ตอนที่แล้วตอนที่ 78 ศัตรูแข็งแกร่ง มังกรกระดูกและจ้าวอัคคี
ทั้งหมดรายชื่อตอน
ตอนถัดไปตอนที่ 80 มือกระบี่หญิงชาววัง

ตอนที่ 79 เงือกวายุ


อสูรจ้าวอัคคีสร้างลูกบอลไฟไว้ในมือของมัน และยิงใส่'เย่ว์หยาง'อย่างโหดเหี้ยม แม้ว่ามันจะยังไม่ถึงตัวเขา แต่ก็ยังมีการโจมตีเป็นระลอกต่อเนื่อง ลูกไฟที่ถูกยิงออกมานั้นเหมือนกับเปลวไฟที่มังกรพ่นออกมา

อย่างไรก็ตาม 'เย่ว์หยาง'ไม่ได้ถอย  เขาทำตรงกันข้าม โดยพุ่งเข้าไปแทงตรงแก่นหลอมละลายของจ้าวอัคคี ซึ่งซ่อนอยู่ในหน้าอกขนาดยักษ์ 'เย่ว์หยาง'ใช้ปราณขั้นก่อกำเนิดแยกหน้าอกที่แข็งราวกับหินออกจากนั้นใช้ดาบจันทร์เสี้ยวแทงลงไปในแผลที่ถูกเปิด เสียงซี่ๆ ที่น่าจะได้ยินยามที่ดาบแทงลึกผ่านผิวนุ่มลงไปลงไป พอสัมผัสกับอุณหภูมิสูงมันก็ละลาย

พอเห็นเป็นแบบนี้ 'เย่ว์หยาง'หัวใจตกวูบหน่อย   ร่างของจ้าวอัคคีกระพริบหรี่ลงทันที ขณะที่มันสั่นไหว มือของมันที่ยังถือลูกไฟอยู่ ได้ปล่อยลูกไฟใส่'เย่ว์หยาง'  พลังแรงเฉื่อยของมันก็ยังมากอยู่ดี 'เย่ว์หยาง'ปล่อยดาบจันทร์เสี้ยวในมือของเขาทันที ก่อนที่มันจะจมลงไปในตัวของจ้าวอัคคี

เขาหมุนตัวถอยออกมา อย่างไรก็ตาม จ้าวอัคคีไม่ได้ไล่ตามเขา มันค่อยๆ ดึงดาบจันทร์เสี้ยวออกมา ซึ่งตัวดาบเริ่มละลายเปลี่ยนเป็นสีแดงสว่างเป็นมวลของเหล็กหลอมเหลว ดาบจันทร์เสี้ยวที่แข็งมากตอนนี้เปลี่ยนเป็นสีแดงาโร่ และนุ่มเหมือนแป้ง อกของจ้าวอัคคีได้รับบาดเจ็บ พ่นคลื่นลาวาออกมาก่อนที่จะกลับคืนสู่ลักษณะปกติ  มันอ้าปากที่เต็มไปด้วยลาวากว้างจากนั้นกลืนดาบจันทร์เสี้ยวลงไปเหมือนกับกินอาหารว่างโดยไม่มีใครคาด

'เย่ว์หยาง'ไม่เคยคิดว่าเขาจะใช้ดาบจันทร์เสี้ยวทำให้จ้าวอัคคีบาดเจ็บได้  แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีผลกระทบอะไรจากการโจมตีนี้เลย  ขณะที่เขาพิจารณาถึงความจริงนี้ เขาไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่ลอบถอนใจ  ปีศาจชั้นเงินระดับ 7 นี้น่ากลัวเกินไปแล้ว  ตลอดทั้งร่างมีแต่ไฟลุกโหมกระหน่ำ หินหลอมละลายเป็นเหมือนกับร่างกาย  ลาวาที่ไหลออกมาเหมือนกับเลือด เปลวไฟที่รุนแรงก็เป็นเหมือนเกราะและไฟสีม่วงก็เป็นเหมือนหัวใจของมัน

