ตอนที่ 22 ซุนหนี่

ท่ามกลางหมู่เมฆ เห็นเงาลางๆของอินทรีเกล็ดเขียวที่จิตใจกำลังสั่นสะท้านไปด้วยความหวาดกลัว สุดที่ใครจะคาดคิด ‘ซุนหนี่’ กลับไม่ตาย พวกเขาเพิ่งจะผ่านการต่อสู้เพื่อแย่งชิงร่างของมันไม่ใช่หรือ กลับเกิดเหตุการณ์พลิกผันเช่นนี้ได้อย่างไร

“ฟื้นขึ้นมาได้ยังไงกัน”

เด็กน้อยส่ายหัวดุ๊กดิ๊กด้วยความมึนงง

*โฮก…*

เสียงคำรามสะท้านโลกดังสะท้อนไปมาในหุบเขาแห่งนี้ เจ้าวานรปีศาจตัวนั้นกรีดร้องด้วยโกรธแค้น แม้ปีกของมันจะถูกฉีกกระชากออกไปแต่มันก็ยังมีชีวิตอยู่ และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้มันโมโหโกรธายิ่งนัก ในขณะเดียวเลือดสดก็ยังคงไหลออกมาไม่ขาดสาย

จากนั้นเจ้าวานรปีศาจก็ใช้แขนข้างที่เหลืออยู่เปิดฉากโจมตีทันที โดยการชกไปที่เจ้าอสูรเฒ่าที่กำลังส่องแสงสีทองอร่ามด้วยหมัดของมัน แต่ก็ไม่ได้เฉียดร่างของ’ซุนหนี่’แม้แต่น้อย มันยังมีความว่องไวไม่ได้ลดลงไปแม้แต่น้อย ในชั่วพริบตาเจ้าสิงโตทองไปปรากฏอีกหนึ่งที่ไกลออกมากกว่าร้อยเมตร

เพียงครู่เดียว วานรปีศาจก็ถูกกระแทกอย่างแรงตนกระเด็นไปจนภูเขาครึ่งหนึ่งราบเป็นหน้ากลองด้วยพลังอันแสนน่าตกตะลึงสะท้านโลกา หลังจากโดนจู่โจมราชาวานรก็อาศัยแรงกระแทกเป็นตัวช่วยส่งตัวเองกระโจนหนีไปกว่าสองร้อยเมตรโดยไม่สนใจจะสยายปีกบินด้วยซ้ำ

แม้ว่ามันจะโกรธแค้นซักแค่ไหน มันก็ฉลาดพอจะรู้ว่าไม่ควรต่อกรกับตาแก่’ซุนหนี่’อย่างเด็ดขาด

นัยน์ตาสีทองคำของ’ซุนหนี่’จ้องเขม็งอย่างไร้ความรู้สึก มีไอพลังพวยพุ่งออกจากร่างของมันเหมือนกับคลื่นยักษ์ ยิ่งไปกว่านั้น พญาสิงโตระเบิดพลังพุ่งตัวออกไปเป็นเส้นสีทองก่อนเกิดเสียงระเบิดของอากาศดังติดกัน ไล่ตามวานรปีศาจไปอย่างกระชั้นชิด

*เจี๊ยก!!*

วานรปีศาจร้องออกด้วยความตกใจร่างกายของมันสั่นเทาอย่างห้ามไมอยู่ ตามด้วยบุปผาโลหิตยาวกว่าสิบฟุตกลางอากาศ หลังจากได้รับการโจมตีอย่างหนักหน่วงอีกครั้งหนึ่งด้วยเคล็ดพลังเจตลักษณ์เฉพาะตัวอันแสนน่ากลัวของ’ซุนหนี่’ เกิดรูโหว่อย่างน่าสยดสยองที่กลางหน้าอกจนมองเห็นภาพทิวทัศน์เบื้องหลังวานรปีศาจได้ชัดเจนนัก

