะว่าฉางหยางหู่คอยนำทางให้เขา ทั้งคู่จึงมาถึงที่หมายตามที่คาดไว้


หอพักของสถาบันสร้างขึ้นจากหินที่ทนทานและแบ่งออกเป็นสองเขตแตกต่างกัน เขตที่หนึ่งสำหรับสามัญชนอาศัย และอีกด้านหนึ่ง สำหรับคนอย่างเจี้ยนเฉินอาศัย คนที่มีตระกูลที่มีชื่อเสียงหนุนหลัง ความแตกต่างระหว่างทั้งสองนั้นแตกต่างกันราวสวรรค์กับนรก


สถาบันคาไกซือเป็นสถาบันมีชื่อเสียงที่สุดในอาณาจักรเก้อซุน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่จะมีลักษะเฉพาะตัว สถาบันคาไกซือนั้นมีกฎที่เคร่งครัดอย่างมาก ข้อแรกต้องถึงเซียนระดับแปดก่อนอายุสิบแปดปี หากผู้สมัครไม่ถึงระดับดังกล่าว แม้ว่าพวกเขาจะมากจากตระกูลที่มีชื่อเสียงและร่ำรวยมากเพียงใด พวกเขาก็ไม่สามารถเข้าเรียนในสถาบันได้


เพราะว่าค่าใช้จ่ายในการเรียนนั้นต่ำมาก แม้แต่สามัญชนก็สามารถเข้าเรียนได้อย่างง่ายๆ มีนักเรียนจำนวนหนึ่งที่เข้ามาเรียนที่สถาบันนี้ได้สำเร็จซึ่งมาจากตระกูลที่ยากจน แต่สถาบันคาไกซือได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมให้แก่หลายๆคน ด้วยเหตุผลที่ว่านักเรียนหลายคนมีเบื้องหลังธรรมดาสามัญ และมีทักษะบ่มเพาะแต่กำเนิดที่น่าสงสาร


ที่สถาบันคาไกซือแห่งนี้ ก็ยังมีกฎเหล็กอีกข้อที่ว่าเหล่าชนชั้นสูงไม่สามารถกลั่นแกล้งสามัญชนได้ มิฉะนั้น ไม่ว่าครอบครัวที่หนุนหลังจะมีอำนาจมากแค่ไหน คนๆนั้นก็ยังต้องได้รับการลงโทษอย่างจริงจัง หากสถานการณ์นั้นร้ายแรงพอ คนๆนั้นจะต้องถูกไล่ออก แม้ว่าจะต้องบาดหมางกับตระกูลใหญ่ก็ตาม สถาบันคาไกซือนั้นมีอาณาจักรเก้อซุนหนุนหลัง ครูใหญ่ก็เป็นหนึ่งในหกชนชั้นสูงในอาณาจักรเก้อซุน ไม่มีตระกูลใหญ่ที่ไหนกล้าฝ่าฝืนกฎเหล็กนี้


ห้องของเจี้ยนเฉินห้องกว้างสิบตารางเมตร เป็นห้องที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย นอกจากเตียงและเก้าอี้ ก็ไม่มีสิ่งอิ่นใด ทั่วห้องถูกจัดไว้มันสะอาดและเป็นระเบียบอย่างมาก ไม่มีรอยเปรอะเปื้อนใดๆ


“น้องสี่ นี่คือห้องของเจ้า จำที่ตั้งให้ดี และระวังอย่าไปผิดทางซะล่ะ” ฉางหยางหู่หัวเราะออกมา


เจี้ยนเฉินผงกหัวของเขาและจัดวางเสื้อผ้าบางส่วนที่เขานำมาด้วย เขาถูกพี่ชายของเขาดึงไปดูรอบสถาบัน ฉางหยางหู่อ้างว่าเพื่อให้เจี้ยนเฉินคุ้นเคยกับสิ่งใหม่โดยรอบด้วยตนเอง


สำหรับทั้งช่วงบ่าย ฉางหยาง หู่ได้ลากเจี้ยนเฉินไปรอบสถาบันอย่างไร้จุดหมาย


ทันใดนั้นเอง ฉางหยางหู่ก็เปิดปากและพูดว่า “น้องสี่ วันพรุ่งนี้จะมีการแข่งขันของนักเรียนใหม่ มีรางวัลมากมาย และราชันหน้าใหม่ก็จะได้รับหินผลึกเวทย์สามก้อน ที่สองก็จะได้รับหินผลึกเวทย์สองก้อน และที่สามก็จะได้รับหินผลึกเวทย์หนึ่งก้อน เจ้าต้องพยายามให้เต็มที่และเอาที่หนึ่งมาให้ได้”


=======================================================


จบไปอีกตอนขอรับ แหะๆมาช้าดีกว่าไม่มาเนอะ แปล DMWGod เป็นส่วนใหญ่เรื่องนี้อาจมาช้าไปบ้าง อย่าพึ่งลืมกันน้า บะบาย…เจอกันตอนต่อไปจ้า