เขาจะต้องทำอย่างไรถึงจะเอาชนะมันได้? เขาสามารถยิงปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ชั้นก่อนำเนิดได้อีกเพียงครั้งเดียว ถ้ามันไม่เกิดผลอะไร  เขาจะทำอย่างไรต่อไป? ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีมังกรกระดูกกำลังบินอยู่ในท้องฟ้าจ้องลงมาอย่างตั้งใจ  เหมือนนักล่ามองหาเหยื่อของมัน เตรียมพร้อมจะโจมตีเมื่อไหร่ก็ได้

พอเห็นว่าจ้าวอัคคีเริ่มไล่ตามเขา  'เย่ว์หยาง'รีบถอยกลับเข้ามาอยู่ในโล่แสงทันที  จ้าวอัคคีดูเหมือนจะมีความรู้สึก  ขณะที่มันไม่ได้เดินหน้าเข้ามาอย่างโง่ๆ แล้วใช้พลังที่เปล่าประโยชน์โจมตีใส่โล่แสงที่ปกป้อง'เย่ว์หยาง'อยู่  แต่มันกลับปล่อยไฟไปทั่วทั้งพื้นที่สมรภูมิมรณะ  ทำให้สนามรบเต็มไปด้วยเปลวไฟที่โหมไหม้  สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังเปลวไฟของพวกมันนั่นเอง

'ขุนพลปีศาจ'ทั้ง 2 ถอยไกลไปอยู่ที่มุม  ตอนนี้พวกมันไม่ต้องทำอะไร  พวกมันแค่รอให้จ้าวอัคคีและมังกรกระดูกจัดการ'เย่ว์หยาง' 'เย่ว์หยาง'ตัดสินใจใช้กลยุทธ์ “รังแกอ่อนแอ หวาดหวั่นแข็งแกร่ง” เพราะจ้าวอัคคีแข็งแกร่งเกินไปและมังกรกระดูกตัวก็แข็งเกินไป

'เย่ว์หยาง'ตัดสินใจลงมือกับ'ขุนพลปีศาจ'ทั้งสองก่อน สถานการณ์เป็นเพียงสิ่งที่'ขุนพลปีศาจ'หวังจะให้เป็น  ตราบใดที่พวกมันขัดขวางเจ้าเด็กแสบนี่ได้  เขาจะต้องตายเมื่อจ้าวอัคคีและมังกรกระดูกไล่ตามเขาทันแน่นอน

อันที่จริง เมื่อ 2 'ขุนพลปีศาจ'ถือว่าอยู่ในการป้องกันระดับสูง  มังกรกระดูกพร้อมบินโฉบลงมาจากท้องฟ้าทันที  ปากของมันอ้าจนเห็นฟันแหลมคม โจมตีใส่'เย่ว์หยาง'ทันที  มีหนอนปีศาจกลุ่มหนึ่งอยู่ข้างหน้า และยังมีธนูบินสีดำจะพุ่งเข้าใส่เป้าหมายโดยอัตโนมัติทั้งด้านซ้ายและขวา  สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือจ้าวอัคคีจะไล่ทันจริงๆ

ในไม่ช้านี้  แผนโจมตีของ'เย่ว์หยาง'ล้มเหลว  แผนที่เขาจินตนาการไว้ว่า 'ขุนพลปีศาจ'จะแยกกันไปทิศตะวันออกและทิศตะวันตก  เมื่อพวกมันถอยออกไป เหตุการณ์นั้นจึงไม่เกิดขึ้น  แต่พวกมันเผชิญกับศัตรูโดยไม่ยอมอ่อนข้อ  นี่ทำให้'เย่ว์หยาง'ซึ่งมีโอกาสชนะได้อย่างจำกัดไม่สามารถปล่อยการโจมตีที่หนักหน่วงที่สุดจนได้เปรียบสามารถฆ่าหนึ่งใน'ขุนพลปีศาจ'ได้

'เย่ว์หยาง'หยุดเท้าทั้งสองไม่ไล่ตามพวกมัน ขณะที่เขาโดดขึ้นไปอย่างคล่องแคล่ว เหมือนม้าขาวหลบไปตามพื้นที่รอยแยกแคบๆ หลบหลีกเลี่ยงการโจมตีนับไม่ถ้วน  'เย่ว์หยาง'หลบหลีกการโจมตีอีกฝ่ายได้อย่างยอดเยี่ยม