ทันทีที่เจ้าวานรปีศาจล้มลงไปที่พื้น มันก็อ้าปากสีแดงดั่งโลหิตของตนเผยให้เห็นเขี้ยวสีขาวดั่งหิมะ จากนั้นพลันใช้แขนข้างเดียวของตนผลักร่างของตนให้พุ่งไปข้างหน้าในลักษณะตัวตั้งตรง อักขระเริ่มทำงานอย่างสอดคล้องกันเพื่อใช้ออกด้วยเคล็ดพลังเฉพาะตัวของตน

ส่วนในอีกด้านหนึ่ง กระทิงอสูรเพลิงที่ทั้งร่างปกคลุมไปด้วยขนสีแดงดั่งเปลวเพลิงเหมือนกับทักทอมาจากเนื้อผ้าที่แสนนุ่ม มันเองก็ตกอยู่ในห้วงความกราดเกรี้ยวเช่นกัน ทั่วทั้งร่างพลันสว่างขึ้นด้วยพลังเจตลักษณ์ ในตอนนี้มันไม่ได้ต้องการที่จะเปิดฉากต่อสู้กับ’ซุนหนี่’ แต่มันต้องการสภาวะได้เปรียบให้กับตนเองเพื่อใช้ในการหลบหนีเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม’ซุนหนี่’ไม่ได้ท่าทีเกรงกลัวแม้แต่น้อย เหมือนดั่งมีลำแสงสีทองพวยพุ่งออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง ตามด้วยการกระแทกที่รุนแรงเข้าใส่ลำตัวของกระทิงอสูรเพลิงอย่างดุเดือดดุจดั่งฟ้าผ่า ทำให้อักขระที่กำลังก่อตัวแตกกระจายทั้งยังปรากฏบาดแผลฉกรรจ์เต็มทั่วร่าง

*มอ!!*

กระทิงสีโลหิตขนาดใหญ่กว่าสามสิบเมตรที่ตอนนี้เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว เปลวเพลิงลุกวาบไปทั่วร่างกาย ในตอนนี้เปลวเพลิงจากสัตว์ร้ายในตำนานได้ถูกจุดขึ้นมาแล้ว เจ้ากระทิงเพลิงพลันเกร็งกีบเท้าของตนให้ติดกับพื้นมากที่สุด

ก่อนจะอ้าปากที่แสนกว้างใหญ่แล้วปล่อยลำแสงสีแดงกล่ำที่เปล่งประกายร้อนระอุออกไปอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะหันหัวของตนไปทั่วทุกทางจนเกิดเสียงระเบิดครั้งใหญ่ปะทุขึ้นตามที่ลำแสงนั่นกวาดผ่านไป ทำให้ผืนดินส่วนใหญ่กลายเป็นแม็กม่าไปในทันที

ด้วยการจู่โจมอันแสนอลังการนี้ ทำให้ทั้งนกอสูรและสัตว์ร้ายจำนวนไม่น้อยกลายเป็นขี้เถ้าในทันที พวกมันทั้งหมดไม่มีแม้แต่เวลาที่จะได้กรีดร้องก่อนตายด้วยซ้ำ

ทางด้านพญาสิงโต ‘ซุนหนี่’คำรามเสียงกึกก้องเพื่อเร่งพลังเจตลักษณ์สีทองที่ไหลเวียนรอบตัวให้เพิ่มความหนาแน่นขึ้นไปอีก ความงดงามอลังการที่แสดงออกมาทำให้พื้นที่ทั้งหุบเขาแห่งนี้กลายเป็นทะเลสีทองอร่าม และยังมีหมอกเพิ่มขึ้นมาอย่างเงียบเชียบกระจายตัวเพื่อป้องกันการโจมตีจากเปลวเพลิงในตำนานเช่นกัน

ภายในช่องว่างท่ามกลางหมู่เมฆไกลออกไป ‘ฉีเฮ่า’พลันพึมพำกับตนเอง

“ซุนหนี่น่าจะแกล้งตายสินะ เพื่อที่จะกำจัดอริของตนในคราวเดียว ทั้งยังจงใจดึงดูดให้วานรปีศาจกับกระทิงอสูรเพลิงเข้ามาอีกด้วย ทุกอย่างล้วนเป็นแผนการที่วางเอาไว้หรือนี่ ฉลาดกว่ามนุษย์เสียอีก”