เขาหลบหลีกการโจมตีที่มุ่งเป้ามาที่เขาได้ทั้งหมด ก่อนที่จ้าวอัคคีจะปล่อยหมัดของตน 'เย่ว์หยาง'ตีลังกาในอากาศ 3 ตลบแล้วร่อนลงบนพื้นเหมือนใบไม้ ฝักมีดจันทร์เสี้ยวสกัดธนูดำที่พุ่งเข้ามาได้ทั้งหมด

มังกรกระดูกพยายามจะใช้หางยาวของมันฟาดเขา  แต่'เย่ว์หยาง'โยกกายท่อนบนหลบได้สำเร็จ  เขายังคงใช้ดาบจันทร์เสี้ยวอีกเล่มฟันมังกรกระดูกที่คอยสนับสนุนการโจมตี จากนั้นเขาก็หลบเข้าไปอยู่ในโล่แสง

ถ้าเป็นมนุษย์นักสู้คนอื่นๆ ที่ไม่มีฝีมือพอจะเข้าออกโล่แสงตามต้องการแล้ว ต่อให้มี 10 ชีวิตพวกเขาก็ตายอยู่ดี 'ขุนพลปีศาจ'ทั้งสองมองดูอย่างมึนงง เจ้าหนุ่มนักสู้ผู้นี้ลึกล้ำเกินหยั่งคาดกว่ามนุษย์คนอื่นที่พวกมันเคยพบมา

เขายังอายุน้อยชัดๆ แต่กลับกลายเป็นนักสู้ชั้นปราณก่อกำเนิดได้  นั่นไม่ใช่เพียงแค่นั้น  เขายังสามารถเข้าออกภายในโล่แสงของคัมภีร์อัญเชิญได้ตามใจปรารถนา  พวกมันไม่เคยได้ยินความสามารถประเภทนี้มาก่อน  ผู้ครอบครองคัมภีร์แต่ละคนจะสูญเสียโล่แสงทันทีที่พวกเขาออกมาจากมัน  เขาเข้าออกโล่แสงได้อย่างอิสระได้ยังไง?

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะลึกลับแค่ไหน  ไม่ว่าสถานการณ์จะหยั่งได้ยากเพียงใด ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะไปนึกถึงมัน หลังจากผ่านไป 10 นาที  โล่แสงจะหายไปโดยอัตโนมัติ  ในที่สุด  เขาจะไม่มีที่หลบซ่อนแห่งที่สองอย่างแน่นอน

ภายใต้การร่วมโจมตีของมังกรกระดูกและอสูรเจ้าอัคคี เขาจะพินาศอย่างแน่นอน  'ขุนพลปีศาจ'ทั้งสอง ยังมองจุดอื่นอีก นั่นก็คือ นักสู้ปราณก่อกำเนิดผู้นี้ไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนกับมนุษย์นักสู้ปราณก่อกำเนิดคนอื่น  ความสามารถของเขาอ่อนไปนิด

ที่สำคัญที่สุดคือ เขาไม่มีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งเลย มนุษย์นักสู้ชั้นปราณก่อกำเนิดคนอื่นๆ และสัตว์อสูรของพวกเขาอย่างน้อยก็เป็นอสูรศักดิ์สิทธิ์  ความสามารถของพวกเขาแข็งแกร่งในตัวอยู่แล้ว  และสัตว์อสูรของพวกเขายังมีพลังที่น่ากลัวสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งของพวกเขาได้ แม้แต่นักสู้ชั้นปราณก่อกำเนิดอย่างแย่ที่สุด จะมีสัตว์อสูรชั้นเพชรหรือชั้นทองขาว

นอกจากนี้ เจ้าเด็กนี่ ยังนำต้นดอกหนามชั้นทองมาด้วยหรือ? พวกมันไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเจ้าเด็กนี่มีอะไรผิดปกติ  บางทีเขาคงไม่ใช่นักสู้ชั้นปราณก่อกำเนิดจริงๆ บางทีพวกมันคงดูผิดไป 'ขุนพลปีศาจ'มองหน้ากันและกันแล้วพยักหน้า

หลังจากพวกมันฆ่า'เย่ว์หยาง'แล้ว พวกมันจะค้นตัวเขาดู เผื่อพวกเขาจะได้พบสมบัติบางอย่าง  'ขุนพลปีศาจ'ทั้งสองที่เหลือก็คือ 'ขุนพลปีศาจ'ที่เหมือนหนอนและ'ขุนพลปีศาจ'ที่มีปีก ก็ยังสงสัยว่าเจ้าเด็กมนุษย์คนนี้ ความจริงไม่ได้มีฝีมือเป็นของตนเอง  แต่คงใช้เครื่องมือบางอย่างมากำจัดเพื่อนร่วมงานของพวกมัน  และคงเป็นเพราะสมบัติชิ้นนั้นที่ทำให้คนอื่นเข้าใจผิดว่าเขาเป็นนักสู้ชั้นปราณก่อกำเนิด

ในโลกใบนี้ จะมีนักสู้ชั้นปราณก่อกำเนิดที่อ่อนแอได้อย่างไร? “ดูเหมือนตอนนี้เราคงต้องใช้กระบี่สุดยอดแล้วนะ” 'เย่ว์หยาง'สามารถนึกถึงโคเงา  แต่ระดับและความสามารถของมันยังอ่อนมาก  โคเงายังไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่ดีพอของอสูรเจ้าอัคคีหรือมังกรกระดูกที่บินได้

'เย่ว์หยาง'ยังคงต้องการใช้โคเงาในฐานะที่เป็นการโจมตีที่น่าประหลาดใจ เขาจึงยังไม่เปิดเผยตัวนาง แค่เพียงเมื่อ'เย่ว์หยาง'มีเรื่องปวดเศียรเวียนเกล้าเท่านั้น 'เสี่ยวเหวินหลี'ก็ลอยออกมาทันทีในรูปของดวงไฟสีแดง  เธอมองไปที่อสูรจ้าวอัคคีจากนั้นหันมาทาง'เย่ว์หยาง'  ท่าทีที่น่ารักของเธอคล้ายจะถามว่า “ทำไมท่านไม่อาจเอาชนะปีศาจได้ง่ายๆ เล่า?” แม้ว่า'เสี่ยวเหวินหลี'จะไม่พูดออกมา  'เย่ว์หยาง'ก็เห็นได้จากดวงตาที่กลมโตของเธอ ซึ่งดูเหมือนจะพูดกับเขาได้

พอเห็น'เย่ว์หยาง'ยกนิ้วยอมแพ้เธอ และแสดงการยกย่องเธอ  รอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้าน้อยๆ ของเธอ งดงามเหมือนดอกไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดูบริสุทธิ์และอ่อนหวาน เธอโบกมือที่ดูเหมือนดอกไม้ และเรียกคัมภีร์อัญเชิญชั้นเพชรเล่มเล็กประณีตของเธอออกมา

“อ๋า?”

พอเห็นคัมภีร์เพชรที่'เสี่ยวเหวินหลี'เรียกออกมา 'ขุนพลปีศาจ'ทั้งสอง ตกใจจนแทบฉี่ราดรดกางเกง  แม่ตัวเล็กนี่เป็นใครกัน? คัมภีร์อัญเชิญชั้นเพชรจะมีพลังเฉพาะตัวขนาดไหน  เธอเป็นเจ้าของคัมภีร์เองหรือ?

ในแดนปีศาจ ยอมให้เฉพาะ'ขุนพลปีศาจ', แม่ทัพปีศาจ หรือปีศาจชั้นสูงผู้มีระดับสูงกว่า 2 ระดับ ไม่สามารถมีคัมภีร์เพชรได้  ถ้านักสู้ไม่มีพรสวรรค์พอจะก้าวเข้าสู่ดินแดนปราณก่อกำเนิด  อย่างนั้นก็จะได้พิจารณาให้ใช้คัมภีร์ทองขาวสำหรับผู้ที่ไม่ใช่นักสู้ปราณก่อกำเนิด  คัมภีร์เพชรเป็นสมบัติที่มีอยู่จริงซึ่งนักสู้ต่างได้แต่เพียงหวังแต่ไม่เคยได้มาก่อนในชีวิต

ตอนนี้ กลับกลายเป็นว่าแม่ตัวเล็กนี่มีคัมภีร์เพชร เรื่องที่เหลือเชื่อยิ่งกว่าก็คือดูเหมือนเธอจะเป็นอสูรอัญเชิญของเจ้าเด็กน้อยนั่นหรือเปล่า? มัน..มันเป็นแบบนี้ได้อย่างไร? อสูรอัญเชิญจะมีคัมภีร์อัญเชิญของตัวเองได้อย่างไร?