วานรปีศาจกรีดร้องออกมา เนื่องจากเปลวเพลิงในตำนานไหลเอ่อท้นเข้ามา ทั้งหมอกและแสงสีทองต่างผสมผสานเข้าด้วยกัน พื้นที่แถบนี้ทั้งแถบเต็มไปด้วยความเดือดพล่านด้วยความร้อนสูง ภายใต้การเผชิญหน้ากันระหว่างเหล่าทายาทจากอดีตกาล เสียงดังสนั่นกึกก้องสะท้านสวรรค์และลามเลียไปทั่วทั้งผืนพิภพ สั่นสะเทือนพื้นที่เปลี่ยวร้างแห่งนี้อย่างรุนแรง

ที่ร่างกายของทั้งพญาราชสีห์’ซุนหนี่’ กระทิงอสูรเพลิง และราชาวานรปีศาจ วงโคจรของพลังเจตลักษณ์ที่ลี้ลับกำลังสอดผสานเข้าด้วยกัน พลังของทั้งอัดแน่นแล้วโต้กันไปหาก่อเกิดการปะทะจนเห็นประกายไฟคล้ายงูสายฟ้าพัวพันไปมา จากนั้นพลังของทั้งสามเริ่มขมวดเข้าหากันจนเกิดบรรยากาศบิดเบี้ยวอย่างเห็นได้ชัด

*ซู่ม!!*

เสียงดังแสบแก้วหูยังคงดังออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยสายฟ้าที่ไร้จุดจบจากสายฟ้าเก้าสวรรค์ ทั้งยังมีแสงสีแดงจากเพลิงโบราณและยังหมอกเหมันต์ที่เติมเต็มช่องว่างของพลังตลอดเวลา

ทำให้พลังที่ปะทะกันกลายเป็นหลวมรวมเข้าด้วยกัน ทำให้ทั้ง’ซุนหนี่’ กระทิงอสูรเพลิงและวานรปีศาจหวาดผวาอย่างไม่รู้สาเหตุ แถบภูเขาในพื้นที่แห่งนี้ถูกสะบั้นอย่างต่อเนื่อง ดูราวกับวันสิ้นโลกใกล้เข้ามา

ดูเหมือนจะเป็นวานรปีศาจที่ถูกละอองพลังสีทองอันงดงามกระชากให้ลอยไปบนท้องฟ้าโดยไม่สามารถขัดขืนได้ เนื่องจากร่างที่เต็มไปด้วยรอยแผลและชุ่มโชกไปเลือดทั้งกระดูกทั้งตัวแทบจะหักเกือบทุกท่อน อย่างไรก็ตามละอองพลังของ’ซุนหนี่’ก็เข้าบดขยี้ต่ออย่างไม่ปราณี

ก่อนจะเสียทีไปมากกว่านี้ วานรปีศาจพลันกระทืบเท้าไปที่พื้นเต็มแรงจนผืนดินแยกออกจากกัน ทั้งยังกระพือปีกอย่างรวดเร็วจนก่อเกิดพายุเฮอร์ริเคน ก่อเกิดเป็นเส้นสายสีดำกำลังพุ่งหนีไปจากหุบเขา

เจ้าวานรปีศาจไม่ได้แค่แขนขาดเท่านั้น อวัยวะภายของมันก็บอบช้ำอยู่หลายแห่ง ทั้งยังมีอาการกระดุกเกือบทั่วทั้งตัว มันจำเป็นจ้องเสาะหาที่ปลอดภัยเพื่อรักษาฟื้นฟูตนเอง มิฉะนั้นมันคงถูกบรรดาศัตรูเก่าเข้ามาไล่ล่ามันเป็นแน่

*มอ!!*

กระทิงอสูรเพลิงร้องออกมาเสียงดัง เป็นเสียงที่แฝงความรู้สึกหนักใจดังก้องไปทั่วทั้งหุบเขา ทั้งร่างของมันปกคลุมไปด้วยคราบโลหิตจากการพยายามหลบหนีที่แสนยากเย็น แสงที่ร้อนเหมือนไฟแผ่ออกมาเปลี่ยนให้ท้องฟ้ากลายเป็นสีแดง มันตั้งใจทำลายยอดเขาด้วยลาวาเพื่อที่จะหลบหนีลงหลุมลาวาเพื่อที่จะได้ไม่มีใครขัดขวางมันได้