'ขุนพลปีศาจ'ทั้งสองรู้สึกว่า พวกเขาต้องบ้าไปแล้วแน่ ถึงได้เห็นภาพหลอนแบบนั้น อสูรจ้าวอัคคีดูเหมือนจะรู้สึกถึงภัยคุกคามจาก'เสี่ยวเหวินหลี'ได้  มันคำรามดังลั่นแล้วเดินหน้าอย่างประสงค์ร้าย

อย่างไรก็ตาม 'เสี่ยวเหวินหลี'ยืนอยู่ภายในคัมภีร์ทองแดงและภายในโล่ของคัมภีร์เพชร  ด้วยการปกป้องของโล่ทั้งสองคัมภีร์  เธอไม่ต้องสนใจความคงอยู่ของจ้าวอัคคีเลย ความจริง 'เสี่ยวเหวินหลี' ไม่ได้ใส่ใจจ้าวอัคคีอสูรชั้นเงินระดับ 7 เลย

พอเห็นอย่างนั้น 'เย่ว์หยาง'ถึงกับงุนงง อสูรชั้นเพชรระดับ 1 แข็งแกร่งขนาดนี้ทั้งหมดหรือ?   พวกเขาเอาชนะความแตกต่างในระดับที่มากเช่นนี้ได้หรือ? แม้ว่า'เสี่ยวเหวินหลี'จะเป็นอสูรชั้นเพชรระดับ 1 แต่จ้าวอัคคีก็ยังเป็นอสูรชั้นเงินระดับ 7   ยิ่งไปกว่านั้น'เสี่ยวเหวินหลี'ยังเป็นแค่ทารก เพิ่งจะเกิดได้ไม่นาน  เธอจะเอาชนะจ้าวอัคคีได้จริงหรือ?

แสงสีทองเริ่มฉายออกมาจากมือของแม่หนูอสูรน้อย  จากนั้นบนหน้าต่างๆ ของคัมภีร์เพชรยังคงเปล่งแสงสว่างสดใสต่อไป หลังจากนั้น รุ้งและดอกไม้ที่เหมือนจะมีอยู่แล้วปรากฏขึ้นทันที มันแตกต่างจากเมดูซาศิลา ครั้งนี้ใช้เวลาเรียกนานกว่าเล็กน้อย  ยิ่งไปกว่านั้นอสูรที่ปรากฏออกมาไม่ใช่เมดูซาศิลาผู้มีหัวเต็มไปด้วยงู ครั้งนี้อสูรที่ปรากฏออกมาเป็นผู้หญิงที่มีน้ำคลุมไปหมด  ผมของนางเหมือนกับสายน้ำตกสีทอง  แขนหยกของนางดูเหมือนเหง้าบัว นางมีตัวที่ขาวเหมือนหิมะแต่ไม่ผุดผ่อง

นอกจากมีเปลือกหอยคู่หนึ่งปิดอยู่ที่หน้าอกของนาง  ก็ไม่มีอะไรอื่นปิดคลุมนางไว้ ใต้สะเอวที่สวยงามของนางกลับเป็นหางปลาสีทองที่สวยงาม เมื่อ'เย่ว์หยาง'เห็นอสูรแบบนี้  เขาแทบน้ำลายหก นางเงือก อสูรที่ปีศาจน้อยเหวินหลีอัญเชิญออกมาเวลานี้ก็คือนางเงือกที่มีหางทองและร่างกายสีขาวหิมะ เป็นไปได้ว่านางต้องการใช้นางเงือกที่ปรากฏดูเหมือนจะไม่มีพลังรบพอที่จะเอาชนะปีศาจที่ทรงอำนาจอย่างจ้าวอัคคีและมังกรกระดูกได้

เรื่อง..เรื่องแบบนี้จะเป็นไปได้อย่างไร? ไม่ใช่แต่เพียง'เย่ว์หยาง'เท่านั้น  แม้แต่'ขุนพลปีศาจ'ทั้งสองก็ไม่เชื่อเช่นนั้นเหมือนกัน  เงือกทั้งหมดเป็นอสูรอัญเชิญรูปแบบพิเศษช่วยสนับสนุนการสู้  พวกเขาแทบไม่มีพลังสำหรับสู้เลย  ถ้าเป็นเงือกนักรบที่มีสามง่ามของเทพเนปจูน ก็ยังอาจยืนยันได้ว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม  แต่เงือกนี้ไม่ใช่อสูรรบแน่นอน...

“ฮ่าฮ่าฮ่า”

'ขุนพลปีศาจ'ทั้งสองหัวเราะออกมาดังๆ

เพื่อกลบเกลื่อนความผิดพลาดของตัวเอง จนเสี่ยวเหวินหลีตกใจ

“หึ หึ”

แต่เมื่อจ้าวอัคคีชั้นเงินระดับ 7 เห็นนางเงือกปรากฏตัวขึ้น ทันใดนั้นมันเริ่มหันไปรอบๆ และหาทางหนี แม้แต่มังกรกระดูกที่บินอยู่ในท้องฟ้าก็ดูตื่นตระหนกอยู่บ้าง  มันไม่กล้าบินสูง  แต่ลงมาอยู่กับพื้นใช้ปีกคลุมตัวของมันที่เต็มไปด้วยกระดูก อ๋า? ไม่ถูกต้องแล้ว  เกิดอะไรขึ้นกันแน่? 'เสี่ยวเหวินหลี'ใช้นิ้วที่ขาวราวหิมะของเธอชี้  นางเงือกทองผู้งามสง่าพยักหน้ารับทันที เปลือกหอยสังข์สีขาวมีลวดลายเส้นสีแดง ไม่ทราบปรากฏมาจากไหน นางเงือกเอามาจ่อใกล้ปากของนางแล้วเป่ามัน

ทันทีนั้น เมฆสีเทานับไม่ถ้วนปรากฏอยู่เหนือสมรภูมิมรณะ  เมฆนั้นเปลี่ยนเป็นสีมืดคลึ้ม และลมกระโชกแรงไม่ทราบพัดมาจากที่ใดเริ่มพัดให้ความชุ่มชื้นแก่สมรภูมิมรณะทีละน้อยๆ ครืนนนน ทันใดนั้นเสียงฟ้าผ่าดังกึกก้องอยู่ในกลุ่มเมฆ และเฮอริเคนหลายลูกที่ดูเหมือนมังกรยักษ์ปรากฏออกมาดูดซับน้ำในเมฆไว้ ทั้งสมรภูมิมรณะตกอยู่ในพายุและกลายเป็นอ่างน้ำวนที่มีพายุฝนฟ้าคะนอง

'เย่ว์หยาง'จ้องอย่างตะลึง  ฆ่ากันแบบนี้ไม่เกินไปหรือ? เหลือเชื่อจริงๆ ที่นางเงือกผู้ไม่มีเกราะเลยสักชิ้นบนตัวนาง จะสามารถเรียกพายุได้อย่างนั้น  ด้วยเปลือกหอยสังข์ชิ้นเดียว นางเปลี่ยนสมรภูมิมรณะไปเป็นตาพายุ เสี้ยวความคิดแว่บเข้ามาในใจของ'เย่ว์หยาง' จริงสิ เ'สี่ยวเหวินหลี'มีอสูรพิทักษ์ที่แตกต่างกันถึง 4 ตน หนึ่งในนั้นก็คือเมดูซาศิลา และเงือกวายุนี้ก็เป็นอสูรพิทักษ์ของเธอ

เมื่อก่อนนี้เขาไม่ค่อยได้ใส่ใจถึงมันนัก  แต่เขาไม่คิดเลยว่าเงือกวายุจะเรียกพายุที่น่ากลัวออกมาได้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า'เสี่ยวเหวินหลี'ถึงได้ดูแคลนอสูรจ้าวอัคคี ชั้นเงินระดับ 7   ไม่ว่าจ้าวอัคคีจะมีพลังมากเพียงใด