ทันใดนั้น’ซุนหนี่’ก็พุ่งหายไปจากสายตา ทั่วทั้งร่ายที่ปกคลุมด้วยขนสีทองละลานตากลายเป็นเพียงเส้นสีทองตามด้วยเสียงฝ่าอากาศอย่างต่อเนื่องกลายเป็นทอร์นาโดสายหนึ่งทำให้พุ่มไม้ใบหญ้าปลิวขึ้นมา ต้นไม้ใหญ่มากมายหักโค่นเหลือแต่ลำต้น แผ่นดินทรุดตัวไปตามที่เส้นสีทองอร่ามเคลื่อนผ่านไป

‘ซุนหนี่’พลางหยุดชั่วขณะแล้วกวาดมองไปรอบๆอย่างไม่แยแสกับบรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่พยายามเอาชีวิตรอด พลันคำรามด้วยเสียงแหบต่ำเป็นจังหวะ พวกกลุ่มสัตว์ร้ายและนกอสูรต่างสั่นสะท้านพร้อมกัน เหมือนดั่งได้รับการอภัยโทษ พวกมันทั้งหมดต่างตะเกียกตะกายหนีหายไปอย่างไม่คิดชีวิต

ซึ่งในความเป็นจริงนั้นกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของทั้งสัตว์ร้ายและนกอสูรต่างพากันไปตายหมดแล้ว โดยเฉพาะหลังจากการปะทะกันของ’ซุนหนี่’ วานรปีศาจและกระทิงอสูรเพลิง ผลลัพธ์จากการปะทะนั้นส่งผลอย่างกว้างขวางราวกับเพิ่งผ่านภัยพิบัติมาก็ไม่ปาน

ทั้งภูเขาก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ลาวาที่ร้อนระอุก็ค่อยๆเย็นตัวกลายเป็นก้อนหินธรรมดา ทิ้งไว้เพียงกลิ่นคาวโลหิตที่ส่งกลิ่นมาจากผืนดิน ‘ซุนหนี่’ราชสีห์เฒ่าก็ยืนอย่างองอาจอยู่โดดเดี่ยวด้วยร่างกายที่ถูกห่อหุ้มด้วยรัศมีสีทองเรืองรองดูสง่างาม

ผ่านไปชั่วครู่ นัยน์ตาของราชสีห์เฒ่าก็ค่อยๆหม่นแสงลงและมีเลือดไหลซึมออกจากปาก หลังจากนั้นพลันเกิดภาพสะท้านขวัญขึ้น จู่รัศมีสีทองก็แตกกระจายหายไป ร่างกายของ’ซุนหนี่’ค่อยๆแตกระแหงก่อนจะทรุดตัวลงไปกับพื้นเกิดเป็นเสียงดังสนั่น

“ตายอีกครั้งแล้ว คราวนี้หวังว่าจะตายจริงนะ”

บนหลังอินทรีเกล็ดเขียวมีภาพที่เด็กน้อยคนหนึ่งกำลังเบิกตาค้าง

“เรื่องชราภาพคงเป็นเรื่องจริงทั้งยังสิ้นอายุขัยจริงๆเสียด้วย น่าเสียดายนักที่เคล็ดพลังสุดท้ายไม่สามารถสังหารศัตรูคู่อาฆาตได้”

เจ้าอินทรีเกล็ดเขียวจ้องเขม็งไปด้านล่างราวกับว่ามีลำแสงพวยพุ่งออกมาเสียให้ได้แสดงถึงความต้องการที่จะทิ้งลงไปที่พื้น แต่ก็ยังเกรงว่าซุนหนี่จะยังไม่ตายไปจริงๆ เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริง คงไม่ต่างจากการฆ่าตัวตาย

ณ ตอนนี้หุบเขาแห่งนี้อยู่ในความเงียบสงบ คงไม่มีสิ่งใดหาญกล้าเข้ามาอีกอย่างแน่นอน ทั้งบรรดานกอสูรและกลุ่มสัตว์ร้ายต่างหลบหนีไปด้วยความหวาดกลัวโดยที่ไม่กล้าแม้จะหันกลับมาเด็ดขาด พวกมันวิ่งไปเรื่องโดยไม่ได้คิดจะหยุดแม้แต่น้อย นับว่า’ซุนหนี่’ก็ยังคงเป็นราชาอยู่วันยังค่ำ

“ท่านป้าเขียว ตอนนี้ซุนหนี่น่าจะตายไปจริงๆแล้ว เข้าไปดูกันเถอะขอรับ”

‘ฉีเฮ่า’พูดเร็วปรื๋อ

เกิดเป็นเสียงฝ่าอากาศ อินทรีเกล็ดเขียวพลันพุ่งทะยานออกจากหมู่เมฆ

คงตายไปแล้วจริงๆใช้หรือไม่ แม่อินทรียังเคลื่อนตัวอย่างรอบคอบและระมัดระวัง โดยบินวนรอบๆก่อนจะร่อนลงไปที่พื้นดิน

“ฟู่ว ตายแล้วจริงๆด้วย”

ทั้งเด็กน้อยและแม่อินทรีเข้าไปยืนอยู่ตรงหน้า’ซุนหนี่’แล้วแหย่ๆจิ้มๆอยู่พักนึงเพื่อความแน่ใจ ในตอนนี้ทั้งร่างเย็นเฉียบปราศจากซึ่งสัญญาณการมีชีวิตใดๆทั้งสิ้น

อินทรีเกล็ดเขียวทำท่าทางราวกับนึกอันใดได้ พลับตบปีกทั้งคู่เกิดเป็นคลื่นลมกระแทกอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้ทั้งดินและทรายปลิวว่อนขึ้นไปในอากาศ พลันหายไปอย่างรวดเร็วแล้วกลับมาพร้อมท่อนแขนของวานรปีศาจที่อยู่ห่างไกลออกไป แม้จะเป็นเพียงแค่ส่วนแขนแต่ก็นับว่าเป็นชิ้นส่วนของสัตว์อสูรระดับราชาที่เต็มไปด้วยสายเลือดโบราณ

ทางด้าน’เฮ่าน้อย’นั้นแบกเขาของกระทิงอสูรเพลิงที่ยาวหลายเมตรไว้เหนือหัวแล้วหัวเราะอย่างเลื่อนลอยทั้งดวงตาหยีลงคล้ายดั่งจันทร์เสี้ยว เพราะมันพึ่งได้รับลาภลอยที่เหนือความคาดหมาย

“ท่านป้า รีบไปกันเถอะ”

เด็กน้อยสะกิดเตือน

อินทรีเกล็ดเขียวที่ตอนนี้เต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจแสดงให้เห็นมุมที่แตกต่างจากปกติ แต่ตอนนี้กลับมีสายตาและท่าทางคล้ายคนเมา

“เกิดอะไรขึ้น ท่านป้า!!”

‘เฮ่าน้อย’ร้องขึ้นอย่างตื่นตระหนก

อินทรีเกล็ดเขียวนั้นใช้กรงเล็บจับร่างของ’ซุนหนี่’และทำท่าจะกระพือปีกบิน แต่พลันเกิดเรื่องไม่คาดคิด เมื่อแม่อินทรีกลับเกิดอาการวูบจนเกือบจะล้มลงไปฟาดพื้น

“ท่านป้ายังถูกพิษ หรือท่านยังขจัดพิษออกไปไม่หมด”

ดวงตาของ’เฮ่าน้อย’เต็มไปด้วยความกระวนกระวาย

จากการต่อสู้ที่พึ่งผ่านมา แม่อินทรีถูกกัดโดยอสรพิษม่วง แม้ว่าจะตัดเนื้อออกบางส่วนแล้วแต่ก็ไม่อาจป้องกันพิษไม่ให้แพร่กระจายได้