เมื่อมาพบกับเงือกวายุ  ถือว่าเป็นเรื่องโชคร้ายที่ทำให้มันจะต้องแพ้ทันที หยดน้ำนับจำนวนไม่ถ้วนโหมกระหน่ำใส่ร่างอสูรจ้าวอัคคี  ตอนแรกจ้าวอัคคียังพอต้านทานได้บ้าง  โดยใช้ความร้อนทำให้น้ำที่ตกใส่ตัวมันระเหยออกไป  เปลี่ยนสภาพเป็นไอน้ำขนาดใหญ่ แล้วยังขยายตัวออกไปช้าๆ

แต่หลังจากโดนสายฟ้าผ่าร่างอยู่เพียงไม่กี่ครั้ง  อสูรจ้าวอัคคีไม่สามารถทนได้อีกต่อไป ในที่สุดมันกลายร่างเป็นลาวาและไหลหนีออกไป มันยังติดอยู่ในท่ามกลางพายุที่ยังกระหน่ำเทสายน้ำลงเหนือตัวของมัน และสายฝนนั้นกลายเป็นคลื่นที่ถาโถมลงบนพื้นอย่างรุนแรง  จ้าวอัคคีดิ้นรนอย่างเจ็บปวด แต่การกระเสือกกระสนของมันแทบจะไร้ประโยชน์ น้ำย่อมดับไฟได้ อสูรจ้าวอัคคีที่แต่เดิมก้าวร้าวและหยิ่งผยองมาก

ในท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำ กลับกลายเป็นว่ามีสภาพน่าอนาถ ตลอดทั้งร่างเริ่มค่อยๆ กลายเป็นหิน  อย่างไรก็ตาม หลังจากความร้อนที่หลอมละลายหินได้และร่างลาวาแข็งตัวแล้ว  สายฟ้าได้ผ่าลงบนตัวมันอีกครั้งจนป่นทำลายหัวของมันไปครึ่งหนึ่ง สะเก็ดหินดำกระจายไปทั่วเผยให้เห็นหินแม็กมาที่หลอมเหลวภายในร่างของมัน จากนั้นเสียงเป่าสังข์ดังขึ้นมาอีกครั้ง  คลื่นสายฝนขนาดยักษ์ก็ก่อขึ้นในทันที

ทันใดนั้นก่อนที่มันจะตาย  อสูรจ้าวอัคคีทำท่าทางแปลกๆ  มันพยายามเอื้อมมือยักษ์เข้าไปในตัว ตรงแผลที่หัวของมันซึ่งตอนนี้แข็งตัวไปแล้วล้วงเอาลูกบอลเพลิงสีแดงสดออกมา  จากนั้นโยนมันลงไปบนพื้น ชั่วเวลาต่อมา ร่างยักษ์ของมันก็แตกเป็นเสี่ยงร่วงลงบนพื้นเสียงดังสนั่นในท่ามพายุ นั้นเอง   ร่างของมันเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็วเปลี่ยนเป็นสะเก็ดหินดำและเถ้าถ่าน ในชั่วพริบตา ก็ถูกพายุโหมพัดปลิวกระจายหายไป

“มีสมบัติด้วย!”

พอเห็นอสูรจ้าวอัคคีโยนวัตถุสีแดงทิ้งไว้ก่อนที่มันจะตาย

'เย่ว์หยาง'มองออกทันทีว่ามันเป็นสมบัติที่ล้ำค่าที่สุด ถึงยังไม่สามารถทำอะไรได้ แต่เขาก็มีความสุขมาก  ขณะที่เตรียมจะวิ่งเข้าไปในพายุเก็บสมบัติแล้วกลับมาอยู่ในโล่แสงของเขา  กลับเป็นเจ้าอสูรทองตัวน้อยที่กลายร่างเป็นกำไลมือบนข้อมือของเขา  มันเปลี่ยนคืนสู่รูปลักษณ์ดั้งเดิมของมันจากนั้นผละออกแล้วบินไปที่วัตถุสีแดงนั้น  ดูเหมือนว่ามันเตรียมจะขโมยสมบัติของ'เย่ว์หยาง'แล้ว