ทั้งยังผ่านการต่อสู้ที่หนักหน่วงกับ’เซเบิ้ล’โลหิตและยังปะทะกับราชา’มุสิก’ม่วงที่กินเหล็กเป็นอาหารนั่นอีก ทำให้ได้รับบาดเจ็บไม่น้อยทำให้ร่างกายอ่อนแอส่งผลให้พิษแพร่กระจายเร็วกว่าเดิม รู้ตัวอีกทีก็ยากจะรักษาได้แล้ว

“ท่านป้า รีบไปจากที่นี่กันเถอะ ไปที่หมู่บ้านหินผาแล้วให้ท่านปู่ช่วยรักษาพิษให้”

‘เฮ่าน้อย’ตะโกนออกมาอย่างกระวนกระวาย

อินทรีเกล็ดเขียวพยายามที่จะกระพือปีกบินขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ท้ายที่สุดก็สามารถบินกลับหมู่บ้านหินผาทั้งที่ยกร่างของ’ซุนหนี่’ไปด้วยได้

ระหว่างทางนั้น มีหลายครั้งที่ร่างกายกระตุกจนเกือบจะตกไปข้างล่าง เนื่องด้วยร่างกายที่อ่อนแอจากอาการบาดเจ็บและยังสูญเสียกำลังไปไม่น้อย ซึ่งหาเป็นปกตินั้น แม่อินทรีสามารถยกเหยื่อที่หนักกว่านี้ได้หลายเท่านัก

หลังจากนั้นบินผ่านหน้าผาหินไปไม่ไกล ปีกที่แข็งแกร่งดั่งเหล็กไหลก็พลาดไปชนเข้ากับหินยักษ์บริเวณหน้าผาแห่งหนึ่งจนเสียหลักจนหัวเกือบไปกระแทกกับพื้น

เด็กน้อยกล่าวด้วยความกังวล

“ท่านป้า หากท่านไม่ไหวก็ทิ้งร่างซุนหนี่หรือเขาของกระทิงอสูรเพลิงไปก่อนก็ได้ แล้วค่อยมาตามหากันทีหลัง”

อินทรีเกล็ดเขียวไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้นัก แล้วส่งสัญญาณให้เด็กน้อยนั่งบนหลังแล้วแบกแขนวานรปีศาจกับเขากระทิงอสูรเพลิงไว้ ห้ามไม่ให้ทิ้งอะไรก็ตามไว้ข้างหลังอย่างเด็ดขาด แล้วพลางจิกกรงเล็บที่ร่างของซุนหนี่ไว้แน่น ก่อนจะใช้ร่างที่สั่นระริกพยายามบินไปยังหมู่บ้านหินผา

ท้ายที่สุด ก็เห็นหมู่บ้านหินผา เด็กน้อยผู้ที่แบกแขนวานรปีศาจและเขากระทิงอสูรเพลิงไว้ หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความสุขที่เอ่อล้นแล้วหัวเราะออกมาอย่างจริงใจ

จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา เด็กประสบกับอันตรายหลายครั้งจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอด แต่เด็กน้อยก็สามารถนำร่าง’ซุนหนี่’กลับมาได้ ทั้งยังมีของแถมเล็กๆน้อยๆเป็นแขนของวานรปีศาจสุดเหี้ยมโหดและเขากระทิงอสูรเพลิงในตำนาน ช่างเป็นการเก็บเกี่ยวที่เกินคาดยิ่งนัก

“ท่านปู่กับท่านลุงทั้งหลาย แม้พวกท่านต้องการเก็บซ่อนความกังวลเกี่ยวกับพิธีผลัดเปลี่ยนของข้าไว้มากแค่ไหน แต่ข้าก็ยังมองออกอยู่ดี แต่ตอนนี้ทุกอย่างพร้อมแล้วพวกเรามีชิ้นส่วนสัตว์ร้ายระดับราชาถึงสามชนิด”

เด็กน้อยมีความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ใบหน้าแสดงออกถึงความสุขล้นปรี่แล้วหัวเราะออกมาอย่างหวานชื่น ท่ามกลางแสงตะวันที่กำลังตกดินก่อนความมืดจะมาเยือน

ใช่แล้วเงามืดที่แสนอันตราย!!!!

 

 

ที่มา:http://my.dek-d.com/ksdch_wnt/writer/viewlongc.php?id=1455791&chapter=22

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น