'เย่ว์หยาง'โกรธจัด ใช้เท้าเตะเจ้าอสูรทองตัวน้อยจนปลิวหายเข้าไปในกลีบเมฆเก้าชั้น ในฐานะที่เป็นอสูรอัญเชิญ เขาอภัยให้มันไปแล้วที่ไม่ยอมออกมาช่วยเจ้านายมันเลย  แต่นี่บังอาจแย่งสมบัติเจ้านายเชียวหรือ?  นิสัยไม่ดี, ไม่ได้เรียนรู้จาก'ฮุยไท่หลาง'บ้างหรือไง?

'ขุนพลปีศาจ'ที่ยืนหลบอยู่ด้านข้างหมดสติทันทีหลังจากถูกฟ้าผ่า  ร่างของพวกมันปลิวไปทั่วบริเวณที่พายุพัดผ่านถึง  ตรงกันข้าม มังกรกระดูกยังนับว่าไม่อ่อนแอแม้หลังจากทนต่อสายฟ้าฟาดนับครั้งไม่ถ้วน

นอกจากมีจุดดำบนหัวของมันที่แตกหักไปบ้าง  แต่ร่างของมันก็ยังเหมือนเดิม มังกรกระดูกไม่ใช่สัตว์ที่มีธาตุไฟเป็นองค์ประกอบหลัก มันมีร่างที่ทำจากกระดูก  พายุฝนฟ้าคะนองไม่สามารถสร้างความเสียหายให้ร่างมันได้ มันแค่ทนต่อสายฟ้าที่กระหน่ำลงที่ตัวมันซึ่งก็สร้างความเจ็บปวดให้มังกรกระดูก

โชคดี ที่สิ่งที่เงือกวายุเรียกมาเป็นแต่เพียงพายุ ไม่ใช่สายฟ้า  'เย่ว์หยาง'ใคร่ครวญว่า ถ้า'เสี่ยวเหวินหลี'ไม่เรียกเงือกวายุออกมาแต่เป็นนาคาสายฟ้าแทน บางทีมังกรกระดูกคงไม่สามารถทนรับการโจมตีได้แน่

'เย่ว์หยาง'ยื่นมือไปหยิบลูกบอลสีแดงที่จ้าวอัคคีโยนทิ้งไว้ก่อนที่มันจะตายอย่างรวดเร็ว  อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เขาจะได้ใช้ทักษะญาณทิพย์ตรวจสอบดู  ทันใดนั้น เขาเห็นเจ้าอสูรทองที่มันเพ่งเล็งสมบัติและผลึกปีศาจ  พุ่งไปเกาะที่หน้าผากของมังกรกระดูก มันไม่สนว่ามังกรกระดูกจะต่อสู้ขัดขืน มันเริ่มกินกระดูกแข็งๆ ของมังกรกระดูกทันที  ดูเหมือนว่ามันยังต้องการกินผลึกมังกรปีศาจของมังกรกระดูกอีกด้วย

“ผลึกมังกรของข้า...”

'เย่ว์หยาง'ยิ่งกังวลมากขึ้น  เจ้าตัวเล็กจอมตะกละนี่ แย่ยิ่งกว่า'ฮุยไท่หลาง'พันเท่า ไม่ใช่สิ หมื่นเท่าเลย มันไม่ยอมกินตรงส่วนอื่นๆ ของมังกร แต่ตั้งใจกินผลึกมังกรเป็นอาหารแทน ผลึกแก้วมังกรนี้ คือสิ่งที่คนอื่นๆ ได้แต่ฝัน แต่มีหวังที่จะได้  ตอนนี้กำลังโดนเจ้าอสูรทองจอมตะกละแทะเล็มดิบๆ เหมือนกำลังแทะแตงกวากรอบอย่างนั้น

 

ที่มา:https://writer.dek-d.com/tanay2507/story/viewlongc.php?id=1429532&chapter=79

0 0 โหวต
Article Rating
0 Comments
Inline Feedbacks
ดูความคิดเห็นทั้งหมด